ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวาร ๕

คลิกขวาเมนู

         ถ้าไม่สามารถอุเบกขาเป็นกลาง วางทีเฉยได้  ยังหยุดไม่ได้จริงๆ  อาจใช้อุบายธรรมมาช่วยตามจริตแห่งตน เช่น มันเป็นขบวนการธรรมชาติอย่างแท้จริง,   มันเป็นเช่นนั้นเอง(ตถตา),  อนิจจัง,  ปลง,  ถือว่าใช้กรรม,  ยอมรับตามความเป็นจริง,  ไม่ให้ค่า  หรือใช้อริยบทบดบังทุกข์(รายละเอียดอยู่ในบทพระไตรลักษณ์)คือการเคลื่อนไหวทางกายเพื่อละลายอาการทางจิต(แต่อย่าต่อเนื่อง จะเป็นสมาธิอย่างไม่รู้ตัวคือขาดสติ)  สิ่งเหล่านี้เพื่อให้เกิดนิพพิทาแบบชั่วคราว ลดหรือดับตัณหา(ชั่วคราว)แล้วหยุดเพียงเท่านี้ เมื่อตัณหาดับลง วัฏฏะหรือวงจรของทุกข์ก็ขาดลงชั่วขณะไม่สามารถก่อตัวเป็นทุกข์อุปาทานขันธ์ได้  รู้เท่าทันเพียงแค่นี้ในคราวนี้ เมื่อจิตได้ประสบการณ์คอยมีสติเช่นนี้เรื่อยๆจนเป็นสังขารที่สั่งสมอบรมไว้ เมื่อจิตรู้เหตุอย่างแจ่มแจ้งก็จักเริ่มระวังในคราวต่อๆไปก่อนที่จะเกิดอุปาทานให้เป็นทุกข์ โดยไม่ต้องทําอะไร   

        หรืออาจใช้วิธีย้ายจิตหรือการเปลี่ยนอารมณ์ เมื่อสังขารทุกข์นั้นแรงกล้า เกินกำลัง

        ใช้กายานุปัสสนา อันเป็นการใช้สติเป็นประธานหรือหลัก ในการพิจารณากายแบบต่างๆ เพื่อให้เกิด นิพพิทา-ความหน่าย คลายกําหนัด คลายความหลงใหลชื่นชมยินดี ความยึดมั่นถือมั่นในกายตน (ไม่ใช่หดหู่)  อันจัดเป็นหนึ่งใน๔ ของทางสายเอกในการปฏิบัติ(สติปัฏฐาน๔)เช่นกัน,  หรือใช้มรณัฐสติสูตร พิจารณาความตายว่ามาเยือนเราเมื่อใดก็ได้ ควรเร่งรีบปฏิบัติ  อันต่างล้วนเป็นอุบายวิธีให้เกิดนิพพิทาอันตัดทอนกำลังของทั้งตัณหาและ อุปาทานโดยตรง,   ดังที่ท่านหลวงปุ่ดูลย์ อตุโล กล่าวไว้

         "ถึงจิตไม่สงบก็ไม่ควรปล่อยให้มันออกไปไกล  ใช้สติระลึกไปแต่ในกายนี้  ดูให้เห็น  อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภสัญญา หาสาระแก่นสารไม่ได้  เมื่อจิตมองเห็นชัดแล้ว จิตก็เกิดความสลดสังเวช เกิดนิพพิทา ความหน่าย คลายกําหนัด ย่อมตัดอุปาทานขันธ์ได้เช่นเดียวกัน"    (อตุโล ไม่มีใดเทียม, น. ๔๗๖)

        ณ. ขณะจิตนี้เอง ท่านกําลังปฏิบัติธรรมานุปัสสนา อันเป็นหนึ่งในทางสายเอกทั้ง๔ ของสติปัฎฐาน๔ หรือธัมมวิจยะหนึ่งใน๗ ของโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ โดยไม่รู้ตัว  อันมิใช่จําเป็นต้องพิจารณาแต่ในธรรมที่พระองค์ท่านยกตัวอย่างไว้ในสติปัฎฐาน๔เท่านั้น   ถ้าขณะนี้ท่านอ่านอย่างพิจารณาโดยละเอียด หาข้อผิดถูก ไล่ลําดับจิต พิจารณาอย่างถี่ถ้วนไปในขณะอ่าน ท่านก็ปฏิบัติโยนิโสมนสิการ และธรรมที่ท่านพิจารณาอยู่นี้เป็นปรมัตถธรรมอันสูงสุด อันเป็นธรรมที่เป็นเหตุปัจจัยให้ตรัสรู้ในสภาวะธรรมของทุกข์และการดับทุกข์โดยตรง จนเกิดเป็นอริยะสัจ๔ อันเป็นการรวบรวมคําสอนและแนวปฏิบัติ   จึงมีอานิสงค์บังเกิดขึ้น ดังพระพุทธ์พจน์ที่ทรงตรัสไว้

ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม

จึงทําให้เกิดสัมมาญาณ เข้าใจใน กาย เวทนา จิต ธรรม ทั้ง๔ ได้อย่างถูกต้องบริบูรณ์สมดังพุทธประสงค์  อันยังให้การปฏิบัติตามความรู้ความเข้าใจในธรรมหรือสัมมาญาณที่เกิดนั้น เป็นไปอย่างบริบูรณ์ อันยังให้เกิดสัมมาวิมุตติได้อย่างดีที่สุด

         อันอุปมาได้ดั่งท่าน มีแผนที่อย่างดีมีรายละเอียดอันวิเศษถูกต้องอยู่ในมือ ท่านย่อมเดินทางได้เร็วกว่า และถูกต้องตามจุดหมาย ไม่หลงทางระหกระเหินเข้าป่าเข้าเขาไปในทิศต่างๆ  มุ่งเข้าสู่จุดมุ่งหมายได้อย่างรวดเร็วและเลือกหนทางที่ดีที่สุดได้,  ตลอดจนเมื่อเกิดสัมมาญาณความรู้ความเข้าใจแล้วยังเป็นบ่อเกิดพลังที่สําคัญยิ่งของจิต เนื่องจากขาดความสงสัย กังวล วิจิกิจฉาต่างๆในธรรม อันเมื่อประสบปัญหาแทนที่จะท้อหรือขาดศรัทธา ก็กลับพิจารณาในธรรมนั้นๆให้เกิดความกระจ่างสว่างขึ้นไปเป็นลําดับ  จึงทําให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างรวดเร็ว ราบรื่น และถูกต้อง

        การปฏิบัติโดยขาดสัมมาญาณ ปฏิบัติตามความเชื่อ ตามศรัทธาอย่างอธิโมกข์ ตามการอ่าน ตามการฟัง อันขาดการพิจารณาให้เกิดปัญญา อุปมาได้ดั่งท่านต้องการเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายอย่างรวดเร็ว จึงเดินลัดตัดตรงแน่วแน่ไปตามทางที่ได้รับบอกกล่าวนั้นๆ อย่างขาดปัญญา ดังนั้นเมื่อเจอสิ่งกีดขวางดังเช่น เหว เขา สิ่งกีดขวาง ฯ. แทนที่จะใช้ปัญญาในการแก้ไข กลับพยายามฝ่าฟันสิ่งเหล่านั้นไปด้วยความยึดมั่นเข้าใจผิด จึงเกิดการบาดเจ็บล้มตายเป็นธรรมดา

        อนึ่งสิ่งที่ปุถุชนปฏิบัติธรรมกันอยู่นี้  ถ้ามองตามสภาวธรรมแล้ว  ผลของการปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์พึงจักได้รับ   เพราะสิ่งต่างๆที่เราปฏิบัติกันอยู่ ตั้งแต่ ทําทาน ถือศีล ทำบุญ การปฏิบัติต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวงนั้น  ล้วนแล้วแต่แอบแฝงในผลบุญเพื่อให้มีความสุขความสบายทั้งในชาตินี้และชาติหน้ากันทั้งสิ้น !  ดังนั้นแล้วความสุขความสบายอันใดเล่าจะยิ่งใหญ่กว่า สัมมาวิมุตติ อันคือความสุขจากการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง หรือนิโรธ หรือนิพพานนั่นเอง!  อันเป็นจุดสุดยอดของความสุข เป็นสุข ที่สงบ สะอาด และบริสุทธิ์ยิ่ง  แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับตามความเป็นจริงในสภาวธรรมอื่นๆเช่นกัน  เช่น สิ่งใดยิ่งอยู่สูง เมื่อตก ย่อมเจ็บกว่าเป็นธรรมดา  ดังนั้นการปฏิบัติธรรมโดยมีดวงตาเห็นธรรมแล้ว หรือสัมมาญาณเป็นเครื่องรู้เครื่องเข้าใจเป็นแนวทางประพฤติ ปฏิบัติ จึงแก้ปัญหาต่างๆเหล่านี้ได้ทั้งหมด เพราะท่านเป็นผู้เห็นธรรมแล้ว สมดังพระพุทธดํารัส.

ดับทุกข์ที่ไหน?

        เราโยนิโสมนสิการมาโดยละเอียดและแยบคายหลายครั้งหลายคราเพื่อทบทวน เพื่อจุดมุ่งหมายให้เกิดปัญญา  ให้เกิดความเข้าใจโดยถ่องแท้ถึงใจและนํามาใช้ในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ในชีวิตประจําวันได้ตลอดเวลาทุกขณะจิตที่มีสติระลึกได้ ไม่จําเป็นต้องมีพิธีรีตองใดๆทั้งสิ้น เป็นการปฏิบัติแนวทางปฏิจจสมุปบาท หรือก็คือแนวทางเดียวกันกับสติปัฏฐาน ๔  เพราะล้วนเป็นธรรมเดียวกันนั่นเอง  เพียงแต่พิจารณากันคนละมุมมองเท่านั้น   การปฏิบัตินั้นพึงปฏิบัติได้ทุกขณะจิตในอริยาบถชีวิตประจําวัน

        ตัณหาและอุปาทานจัดได้ว่าเป็นมูลเหตุใหญ่โดยตรงที่สุด ที่ก่อให้เกิดความทุกข์อันคืออุปาทานทุกข์ และยังให้แตกแขนงออกไปเป็นกิเลสต่างๆจึงจัดว่าเป็นสิ่งที่ควรละหรือควรกําจัด และตามกฏธรรมชาติ"อิทัปปัจจยตา" เพราะสิ่งนี้ดับ   ผลนี้ก็ดับ  ดังนั้นถ้าดับกองธรรมใดได้เสียแต่ต้นขบวนของการเกิดทุกข์ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพราะกองธรรมอื่นๆอันจักยังให้เกิดทุกข์ก็จักเกิดไม่ได้    ยิ่งดับได้ตั้งแต่อวิชชาย่อมเป็นสิ่งสูงสุดในทางพุทธศาสนาอยู่แล้วอันหมายถึงสําเร็จมรรคผลนิพพานนั่นเอง,  แต่ย่อมต้องพิจารณาประกอบกับเหตุปัจจัยอื่นๆด้วย เช่น กองธรรมบางกองก็เป็นกระบวนธรรมหรือสภาวธรรมชาติที่เป็นไปเช่นนั้นเองไม่สามารถไปทําอะไรได้  แค่เป็นแนวทางอธิบายกระบวนการทํางานของการเกิดการดับของทุกข์เท่านั้น,  การทํางาน งานสังคม การเกิดอุบัติเหตุ การเจ็บป่วยซึ่งส่วนใหญ่จะเข้าโดยตรงทางตา,หู,จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ(สฬายตนะ) ไม่ผ่านอวิชชาโดยตรง(แต่มีแฝงอยู่),  ในบางกรณีของตัณหาและอุปาทานนั้นกําลังของทั้ง๒ นั้นมากเกินกําลังที่จะไปหักหาญโดยตรงจึงต้องมีการปฏิบัติเพื่อให้เกิดกําลังแห่งจิตอันเกิดแต่ความเข้าใจและเห็นทุกข์ ตลอดจนเป็นการลดทอนความทุกข์หรือตัณหาอุปาทานให้อ่อนแรงไปตลอดเวลาด้วย,   และยังขึ้นกับจริต สติ และปัญญา  การดับจะดับที่ไหน?  ดับให้ทันก่อนเป็นทุกข์อุปาทานขันธ์๕ใน ชาติ-ชรามรณะ ก็จักไม่เป็นทุกข์นั่นเอง  แต่บางกองธรรมก็ดับไม่ได้ จึงต้องพิจารณาให้ดี ดังเช่น

ดู วงจรปฏิจจสมุปบาท

        อวิชชา สําหรับองค์อรหันต์ดับทั้งหมดได้, อริยะสาวกระดับรองลงมาและปุถุชนดับที่อวิชชาเป็นบางส่วนตามกําลังสติและกําลังปัญญาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ

        สังขาร จริงๆแล้วเราไม่ได้รู้ทันจากสังขารกองนี้ เพราะตําแหน่งนี้สติรู้เท่าทันได้ยากเพราะเกิดแต่อาสวะกิเลสและอวิชชาและยังสามารถผุดขึ้นมาดุจพรายอากาศ จึงมักจักเห็นแต่อาการหรือผลอันคือเวทนา หรือคิด-อันเป็นสังขารขันธ์แล้วนั่นเอง,   ณ.สังขารกองธรรมนี้จึงน่าพึงบังเกิดบริบูรณ์แก่องค์อรหันต์เท่านั้นที่จะเป็นสังขารที่ปราศจากอวิชชาเสียแล้วเป็นเพียงสัญญาบริสุทธิ์,   ส่วนอริยะสาวกอันดับรองลงไป และปุถุชนก็จะลดสังขารนี้เป็นลําดับไปตามอาสวะกิเลสและอวิชชาที่ลดน้อยถอยลงไปจากความรู้เข้าใจและการปฏิบัติ

        เวทนา เป็นกองธรรมที่สําคัญมาก ให้มีสติรู้และเท่าทันว่าเป็นแค่เวทนา เป็นแค่การรับรู้หรือเสพรสอารมณ์อันสัมผัสทั้งทางใจและทางกายตามธรรมชาติอย่างแท้จริงด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จักทําให้ไม่ยึดมั่นถือมั่นพึงพอใจในเวทนาทางใจหรือกาย ตลอดจนเข้าใจไตรลักษณ์  เวทนานั้นก็เสมือนดับ อันจะไม่เป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ เป็นขั้นตอนที่สําคัญมากเพราะเวทนาทางกายก็ต้องมาถึงที่นี่แน่นอนไม่ว่าจะเป็นพระอรหันต์หรือปุถุชน,  และเมื่อเป็นอุปาทานทุกข์แล้วย่อมหมายถึงเราผ่านเวทนาไปแล้วและไม่มีสติรู้เท่าทันจนถึงผลคืออุปาทานทุกข์แล้ว   ดูภาพแสดงตําแหน่งที่ดีที่สุดในขั้นปฏิบัติ

        ข้อสังเกตุบางครั้งสติไม่ทันเวทนาเพราะถูกเบี่ยงเบนหรือบดบังโดยอาการต่างๆของเวทนาเองหรือสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้น เพราะไปคอยจดจ้องอาการเวทนาหรือกายสังขารที่เกิดขึ้น  ดังเช่นอาการใจสั่น กายสั่น หรืออาการรับรู้ความรู้สึกทางกายอันเด่นชัดเช่นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับกาย(เวทนา) เมื่อเกิดอาการดังกล่าวแทนที่จักมีสติรู้เท่าทันเข้าใจเวทนาที่เกิดขึ้น สตินั้นกลับไปจดจ่ออยู่ที่การรับรู้เวทนานั้นเช่นรับรู้ความเจ็บปวด,ใจสั่นหรือจดจ่อหมกมุ่นกับเวทนา และอาการของกายสังขารหรือจิตสังขารเช่นความคิดต่างๆ จนไม่มีสติระลึกรู้ถึงเวทนาว่าเป็นแค่การรับรู้ความรู้สึกและจําอารมณ์ แต่ไปเสพรสอารมณ์ที่กระทบสัมผัสเต็มที่ ตัณหาจึงเกิดแทรกร่วมเวทนา อันยังให้เกิดทุกข์นั้นๆง่ายและวนเวียนเข้าไปอีก

        พิจารณาให้เข้าใจโดยถ่องแท้ว่าเวทนาเป็นขบวนการธรรมชาติธรรมดาแต่สูงสุดไม่มีสิ่งใดมาห้ามได้  เป็นขบวนการรับรู้ตามสภาวะธรรมบริสุทธิ์แท้ๆ โดยพิจารณาจากขบวนการทํางานของขันธ์๕ให้เข้าใจชัดเจน (ดูอานิสงส์ของรู้เท่าทันและเข้าใจเวทนาในเรื่อง การแยกแยะเวทนาและการปฏิบัติ)

        พิจารณาเวทนาว่า เกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆอันมี ผัสสะ วิญญาณ สัญญา ฯลฯ.   สิ่งใดเกิดแต่เหตุปัจจัยสิ่งนั้นไม่เที่ยง, ทนอยู่ไม่ได้ จึงเป็นทุกข์ถ้าไปอยากไปยึดด้วยตัณหา, อุปาทาน, เป็นอนัตตาไม่มีแก่น ไม่มีแกนสาระถาวร เมื่อเหตุปัจจัยต่างๆแปรปรวน เสื่อม หรือดับไป เวทนาก็ต้องดับไปด้วย,  เวทนานั้นเกิดดับๆ อันหมายถึงทํางานตามหน้าที่แล้วก็ดับไป เกิดดับๆในการทํางานดังเช่นนี้

มีพุทธพจน์ ตรัสถึงเวทนาไว้ดังนี้ ที่แสดงหลักธรรมปฏิจจสมุปบาท

"..............พอเสวยเวทนา อย่างหนึ่งอย่างใด

เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตาม

เขาย่อมครุ่นคิดคํานึง ย่อมบ่นถึง ย่อมหมกใจอยู่กับเวทนานั้น,

เมื่อเขาครุ่นคิดคํานึงเฝ้าบ่นถึง หมกใจอยู่กับเวทนานั้น

ความติดใจอยาก(นันทิ-ความเพลิดเพลิน หรือตัณหา) ย่อมเกิดขึ้น

ความติดใจอยากในเวทนาทั้งหลายนั่นแหละ กลายเป็นอุปาทาน

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย เขาก็มีภพ

เพราะภพเป็นปัจจัยก็มีชาติ

เพราะชาติเป็นปัจจัยก็มีชรามรณะ, ความโศรก ความครํ่าครวญ

ความทุกข์ ความเสียใจ ความคับแค้นผิดหวัง

ก็มีพรั่งพร้อม   ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จึงมีได้ด้วยประการฉะนี้ "

(มฺชฌิมนิกาย มูลปฺณณาสก ๑๒/๔๕๓/๔๘๘)

 

พระอริยเจ้าล้วนมีทุกขเวทนา,สุขเวทนา,อทุกขมสุข ทั้งทางกายและใจอันเป็นสภาวะธรรมชาติ

 แต่ท่านเหล่านี้ไม่มีทุกข์อุปาทาน

 

        ตัณหา ซึ่งเป็นปัจจัยทําให้เกิดอุปาทานโดยตรง อันยังให้เกิดอุปาทานขันธ์๕ อันเป็นความทุกข์แท้ๆ ถ้าเกิดความทะยานอยากหรือไม่อยาก อันเป็นตัณหาในสิ่งใดเป็นสิ่งที่ต้องกําจัดโดยตรง และต้องรู้เข้าใจด้วยว่ามักแอบแฝงเลื่อนไหลมากับคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆทั้งคิดดีและไม่ดี อันจักยังให้เกิดเวทนาอันอาจยังให้เกิดตัณหา แล้วหยุดความอยากหรือไม่อยากลงเสียโดยสติ   และอุเบกขา(รู้ตามเป็นจริงแห่งธรรมหรือสิ่งนั้นๆแล้ววางใจเป็นกลางไม่เอนเอียงแทรกแซงไปคิดนึกปรุงแต่งทั้งฝ่ายดี และชั่ว), เมื่อทราบเหตุแล้วก็ละเสียหรือดับเหตุคือตัณหา ทุกข์นั้นก็จะดับไป เพราะเมื่อเข้าใจปฏิจจสมุปบาทดีแล้วจักเกิดการเห็นตัณหาความอยาก,ไม่อยาก ชัดเจนขึ้นในจิตหรือสติเป็นลําดับโดยเป็นธรรมชาติ   ถ้าไม่สําเร็จก็ไม่ท้อเพราะกําลังอันกล้าของตัณหานั้น อาจใช้วิธีการต่างๆแล้วแต่จริตของท่าน เช่นพิจารณาธรรมใดๆที่ถูกจริต,  ปลง,  ตถตา(มันก็เป็นเช่นนั้นเอง),  ไม่ให้ค่าไม่สนใจ,   เบี่ยงเบนความสนใจไปในสิ่งอื่นๆ,   ใช้อริยบทบดบังทุกข โดยเคลื่อนไหวอิริยาบถเบาบ้างแรงบ้าง,    ออกกําลัง,    ยอมรับตามความเป็นจริง,    หรือใช้การบริกรรมพุทธโธในใจให้ถี่ยิบ.......ร้อยแปดพันเก้าวิธี ตามจริตของท่าน  อันเป็นการเบี่ยงเบน หรือบดบังตัณหา หรือทุกข์ได้ในขณะที่ถูกรุมเร้ามากๆหรือรุนแรง

        ตัณหาท่านแบ่งออกเป็น ตัณหา๓  อันมี

        ๑.กามตัณหา  ความรู้สึกทะยานอยาก หรือไม่อยาก ผ่านสฬายตนะทั้ง ๕ อันมี

                           ตา ความทะยานอยากหรือไม่อยาก อันเกิดจากอันเกิดจากรูป ที่มากระทบตา

                           หู ความทะยานอยากหรือไม่อยาก อันเกิดจากเสียง ที่มากระทบหู

                           จมูก ความทะยานอยากหรือไม่อยาก อันเกิดจากกลิ่น ที่มากระทบจมูก

                            ลิ้น ความทะยานอยากหรือไม่อยาก อันเกิดจากรส ที่มากระทบลิ้น

                            กาย ความทะยานอยากหรือไม่อยาก อันเกิดจากสัมผัส ที่มากระทบกาย

        ๒. ภวตัณหา ความทะยานอยาก  อันเกิดแก่จิต หรือความคิดนั่นเอง

        ๓. วิภวตัณหา ความไม่อยาก ผลักไส ไม่ต้องการ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น อันเกิดแต่จิตหรือความคิด

        อุปาทาน เป็นกองธรรมที่ดับได้ยากที่สุดเป็นต้นเหตุแห่งสรรพทุกข์ทั้งปวงเพราะมนุษย์ปุถุชนนั้นยึดมั่นถือมั่นอยู่กับความพึงพอใจของตัวตนเองหรือตัวกูของกูเป็นหลักสําคัญโดยไม่รู้ตัว  ถ้าเข้าใจปฏิจจสมุปบาทโดยถ่องแท้ก็จะละลดได้ เพราะเห็น และเข้าใจโทษอันมหันต์ของอุปาทาน หรืออาจใช้หลักปฏิบัติ สติปัฏฐาน๔ ซึ่งอาศัยหลักการฝึกสติ และใช้สตินั้นพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม จนเห็นตามความเป็นจริงแล้วไม่ยึดมั่นถือมั่นพึงพอใจในกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นการลดละอุปาทานที่ก่อให้เกิดทุกข์โดยตรงทางหนึ่งโดยสติ ตลอดจนใช้พระไตรลักษณ์ ในการ " นําออก "และ " ละ " เสียซึ่งอุปาทาน ในขั้นปัญญา

        เมื่อรู้ตัวว่าเป็นทุกข์แล้ว และไม่สามารถกําจัดที่ เหตุได้โดยตรง(เหตุไม่ได้หมายถึงเรื่องที่เป็นทุกข์  ทุกข์อันนี้เป็นผลแล้ว)คืออาจเกินกําลังความสามารถ(ในขณะนั้น) เราสามารถดับทุกข์เพราะหลักของปฏิจจสมุปบาทได้ โดยการดับ หรือกําจัด หรือหยุดการทํางานของปัจจัยต่างๆที่อยู่ในกระบวนการทําให้เกิดทุกข์ ดังตัวอย่างทางรูปธรรมคือต้นไม้จะงอกเจริญเติบโตขึ้นมาได้ต้องมีเมล็ด ซึ่งคือเหตุโดยตรง(เทียบได้กับ อวิชชา หรือ เหตุโดยตรงที่ทําให้เกิดทุกข์เฉพาะเรื่องนั้นๆและควบคุมบังคับไม่ได้)   แต่เมล็ดนั้นจักงอก หรือ เจริญเติบโต ได้ไหม? ถ้าปราศจากดินและนํ้า (ดินและนํ้าเป็นปัจจัยให้งอกเทียบได้กับปัจจัยต่างๆที่ทําให้เกิดอุปาทานทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท) เมล็ดนั้นก็จักงอกไม่ได้ฉันใด ต้นแห่งความทุกข์(เหตุ)ก็จะงอกเจริญเติบโตไม่ได้ฉันนั้น เราต้องพิจารณาโดยละเอียดและแยบคาย(โยนิโสมนสิการ)โดยตัวเราเองเท่านั้น     จึงจักได้คําตอบที่ประจักษ์แก่ใจเรา แล้วเราจักรู้ว่าควรหยุดการเกิดของทุกข์ที่กองธรรมใดตามจริต และตามกําลังสติ, สมาธิและกําลังปัญญาของเรา   แต่โดยปกติถ้าเป็นทุกข์แล้วควรกําจัดที่เหตุอันคือตัณหาความอยากไม่อยาก หรือเหตุที่ทําให้เกิดตัณหา เช่นเวทนา หรือสังวรระวังในสฬายตนะ, ไม่ใช่กําจัดในเรื่องที่เป็นทุกข์อันคือผล หรือกดข่มไว้

 

หลักการปฏิบัติในหลักปฏิจจสมุปบาท โดยย่อคือ

"การมีสติรู้เท่ารู้ทัน อวิชชา,เวทนา หรือจิต, และไม่ปล่อยให้ถูกตัณหาและอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นเข้าครอบงำเวทนา จนเกิดทุกข์อุปาทาน"

ภาพแสดงตําแหน่งในวงจร ที่ดีที่สุดในการปฏิบัติ

หรือ

 มีสติรู้เท่าทันและเข้าใจเวทนา,  รู้เท่าทันตัณหา,  รู้เท่าทันความคิด(จิต), พิจารณาในธรรม

และถืออุเบกขาเป็นกลางวางเฉย, วางเฉยโดยไม่เอนเอียง ไม่แทรกแซง

หรือไม่คิดนึกปรุงแต่ง อันล้วนเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา

ภาพแสดงการเกิดและการทํางานของอุปาทานขันธ์ในวงจร เพื่อประกอบการพิจารณา 

 

กิจอันพึงกระทําในปฏิจจสมุปบาท

      ดังนั้นกิจอันพึงกระทําในปฏิจจสมุปบาท คือการโยนิโสมนสิการ พิจารณาจนเข้าใจถ่องแท้ จนเกิดความเชื่อมั่นว่า ทุกสิ่งล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย อันมาประชุมกันทั้งสิ้น  และเป็นไปตามกฎแห่งเหตุและผล อิทัปปัจจยตา ไม่มีการเชื่อว่าเกิดเอง หรือเพราะมันอยากจะเกิด และมีความเข้าใจใน

        ๑. เข้าใจกระบวนการเกิดและดับไปของทุกข์อย่างชัดแจ้งด้วยปัญญา และพึงสังวรระวังทางเข้าเหตุปัจจัยของทุกข์อันมี ๒ ทางใหญ่คือ สังขารที่สั่งสมไว้, และทางสฬายตนะ(หรืออายตนะภายในทั้ง๖ คือ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ)  อันยังให้เกิดอาการจิตปรุงกิเลส และกิเลสปรุงจิตตามลําดับ

        ข้อสังเกตุ สังขารที่สั่งสมก็คือทําหน้าที่เป็นธรรมารมณ์นั่นเองอันจักพึงเกิดการรับรู้ได้ต้องมีผัสสะกับสฬายตนะอันคือใจแล้ว

        ๒. เข้าใจทุกขเวทนา กับอุปาทานทุกข์  แยกแยะให้เข้าใจ,  รู้ทันและเข้าใจว่าเวทนาสักแต่ว่าเป็นการเสวยหรือรับรู้ความรู้สึกของอารมณ์ที่กระทบสัมผัส เป็นขันธ์ตามธรรมชาติจริงๆที่หลบเลี่ยงไม่ได้ เป็นสภาวะธรรมแท้ๆ,  และอยู่ในภายใต้กฎพระไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (อ่านขันธ์๕, และไตรลักษณ์),  และอุปาทานทุกข์นั้นต้องมีเหตุปัจจัยอื่นๆอีกจึงเกิดขึ้นได้

        แล้วปฏิบัติในชีวิตประจําวัน  โดยสติรู้เท่าทันที่ข้อใดก็ปฏิบัติข้อนั้น อันเป็นไปตามสถานะการณ์หรือเหตุปัจจัยนั้นๆ หรือปฏิบัติตามที่ถูกจริตแห่งตน   และมันเกิดอย่างไรมันเป็นเช่นนั้นเองตามสภาวะธรรม  และถืออุเบกขาคือวางเฉยไม่คิดนึกปรุงแต่งไปทั้งทางดีหรือร้าย อันจักยังให้เกิดเวทนา ในทุกๆข้อปฏิบัติ   เหตุที่ต้องตัดไฟแต่ต้นลมโดยการหยุดคิดนึกปรุงแต่ง เพื่อไม่ให้เกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นกระบวนการรับรู้ความรู้สึกของชีวิตตามธรรมชาติ เป็นสภาวะธรรม เมื่อเกิดอย่างไรเป็นอย่างนั้น อันทําการหยุดโดยตรงไม่ได้,  ส่วนคิดนึกปรุงแต่งนั้นเป็นสังขารขันธ์อันเกิดจากเจตนาของตัวตนเองถึงแม้ว่าจะหยุดได้แสนยาก(อุเบกขา)แต่ก็สามารถฝึกฝนอบรมได้ในที่สุด,   แล้วปฏิบัติดังต่อไปนี้

         ๑. เข้าใจอาสวะกิเลสแล้ว, มีสติ "นําออก" และ "ละ" เสียซึ่ง"อาสวะกิเลส"อันทําให้จิตขุ่นมัวและเศร้าหมองซึ่งเป็นปัจจัยทําให้เกิดอวิชชาและสังขารคิดที่สั่งสมไว้   โดยการเพียรปรับจิตให้สดใส อันย่อมยังผลให้เกิดสังขารและเวทนาลดน้อยลง

         ๒. เข้าใจเวทนาแล้ว, มีสติ "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" เสียซึ่ง "เวทนา" อันหมายถึงการมีสติรู้เท่าทันเวทนาที่เกิดขึ้นและรับรู้ตามความเป็นจริงว่าเวทนาเป็นสักแต่ว่าการรับรู้ความรู้สึกและจําอารมณ์ อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)แท้ๆอันจักต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา   เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดตัณหา อันจักเป็นปัจจัยทําให้ตัณหาลดน้อยลง (เวทนานุปัสสนา)

        ๓. เข้าใจตัณหาแล้ว, มีสติ "นําออก" หรือ "ละ" เสียซึ่ง "ตัณหา"ความทะยานอยากและไม่อยากอันเป็นสมุทัย ตัณหาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของขันธ์๕อันจําเป็นในการดํารงชีวิต จึงสามารถใช้กําลังแห่งจิตเข้าหักหาญได้ตามกําลังแห่งตน อันเป็นการทําให้ตัณหานั้นไม่สามารถเติบโตแก่กล้าขึ้น  ซึ่งย่อมเป็นปัจจัยทําให้เกิดอุปาทานลดน้อยลง

        ๔. เข้าใจอุปาทานแล้ว, มีสติ "นําออก" และ "ละ" เสียซึ่ง "อุปาทาน" ความยึดมั่นถือมั่นในความพึงพอใจของตัวของตน  หรือความเป็นตัวกู ของกู,  เมื่อมาถึงที่นี่แล้วควรหมดสิ้นไม่เช่นนั้นก็ต้องเป็นทุกข์อันเกิดจากอุปาทานขันธ์๕ อันเกิดได้หลายๆครั้งในชาติ-ชรามรณะเป็นระยะเวลานาน และเก็บไว้ในความจําที่เรียกอาสวะกิเลส,  อุปาทานก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของขันธ์๕อันจําเป็นในการดํารงชีวิต จึงสามารถใช้กําลังแห่งจิตเข้าหักหาญได้ตามกําลังแห่งตนเช่นเดียวกับตัณหา แต่อุปาทานนั้นกล้าแข็งยิ่งนักและมองไม่เห็นหรือรับรู้ความรู้สึกไม่ชัดแจ้งจึงกระทําโดยตรงได้ยาก ณ.ข้อนี้ควรใช้การพิจารณาธรรมเช่นกายานุปัสสนา มรณัสสติ หรือพระไตรลักษณ์ เป็นปัจจัยหรืออุบายวิธีในการทําให้คลายกําหนัดในความพึงพอใจที่ยึดอยู่ หรือความเป็นตัวกูของกู

         อุปาทานนั้นแม้มีกําลังอันกล้าแข็งยิ่งใหญ่ก็จริง  แต่มีจุดอ่อนเช่นกันคือต้องมีเหตุเกิดหรือเหตุปัจจัยนั่นเองจึงจะทํางานได้

        ๕. เมื่อเป็นทุกข์แล้ว รู้เท่าทันตามความเป็นจริงว่าถูกครอบงําแล้ว คือเกิดอุปาทานทุกข์หรืออุปาทานขันธ์๕แล้ว(ผลได้เกิดขึ้นแล้ว) และต้องรู้เข้าใจว่าถ้าคิดไปก็ไม่มีประโยชน์เป็นเพียงการปรุงแต่ง ก็ต้องมีสติรู้เท่าทัน และหยุดตัณหาความอยากหรือไม่อยากในสิ่งนั้นๆ ตลอดจนเป็นกลางวางเฉย(อุเบกขา) วางเฉยโดยการไม่คิดนึกปรุงแต่งไปทั้งในทางดีหรือร้าย อันล้วนยังให้เกิดเวทนาที่เป็นกระบวนการธรรมชาติที่เมื่อเกิดอย่างไรก็ต้องเป็นเช่นนั้นเอง อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาอันเป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์ เราจึงตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการหยุดไม่คิดนึกปรุงแต่ง คือหยุดปรุงแต่งต่อจากความทุกข์นั้นแบบดื้อๆ คือไม่เศร้าโศรก ไม่พิรี้พิไร รําพัน โอดครวญ อาลัย นั่นเอง(โสกะ, ปริเทวะ)หรืออุเบกขา จึงจักหยุดทุกข์นั้นได้ แต่ที่ข้อนี้ถ้าไม่มีความเข้าใจปฏิจจสมุปบาทอย่างแจ่มแจ้งจะปฏิบัติได้ยากเพราะวิจิกิจฉา ความสงสัย ลังเล ไม่แน่ใจ เมื่อบางครั้งไม่ได้ผลหรือรู้สึกเป็นทุกข์ก็ขาดความมั่นใจในธรรมโดยไม่รู้ตัว แทนที่จะย้อนระลึกขันธ์พิจารณาด้วยปัญญาว่าเพราะเหตุปัจจัยใดจึงหยุดทุกข์นั้นไม่ได้ เพราะปฏิจจสมุปบาทนี้ในความเห็นของผู้เขียนที่พอเข้าใจ เห็นว่าเป็นกฎของธรรมชาติของชีวิตอันยิ่งใหญ่หมายถึงเป็นจริงแท้แน่นอน ไม่กลับกลาย ไม่ใช่ไปยึดถือเพราะเห็นว่าเป็นธรรมของพระพุทธเจ้า, ทําให้ผู้ที่ไม่ย้อนระลึกขันธ์๕ที่เคยเกิดเคยเป็นจึงไม่มีกําลังของปัญญาที่จะยังให้เกิดกําลังของจิตพอที่จะหยุดความคิดนึกปรุงแต่งอันถูกครอบงําแล้วด้วยกําลังอันแรงกล้ามหาศาลของอุปาทานนั้นๆ (ณ.ตําแหน่งนี้คือวงจรเล็กๆสีแดงที่กําลังเคลื่อนไหวอยู่)  อันเป็นไปตามหลักเวทนานุปัสสนา,จิตตานุปัสสนา มีสติรู้เท่าทันเวทนาหรือจิตสังขารหรือความคิดที่เกิด แล้วถืออุเบกขาในโพชฌงค์ ๗ เป็นกลางวางเฉย, วางที เฉยดู โดยการไม่แทรกแซง,ไม่เอนเอียง,ไม่คิดนึกปรุงแต่งทั้งในด้านดีหรือชั่ว เช่น เราดี หรือเขาชั่ว, เราถูก หรือเขาผิด, นี่บุญ หรือนั่นบาป. อันจะทําให้ความทุกข์นั้นขาดเหตุปัจจัยหรือกําลังที่จะทํางานหรือคงอยู่ต่อไปได้ จึงต้องดับหรือหยุดทํางานไปนั่นเอง

การปฏิบัติทางพุทธศาสนาแล้วตามความเป็นจริงก็คือการเปลี่ยนแปลงและสร้างสมกระบวนการจิตหรือสังขารขึ้นใหม่ให้เป็นไปอย่างถูกต้องในแนวทางพ้นจากอุปาทานทุกข์อย่างถาวร อย่างเป็นขั้นตอนโดยอาศัยความรู้ความเข้าใจและการฝึกฝน อันจักบังเกิดขึ้นเป็นลําดับจากการปฏิบัติอย่างถูกต้อง จนเป็นสังขารใหม่แต่มิได้เกิดแต่อวิชชา หรือเป็นมหาสติ   นั่นเอง  กล่าวคือจะเกิดสังขารเพื่อการดับทุกข์เอง ทำงานอัติโนมัติเหมือนสังขารในปฏิจจสมุปบาท  ถ้านึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงการว่ายนํ้า ขี่จักรยาน  การอ่านหนังสืออก เขียนหนังสือเป็น  อันถ้าท่านได้ฝึกฝนอบรมให้จิตรับรู้และสั่งสมการทำงานอันประสานกันระหว่างจิตและกายแล้วจนลงตัว แม้ท่านมิได้กระทำเป็น๑๐ปี ดังเช่นถ้าท่านตกนํ้ารับรองว่าท่านว่ายนํ้าได้ทันที  ขึ้นขี่จักรยานก็จะไม่ล้มเช่นกัน  เห็นตัวอักษรก็รู้ความนัย  เหล่านี้ก็เป็นดังเช่นสังขารในปฏิจจสมุปบาทเพียงแต่มิได้เกิดแต่อวิชชา  จึงมิใช่เรื่องง่ายๆที่ปฏิบัติ ก็เพราะสังขารเดิมๆอันก่อทุกข์ตามที่ได้สั่งสมอบรมมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันอันเป็นสภาวะธรรม(ชาติ)ของปุถุชนนั่นเองและโดยสภาวะธรรมที่มีแต่อวิชชาเช่นกัน  ดังนั้นเมื่อมีวิชชาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างถูกต้องแล้ว ยังต้องใช้ความเพียรในการปฏิบัติและอย่างถูกต้อง(ญาณ)อย่างยิ่งยวด จึงจักบังเกิดสังขารอันพ้นทุกข์เหนือสังขารเดิมอันก่อทุกข์ จึงจักบรรลุถึงเป้าหมายอันเป็นสุขยิ่งเหนือสิ่งอื่นใด  อันจึงจักเป็นไปดังพระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ในท้ายบทของมหาสติปัฏฐานสูตร คือ ไม่ ๗ วัน....ก็ไม่เกิน ๗ ปี !

         ความคิดนึกความจําทั้งหลายอันเป็นขันธ์๕นั้น เป็นสิ่งสําคัญในการดํารงชีวิตและหน้าที่การงานต่างๆทุกชนิด  สิ่งที่เราต้องใช้คือสติไปควบคุมกําจัดความคิดนึกปรุงแต่ง   และความคิดนึกปรุงแต่งก็เกิดมาจากความคิดนึกจําของขันธ์๕นั้นแหละอันจะยังให้เกิดเวทนาอันเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาอันเป็นทุกข์  จึงต้องมีสติควบคุมการปรุงแต่งหรือความนึกคิดปรุงแต่งไว้ด้วยส่วนหนึ่ง   ดังกระบวนธรรมนี้

ความคิดนึกจําในการดํารงชีวิต  anired02_next.gif เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาตามธรรมชาติ  anired02_next.gif เป็นปัจจัยให้เกิดสังขารขันธ์ อันกลับกลายเป็นความคิดนึกปรุงแต่ง anired02_next.gif  เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาขึ้นอีก อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา  anired02_next.gif  อุปาทาน  anired02_next.gif ภพ anired02_next.gif ชาติ-ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์

ข้อสําคัญอย่าพยายามหยุดทุกๆความคิด  มีสติหยุดเฉพาะความ(คิดนึก)ปรุงแต่ง 

        ความทุกข์เก่าๆเดิมๆอันคืออาสวะกิเลสที่ผุดขึ้นมานั้น  จักไม่เป็นทุกข์อีก ถ้ารู้ทันและเข้าใจเวทนา(เป็นการปฏิบัติเวทนานุปัสสนา) หรือตัณหา(อันเป็นสมุทัย) หรือรู้เท่าทันจิตหรือคิด(เป็นการปฏิบัติจิตตานุปัสสนา)  แล้ววางอุเบกขาโดยมีสติไม่คิดนึกปรุงแต่งอันจักยังให้เกิดเวทนา

สังเกตลักษณะการเกิดความทุกข์ โดยเฉพาะทุกข์เก่าๆเดิมๆอันคือสังขาร(คิดที่สั่งสมไว้ ในวงจรของปฏิจจสมุปบาท) มักจักเกิดเป็นระยะๆเช่นเกิดๆดับๆอยู่๕นาที ๑๐นาที ๑ชม.ฯ แล้วก็ดับ หรือลืม หรือกดข่ม หรือเบี่ยงเบนไปชั่วระยะขณะหนึ่ง แล้วก็คิดขึ้นมาใหม่ หรือไปกระทบทางสฬายตนะต่างๆจึงเป็นทุกข์อีก ทําให้จิตปรับตัวไม่ทันเหมือนร่างกายปรับตัวต่อความร้อนหนาวกระทันหันไม่ทัน เฉกเช่นเดียวกัน ใจสงบแล้วก็หวั่นไหว แล้วก็สงบใหม่แล้วก็หวั่นไหวใหม่ วนเวียนจนจิตยิ่งเป็นทุกข์มากกว่าเป็นครั้งเดียว มักไม่เกิดต่อเนื่องยาวรวดเดียว แต่เกิดๆดับๆเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่กินระยะเวลายาวนาน

เวทนาให้รับรู้ และเข้าใจเกิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นเป็นธรรมดา

ตัณหาให้รู้แล้วละหรือดับเสีย

สังขารขันธ์(คิด)เกิดขึ้นเป็นธรรมดา รู้เท่าทันตามความเป็นจริง

แล้วถืออุเบกขาเป็นกลางวางทีเฉยดู ไม่แทรกแซง

วางเฉยโดยการไม่เอนเอียงไปปรุงแต่งไปทั้งในทางดีและชั่ว(ร้าย) อันจักยังให้เกิดเวทนาขึ้นอีก

 

ข้อคิด

         หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ได้กล่าวอยู่เสมอๆว่าอย่าส่งจิตออกนอก  ด้วยเหตุเพราะตัณหาที่เกิดนั้นอาจไม่ได้เกิดจากเวทนาของความคิดหรือสังขารขันธ์แรก  แต่อาจเกิดจากการสนองอารมณ์หรือเวทนาของความคิดนึกปรุงแต่งที่เกิดขึ้นตามหลังมาเรื่อยๆ   หลวงปู่จึงมักกล่าวอยู่เสมอๆว่าอย่าส่งจิตออกนอก(ไปคิดนึกปรุงแต่ง,ฟุ้งซ่านออกไปภายนอก,คิดปรุงแต่ง) เพราะจะยังให้เกิดทุกข์ขึ้นตามมาในที่สุด,  หรือกล่าวอย่างเต็มรูปแแบบ ก็คงจะได้ดังนี้

         อย่าส่งจิตออกไปคิดนึกปรุงแต่งหรืออย่าส่งจิตออกไปเสวยอารมณ์หรือเวทนา อันคือสิ่งๆเดียวกันนั่นเอง  เพราะคิดนึกปรุงแต่งคือการเกิดขันธ์ ๕ อีกครั้งหนึ่ง  อันย่อมเป็นปัจจัยให้ต้องเกิดเวทนา   อันเป็นปัจจัยให้อาจเกิดตัณหาขึ้นในที่สุด   จึงเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน....อันเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทานทุกข์ในที่สุดนั่นเอง  อันเป็นไปตามวงจรของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง

         นี้คือความเข้าใจของผู้เขียน ในข้อธรรม "อย่าส่งจิตออกนอก" ของท่านหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

 

ปุจฉา-วิสัชนา

        ปุจฉา- สุขทางโลกๆอันเกิดขึ้นนั้นเป็นอุปาทานขันธ์๕ อันเป็นทุกข์หรือไม่?  เพราะอะไร?

        วิสัชนา-เรื่องใดๆถ้าครบวงจรปฏิจจสมุปบาท เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิดภพ เกิดชาติ แล้วถือว่าเป็นทุกข์ทั้งสิ้นไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าตัณหานั้นจักเป็นกุศล(กุศลตัณหา) หรือตัณหา,อุปาทานได้รับการตอบสนองตามต้องการอันเป็นผลให้ออกมาเป็นความสุขหรือความพึงพอใจมากมายสักแค่ไหนก็ตาม เพราะแม้ยิ่งเป็นสุขอันเหลือล้นก็จักเก็บจําไว้ในรูปอาสวะกิเลสอันคือโสกะ คือ โศรกเศร้าจากการสูญเสีย  หรือปริเทวะ ครํ่าครวญ อาลัย โหยหาต่อไปในกาลข้างหน้า อันจักก่อเป็นทุกข์ในภาคหน้าต่อไปอย่างแน่นอน  ตลอดจนเกิดทุกข์เพราะการรักษา  จึงจัดได้ว่าสุขนั้นก็คือทุกข์อย่างละเอียดนั่นเอง,  ที่ปุถุชนผู้ไม่รู้ตามความเป็นจริงเฝ้าแสวงหากัน.

 

ข้อคิด

เพื่อให้เห็นเวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาโดยตรง

        กายหรือใจกระหายนํ้าเป็นผลให้เกิดทุกขเวทนา เกิดสังขารขันธ์ทางกายขึ้นคือ คิดอ่าน(สัญเจตนา-เจตนา)ที่จะไปกินนํ้า การลุกขึ้นไปกินนํ้า โดยประกอบด้วยอิริยาบถต่างๆเช่นเดินไปหานํ้ากินหาแก้ว เทนํ้า ยกแก้วนํ้า ดื่มนํ้า ฯลฯ. ต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นสังขารขันธ์ในขันธ์๕ทั้งสิ้น  อันเป็นผลมาจากเวทนาของความกระหายนํ้า  แต่ถ้ามีความคิดปรุงแต่งขึ้นมาเช่นถ้าเป็นนํ้าส้มเย็นๆหรือนํ้ามะนาวเย็นเจี๊ยบแก้วโตๆคงจะเย็นชื่นใจดีแน่ ความคิดนึกปรุงแต่งอันนี้แหละที่เป็นตัณหามีความอยากแฝงอยู่   ตัณหาที่เกิดนี้อาจจะเกิดได้ตั้งแต่เวทนาเป็นต้นไป  หรืออาจเกิดภายหลังในช่วงใดตอนหนึ่งก็ได้หรืออาจเกิดขึ้นภายหลังการดื่มนํ้าก็ได้   สังเกตุขบวนการให้ดีจะเห็นว่ากระหายนํ้าแล้วหานํ้าดื่มป็นขบวนการขันธ์๕ปกติแต่มีตัณหาความอยากได้เกิดขึ้น  และกระทําต่อเวทนาความรู้สึกกระหายนํ้า ไม่ได้กระทําต่อสังขารขันธ์   เพียงแต่บางครั้งกระทําในเวทนาของสังขารขันธ์อันเป็นชนิดความคิดนึกปรุงแต่งที่เกิดขึ้นใหม่นั่นเอง  แต่ไม่ใช่ต่อสังขารขันธ์   ดังนั้นถ้าเวทนาดับ(ความรู้สึกเป็นกลางเพราะรู้เท่าทันหรือเป็นเวทนาไม่มีอามิส) ตัณหาจึงดับไปด้วย, อ่านเรื่องขันธ์๕ในบทต่อไปให้เข้าใจ แล้วจักเห็นได้ชัดเจนขึ้น  แล้วพิจารณาใหม่ในหัวข้อข้อคิดในท้ายบทขันธ์๕

  

ทุกข์ของขันธ์๕ทางกายและใจ(เวทนา)นั้นเป็นสภาวะธรรมยังคงมีอยู่  แต่ไม่มี"อุปาทานทุกข์"

จริงๆแล้วที่มนุษย์ทั้งหลายเป็นทุกข์กันอยู่ทุกขณะก็คือ "อุปาทานทุกข์" นี้นั่นเอง แต่ไม่รู้จึงจําแนกไม่ออก

 

จิตที่ส่งออกนอกเพื่อรับสนองอารมณ์ ทั้งสิ้น

เป็นสมุทัย

(สนองอารมณ์-เวทนา)

ผลอันเกิดจากจิตส่งออกนอกแล้วหวั่นไหว

เป็นทุกข์

(หวั่นไหว-คิดปรุงแต่ง,ตัณหา)

จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง

เป็นมรรค

(สติเห็นจิตสังขารในขันธ์๕)

ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง

เป็นนิโรธ

 

หลวงปู่ดูลย์  อตุโล

         คติธรรม คําสอนของท่านหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ข้อนี้ในความเห็นของผู้เขียน ล้วนแฝงไว้ด้วยแก่นธรรมอันสําคัญยิ่ง   อันน่าจดจําเป็นเครื่องเตือนสติ  อันแฝงด้วยหลักธรรม

        ๑. อริยสัจ๔ อันแสดงทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

        ๒. ปฏิจจสมุปบาท อันแสดงให้เห็นถึงกระบวนการเกิดของทุกข์ อันเนื่องจากเวทนาหรือเสวยอารมณ์ และตัณหา

        ๓. สติปัฏฐาน๔ อันแสดงถึงจิตตานุปัสสนาให้ เห็นจิตในจิต  จิตเห็นจิต  หรือจิตเห็นจิตสังขาร  หรือสติเห็นจิตสังขารในขันธ์๕ นั่นเองเช่น จิตราคะ จิตโทสะ จิตโมหะ จิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นสมาธิ  จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นฌาน จิตหลุดพ้น.

 

ข้อคิด

     ทุกข์จากอุปาทานขันธ์๕   อันเป็นปัจจัยที่ยังให้เกิด อาสวะกิเลสจิตขุ่นมัวเศร้าหมอง

    อาสวะกิเลสจิตขุ่นมัวเศร้าหมอง อันเป็นปัจจัยที่ยังให้เกิด สังขารคิดอันเป็นของร้อน

    สังขารคิดอันเป็นของร้อน อันเป็นปัจจัยที่ยังให้เกิด เวทนาที่ไม่รู้ตามความเป็นจริง

    เวทนาที่ไม่รู้ตามความเป็นจริง อันเป็นปัจจัยที่ยังให้เกิด ตัณหาอยาก,ไม่อยาก

    ตัณหาอยาก,ไม่อยาก อันเป็นปัจจัยที่ยังให้เกิด อุปาทานยึดมั่นพึงพอใจของกู

    อุปาทานยึดมั่นพึงพอใจของกู  อันเป็นปัจจัยที่ยังให้เกิด ทุกข์จากอุปาทานขันธ์๕

 

 

กลับสารบัญ