buddha1-1.gif

สัลลัตถสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘

           คลิกขวาเมนู

             พระสูตร แสดงเวทนาว่า ทั้งสุขและทุกขเวทนานั้นยังคงมีอยู่ เพื่อทำความเข้าใจว่า เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิต ที่ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา   แต่เหล่าเวทนาที่ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดานั้น ย่อมมีความแตกต่างกันระหว่าง"อริยสาวกผู้เรียนรู้" และ"ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้" จึงเป็นพระสูตรที่ควรแก่การโยนิโสมนสิการเพื่อความเข้าใจในเวทนาอย่างถูกต้อง,  ไม่ไปหาทางดับเวทนาหรือทุกขเวทนาอย่างผิดๆ  แต่ควรปฏิบัติเยี่ยงไรไม่ให้ทุกขเวทนาหรือความทุกข์ธรรมชาติเหล่านั้น แปรปรวนหรือปรุงแต่งจนเป็น ทุกข์อุปาทาน ไม่ใช่ทุกข์ธรรมชาติอีกต่อไป กล่าวคือ ไม่ทำให้ เวทนาที่ต้องเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เหล่าใดเหล่านั้นผันแปรไปเป็น เวทนูปาทานขันธ์ อันคือ เวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน อันเป็นทุกข์ที่เร่าร้อนเผาลนอันแท้จริง และนี่แหละคือทุกข์ที่พระองค์ท่านกล่าวถึงและได้พยายามสั่งสอนให้ดับสนิทไปเสีย

             อนึ่งการพิจารณาหรือเจริญวิปัสสนาในพระสูตรนี้  พึงตระหนักว่า ที่กล่าวถึง การเกิดเวทนาทางใจ นั้นหมายถึง เวทนูปาทานขันธ์ หรือ ทุกขเวทนาทางใจที่ประกอบด้วยอุปาทาน อันเป็นทุกข์ที่เร่าร้อนเผาลน  จึงกล่าวไว้ในพระสูตรว่า อริยบุคคลไม่เกิดเวทนาทางใจ ที่มีความหมายว่า ทุกขเวทนาทางใจอันเป็นทุกข์ธรรมชาติถึงแม้ยังเกิดขึ้นอยู่แต่เป็นธรรมดาของโลกเฉกเช่นเดียวกับเวทนาทางกาย  แต่ไม่เป็นเวทนูปาทานขันธ์หรือทุกขเวทนาทางใจที่ประกอบด้วยอุปาทานเฉกเช่นปุถุชน จึงเปรียบได้ดังว่า ต้องศรเพียงดอกเดียวจากเวทนาทางกาย  เหตุที่เน้นกล่าวดังนี้ เพราะความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในเวทนา มีผลต่อการปฏิบัติอย่างถูกต้องต่อการปฏิบัติธรรมต่อเวทนา

สัลลัตถสูตร

             [๓๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว ย่อมเสวยสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง

(ต้องเกิดเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติหรือสภาวธรรมของชีวิตินทรีย์ ในการรับรู้ในผัสสะต่างๆของเหล่าอายตนะทั้ง ๖)

อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ก็ย่อมเสวยสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง

(พึงพิจารณาตรงนี้โดยแยบคายว่า สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ยังคงมีอยู่เช่นเดียวกับปุถุชน ที่เมื่อมีการผัสสะย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  (แต่)ใน ชน ๒ จำพวกนั้น  (ก็มี)อะไรเป็นความพิเศษ เป็นความแปลก

เป็นเครื่องทำให้ต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับ กับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน ฯลฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ

อันทุกขเวทนา ถูกต้องแล้ว ย่อมเศร้าโศก ร่ำไร รำพัน ทุบอก คร่ำครวญ  ย่อมถึงความงมงาย

เขาย่อมเสวยเวทนา ๒ อย่าง คือ เวทนาทางกาย และ เวทนาทางใจ

(กาย โผฏฐัพพะ[เช่น ถูกทำร้าย]     เป็นปัจจัย จึงมี กายวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะanired02_next.gif ทุกขเวทนา อันครอบคลุมทั้งทางกายและทางใจ ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

ใจ ธรรมารมณ์[เรื่องเป็นทุกข์]     เป็นปัจจัย จึงมี มโนวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะanired02_next.gif ทุกขเวทนา อันครอบคลุมทั้งทางกายและทางใจ ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

ดังเช่น ทางกาย อึดอัด รุ่มร้อน หรือสั่นระรัว กระสับกระส่าย อ่อนเปลี้ยเพลียแรง   ส่วนใจนั้นก็ร้อนรุ่ม เผาลน กระวนกระวายใจ ฟุ้งซ่าน ปรุงแต่ง)

             [๓๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนายขมังธนู  พึงยิงบุรุษด้วยลูกศร

(แล้ว)ยิงซ้ำบุรุษนั้นด้วยลูกศรดอกที่ ๒ อีก ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ บุรุษนั้นย่อมเสวยเวทนาเพราะลูกศร ๒ อย่าง คือ ทางกาย และ ทางใจ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชน ผู้ไม่ได้สดับ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว(ย่อมยังผลต่อทั้งกายและใจ)  (ยัง)ย่อมเศร้าโศก ร่ำไร รำพัน ทุบอกคร่ำครวญ ย่อมถึงความงมงาย

(จนเวทนาทางใจ อันเป็นทุกขเวทนาโดยธรมชาติ แปรปรวนไปเป็น เวทนูปาทานขันธ์ที่เร่าร้อนเผาลนที่แท้จริงขึ้น)  

เขาย่อมเสวยเวทนา ๒ อย่าง คือ เวทนาทางกาย และ เวทนาทางใจ(ชนิด เวทนูปาทานขันธ์)

อนึ่ง เขาเป็นผู้มีความขัดเคืองเพราะทุกขเวทนา นั้น

(นอกจากเสวยทุกขเวทนาทั้งทางกายและทางใจแล้ว  ยังส่งผลเนื่องไปอีก ด้วยความขัดเคืองที่ย่อมเกิดขึ้น)

ปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนานั้น ย่อมนอนตามเขา ผู้มีความขัดเคืองเพราะทุกขเวทนา

(และเมื่อ)เขาเป็นผู้อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อม(หันเหไป)เพลิดเพลินกามสุข ข้อนั้น เพราะเหตุอะไร

เพราะปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ  ย่อมไม่รู้อุบายเครื่องสลัดออกจากทุกขเวทนา นอกจาก(วิธีใช้)กามสุข

(กล่าวคือ จึงหันไปหากามสุขแทน  หรือหันไปหากามสุขเป็นเครื่องอยู่  เพื่อให้เกิดสุขเวทนา)

และ(ในขณะที่)เมื่อเขาเพลิดเพลินกามสุขอยู่(นั้น)  ราคานุสัยเพราะสุขเวทนานั้นย่อมนอนเนื่อง

(และด้วยเหตุที่)เขาย่อมไม่รู้เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง

เมื่อเขาไม่รู้เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง

อวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนาย่อมนอนเนื่อง เขาย่อมเสวยสุขเวทนา (หมายถึง หันไปหากามสุขอีกเช่นกัน)

เป็นผู้ประกอบด้วยกิเลสเสวยสุขเวทนานั้น  (จึง)ย่อมเสวยทุกขเวทนา(ในภายหลังอีก) เป็น ผู้ประกอบด้วยกิเลสเสวยทุกขเวทนานั้น(เป็นที่สุด)

และย่อมเสวยอทุกขมสุขเวทนา  เป็น ผู้ประกอบด้วยกิเลส เสวยอทุกขมสุขเวทนานั้น

(กล่าวคือ ด้วยอวิชชา จึงย่อมปรุงแต่งจนเป็นทุกขเวทนา หรือทุกข์ขึ้นในที่สุดอีก)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับนี้  เราเรียกว่า เป็นผู้ประกอบด้วยชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส

เรากล่าวว่า เป็นผู้ประกอบด้วยทุกข์ ฯ

             [๓๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายอริยสาวกผู้ได้สดับ อัน ทุกขเวทนา ถูกต้องแล้ว

ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ร่ำไร ไม่รำพัน ไม่ทุบอกคร่ำครวญ ไม่ถึงความ งมงาย

เธอย่อมเสวยเวทนาทางกายอย่างเดียว ไม่ได้เสวยเวทนาทางใจ ฯ

             [๓๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนายขมังธนูพึงยิงบุรุษด้วยลูกศร

ยิงซ้ำบุรุษนั้นด้วยลูกศรดอกที่ ๒ ผิดไป  ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ บุรุษนั้นย่อม เสวยเวทนาเพราะลูกศรดอกเดียว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ ก็ฉัน นั้นเหมือนกัน

ผู้อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ร่ำไร ไม่รำพัน ไม่ทุบอกคร่ำครวญ

ไม่ถึงความงมงาย เธอย่อมเสวยเวทนาทางกายอย่างเดียว ไม่ได้เสวยเวทนาทางใจ

(หมายความว่า ถึงแม้มีทุกขเวทนาทางใจ กล่าวคือ ย่อมไม่ชอบใจ ย่อมไม่ถูกใจ ย่อมไม่สบายใจ หรือเป็นทุกข์ใจเป็นธรรมดานั่นเอง ซึ่งย่อมเกิดขึ้นควบคู่กับเวทนาทางกายซึ่งยังคงเกิดขึ้นเป็นธรรมดานั่นเอง  แต่เวทนาทางใจนี้มีความหมายว่า เวทนานั้นมีอยู่แต่ไม่ประกอบด้วยอุปาทานหรือไม่เป็นเวทนูปาทานขันธ์อันเร่าร้อน จึงกล่าวว่า ไม่ได้เสวยเวทนาทางใจ  พึงทำความเข้าใจให้ถูกต้อง เพราะมีผลต่อการปฏิบัติอันถูกต้องต่อเวทนา)

             อนึ่ง เธอย่อมไม่มีความขัดเคืองเพราะทุกขเวทนานั้น  ปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนานั้น ย่อมไม่นอนตาม

เธอผู้ไม่มีความขัดเคืองเพราะทุกขเวทนา เธอผู้อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมไม่เพลิดเพลินกามสุข ข้อนั้น เพราะเหตุไร

เพราะอริยสาวกผู้ได้สดับนั้น ย่อมรู้ชัดซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออก จากทุกขเวทนา นอกจาก(การหันไปพึ่งพา)กามสุข

เมื่อเธอไม่เพลิดเพลินกามสุข ราคานุสัยเพราะ สุขเวทนาย่อมไม่นอนเนื่อง

เธอย่อมรู้ชัดซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และ อุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง

เมื่อเธอรู้ชัดซึ่ง เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง

อวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนาย่อมไม่นอนเนื่อง

(ดังนั้น)ถ้าเธอ เสวยสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลส(ในการ)เสวยสุขเวทนานั้น

ถ้าเสวยทุกขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลส(ในการ)เสวยทุกขเวทนานั้น

ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลส(ในการ)เสวยอทุกขมสุขเวทนานั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก ผู้ได้สดับแล้วนี้

เราเรียกว่า เป็นผู้ปราศจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เราย่อมกล่าวว่า เป็นผู้ปราศจากทุกข์

ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย นี้แลเป็นความพิเศษ เป็นความแปลกกัน เป็นเครื่องกระทำให้ต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับ กับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฯ

             [๓๗๓] อริยสาวกนั้นเป็นผู้มีปัญญา ทั้งเป็นพหูสูต

                        ย่อมไม่เสวยทั้งสุขเวทนา ทั้งทุกขเวทนา

                        (ไม่เสวย หมายถึง ยังคงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่ไม่ติดเพลิน หรือเสพรส  ไม่ยึดติดยึดถือ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย)

                        นี้แล เป็นความแปลกกันระหว่างธีรชนผู้ฉลาด กับปุถุชน

                        ธรรมส่วนที่น่าปรารถนา(อิฎฐารมณ์) ย่อมไม่ย่ำยีจิตของอริยสาวกนั้น ผู้มีธรรมอันรู้แจ้งแล้ว

                        เป็นพหูสูตเห็นแจ้งโลกนี้และโลกหน้าอยู่

                        ท่านย่อมไม่ถึงความขัดเคืองเพราะอนิฏฐารมณ์ อนึ่ง

                        เวทนาเป็นอันตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะอริยสาวกนั้นไม่ยินดี และไม่ยินร้าย

                        อริยสาวกนั้น รู้ทางดำเนินอันปราศจากธุลี และหาความโศกมิได้

                        ย่อมเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ(จบภพ หมายถึง ไม่เกิดภพขึ้นอีก)รู้โดยชอบ ฯ

จบสูตรที่ ๖

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter