๓. มหาปรินิพพานสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๐

 คลิกขวาเมนู

               เป็นเนื้อความตอนหนึ่งใน มหาปรินิพพานสูตร ที่กล่าวถึงการปฎิบัติบูชา ที่พระองค์ท่านสรรเสริญว่า เป็นการบูชาอย่างยอด

               ส่วนอีกข้อหนึ่งในพระสูตรนี้  กล่าวถึง การเมื่อผัสสะกับมาตุคาม ของพระภิกษุ  ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามีประโยชน์ในการแจงให้เห็นแนวทางปฏิบัติ  กล่าวคือท่านให้ เลี่ยงเสีย เลี่ยงการผัสสะเสีย เมื่อเลี่ยงไม่ได้จึงสังวร,สำรวมระวัง จนถึงสตินั่นเอง  เคยมีผู้กังวลสงสัยได้สนทนากันว่า การปฏิบัติในลักษณาการดังนี้  เป็นการเลี่ยงปัญหา ไม่กล้าเผชิญต่อปัญหา ไม่กล้าสู้ จึงขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้  การปฏิบัติดังนี้เนื่องเพราะพระองค์ท่านทรงเข้าพระทัยอย่างแจ่มแจ้งในขันธ์ ๕ หรือปฏิจจสมุปบาทว่า เมื่อเกิดการผัสสะย่อมยังให้เกิดเวทนา อันอาจเป็นตัณหาขึ้นนั่นเอง เป็นสภาวธรรมของชีวิต จึงย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่อาจไปสู้รบปรบมือโดยตรงๆอันย่อมยังแต่พ่ายแพ้ กล่าวคือเมื่อเกิดการผัสสะแล้วย่อมเกิดเวทนาเป็นไปตามอาสวะกิเลสหรือสัญญา  จึงเป็นการปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้วในช่วงแรกในผู้ที่ยังไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า   ส่วนในกรณีของฆราวาสก็เช่นกัน สามารถใช้ธรรมปฏิบัติข้อนี้ในการปฏิบัติในอายตนะต่างๆได้เช่นกัน  เพียงแต่ต้องเข้าใจว่า การเลี่ยงการละนั้น เกิดแต่ปัญญาเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ต้องมิใช่หมายถึงการเลี่ยงกิจหรือหน้าที่แห่งตนด้วยอวิชชาเป็นอันขาด  จึงพากันเลี่ยงกิจหรือหน้าที่การงานอันควรแห่งตนเสียด้วยอวิชชา ด้วยเข้าใจว่าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ว่าปล่อยวาง  ถ้าต้องการเลี่ยง ละวางในเหล่ากิเลสทั้งหมดก็ควรออกบวชจึงเป็นการถูกต้อง เพราะกิจอื่นเหนือกว่าการดับทุกข์ไม่มีอีกแล้วในเพศบรรพชิต  มิฉนั้นก็จะกลายเป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ อันย่อมยังให้เกิดทุกข์โทษภัยทั้งต่อตนเองและบุคคลผู้ใกล้ชิดในที่สุด

๓. มหาปรินิพพานสูตร

...............[๑๒๙] สมัยนั้น ไม้สาละทั้งคู่ เผล็จดอกสะพรั่งนอกฤดูกาล

ดอกไม้เหล่านั้นร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อบูชา

แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์ก็ตกลงมาจากอากาศ

ดอกมณฑารพเหล่านั้น ร่วงหล่น โปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อบูชา

แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงมาจากอากาศ

จุณแห่งจันทน์เหล่านั้นร่วงหล่นโปรยปรายลงยัง พระสรีระของพระตถาคตเพื่อบูชา

ดนตรีอันเป็นทิพย์เล่าก็ประโคมอยู่ในอากาศ เพื่อบูชาพระตถาคต

แม้สังคีตอันเป็นทิพย์ก็เป็นไปในอากาศ เพื่อบูชาพระตถาคต ฯ

             ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า

ดูกรอานนท์ ไม้สาละทั้งคู่ เผล็จดอกบานสพรั่งนอกฤดูกาล ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา

แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงมาจากอากาศ ดอกมณฑารพเหล่านั้น ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา

แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงมาจากอากาศ จุณแห่งจันทน์เหล่านั้น ร่วงหล่น โปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา

ดนตรีอันเป็นทิพย์เล่าก็ประโคมอยู่ใน อากาศ เพื่อบูชาตถาคต

แม้สังคีตอันเป็นทิพย์ก็เป็นไปในอากาศเพื่อบูชาตถาคต

ดูกรอานนท์ ตถาคตจะชื่อว่าอันบริษัทสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม ด้วยเครื่องสักการะประมาณเท่านี้หามิได้

ผู้ใดแล จะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาก็ตาม

เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามธรรมอยู่

ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคต ด้วยการบูชาอย่างยอด

เพราะเหตุนั้นแหละอานนท์ พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า

เราจักเป็นผู้ปฏิบัติ ธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่ ดังนี้ ฯ...........ฯ

 

..............[๑๓๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พวกข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติในมาตุคาม อย่างไร ฯ

             การไม่เห็น  อานนท์ ฯ (การ "ละ")

             ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เมื่อการเห็นมีอยู่ จะพึงปฏิบัติอย่างไร ฯ

             การไม่เจรจา  อานนท์ ฯ

             ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อต้องเจรจา จะพึงปฏิบัติอย่างไร ฯ

             พึงตั้งสติไว้  อานนท์ ฯ

-----------------------

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย