รายละเอียดของ ขันธ์๕ (๒)
|
|
ขันธ์ ๕ โดยลำดับ (๑) ในบทที่แล้ว แสดงกระบวนธรรมโดยธรรมชาติของชีวิตตามลำดับแบบทั่วไป ที่ไม่ได้เป็นทุกข์เร่าร้อน กล่าวคือเป็นเพียงแต่ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากทุกขเวทนาโดยธรรมชาติตามปกติธรรมดาของชีวิตเมื่อมีการผัสสะเท่านั้น แต่ในขันธ์ ๕ บทนี้ จะเป็นการแสดงการเริ่มเกิดขึ้นของทุกข์อุปาทานอันแสนเร่าร้อน ที่อาศัยขันธ์ต่างๆดำเนินเกิดขึ้นและเป็นไป โดยปุถุชนผู้มิได้สดับย่อมไม่มีทางรู้ได้เลย
ดังที่กล่าวมาแล้ว พระองค์ท่านได้ทรงแสดงตัวตนหรือชีวิตของเราทั้งหลายว่า ล้วนเกิดขึ้นมาแต่มีเหตุต่างๆ มาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน หรือปรุงแต่งกันขึ้น ชีวิตจึงเป็นสังขารอย่างหนึ่ง อันประกอบด้วยฝ่ายรูปและฝ่ายนาม ก็เพื่อให้ง่ายต่อการพิจารณาด้วยปัญญาให้เห็นความจริงของชีวิต ในบางทีโดยเฉพาะผู้ที่เน้นปฏิบัติแต่สมถะเพียงฝ่ายเดียว มักเกิดมายาของจิตหรือหลงผิดไปโดยพยายามแยกออกมาให้ได้จริงๆในลักษณะทางรูปธรรม กล่าวคือ พยายามแยกกาย แยกจิตให้ขาดชัดกันออกไปแม้ในความรู้สึกก็ตามที อันเป็นไปในลักษณาการของเจตภูต หรือกายทิพย์, อันจักแยกได้จริงๆก็ต่อเมื่อกายแตกดับถึงแก่กาละหรือความตายเท่านั้น ที่จักพึงเกิดขึ้นเองเป็นธรรมดา, แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราพึงสามารถแยกแยะได้ด้วยปัญญาจักขุโดยอาศัยธรรมอันวิเศษของพระองค์ท่าน ดังจะทบทวนกันคร่าวๆอีกทีหนึ่ง เพื่อเพิ่มเติมการเริ่มเกิดขึ้นเป็นความทุกข์ ชนิดอุปาทานทุกข์ ดังที่เนื่องในปฏิจจสมุปบาทธรรม (รายละเอียดเพิ่มเติม ขันธ์ ๕ (๓))
ฝ่ายรูปและฝ่ายนาม ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดชีวิตขึ้นนั้น พระองค์ท่านได้ทรงแสดงธรรม แยกย่อยลงไปอีกเป็นขันธ์ทั้ง ๕ หรือเบญจขันธ์นั่นเอง อันประกอบด้วย ๑.รูปขันธ์ หรือฝ่ายกายและส่วนประกอบต่างๆของร่างกาย หรือสังขารกาย ๒.เวทนาขันธ์ ๓.สัญญาขันธ์ ๔.สังขารขันธ์ ๕.วิญญาณขันธ์ ซึ่งมักเรียกกันโดยย่อว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เพื่อแสดงให้เห็นว่าชีวิตหรือตัวตน ที่เราท่านทั้งหลายพากันยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นอัตตาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วยอวิชชานั้น ล้วนเป็นเพียงเกิดขึ้นมาแต่การเป็นเหตุเป็นปัจจัยของขันธ์ทั้ง ๕ ที่มาประชุมปรุงแต่งกันอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งๆเท่านั้นเอง กล่าวคือ เมื่อขันธ์ทั้ง ๕ นี้ยังประชุมรวมตัวเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันอยู่ได้ ก็ยังให้มีปรกติชีวิตอยู่ได้ และในขณะที่ยังมีปรกติชีวิตอยู่นั้น ขันธ์ทั้ง ๕ ยังจำเป็นยิ่งที่ต้องทํางานเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกันอีกด้วย กล่าวคือ มีกระบวนการหรือกระบวนธรรมของชีวิตหรือของขันธ์ทั้ง ๕ อันหมายถึง มีการทำงานที่ประสานเนื่องสัมพันธ์กันของขันธ์ทั้ง ๕ ในการดำรงชีวิตอยู่นั่นเอง อันเป็นกระแสสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ของชีวิตที่ต้องเป็นไปเช่นนี้เองเป็นธรรมดา ไม่สามารถเป็นอื่นไปได้
ที่นี้ผู้เขียนจะแสดงกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ หรือกระบวนการทำงานที่เนื่องสัมพันธ์กันของขันธ์ทั้ง ๕ ในการดำเนินชีวิต ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกระบวนธรรมพื้นฐานของจิตและกาย อันจักยังให้เกิดความเข้าใจในปฏิจจสมุปบาทโดยละเอียดขึ้นในภายภาคหน้า อีกครั้งหนึ่ง
ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ(อันมีสมองหรือหทัยวัตถุเป็นเหตุปัจจัยอันหนึ่งของใจ) หรือก็คือ อายตนะภายในทั้ง ๖ หรือทวาร ๖ ต่างก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายรูปหรือฝ่ายกาย ซึ่งก็จักต้องทํางานร่วมเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกันกับฝ่ายจิตหรือฝ่ายนามอันมี ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นอกจากรูปและจิตแล้ว ยังทำงานเนื่องสัมพันธ์ครอบคลุมถึงเหตุปัจจัยสิ่งแวดล้อมอันคืออายตนะภายนอกทั้ง ๖ ที่เราจักไปกระทบสัมผัสอยู่เสมอๆเกือบตลอดเวลาอีกด้วย อันคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
เมื่อ ตา กระทบกับ รูป (รูปนี้หมายถึง ภาพที่เห็นด้วยตา คืออายตนะภายนอก)นั้น ระบบประสาทรับสัมผัสของตา(อันพอเทียบเคียงได้ว่าคือ จักขุวิญญาณในทางพุทธศาตร์นั่นเอง)จะเป็นฝ่ายนําส่งข้อมูลของภาพหรือรูปที่เห็นข้างต้นนั้นๆให้สมอง ฝ่ายความทรงจํา ซึ่งอาจมีการบันทึกบรรจุจดจำข้อมูลในรูปหรือภาพนั้นในรูปแบบลักษณะต่างๆ (อันพอเทียบเคียงได้ว่าคือ สัญญา-ความจําได้,ความหมายรู้ในทางพุทธศาตร์นั่นเอง) จึงเกิดการจดจําได้ถึงข้อมูลในภาพหรือรูปนั้นๆว่า เป็นอะไร มีอะไรบ้าง ดังเช่น เป็นอะไร ความชอบ,ไม่ชอบ เคยมีประสบการณ์ใดๆ ที่ได้สั่งสม อบรม เก็บจำไว้ในภาพหรือรูปที่เห็นใดๆบ้าง อันเป็นกระบวนการหรือกระบวนธรรมรับรู้อัตโนมัติในสิ่งที่เห็น กล่าวคือ เกิดขึ้นและเป็นไปตามกลไกของธรรมชาติของชีวิตอันยิ่งใหญ่ที่ต้องเป็นเช่นนี้เองหรือตถตา จะห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้อย่างถาวรเที่ยงแท้, จากนั้นย่อมก่อให้เกิดเวทนา-ความรู้สึกที่เกิดจากการรับรู้ในภาพหรือรูปที่เห็นนั้น หรือที่เรียกกันว่า การเสวยอารมณ์ คือเสพรสของรูปหรือภาพที่เห็นหรือกระทบผัสสะนั้นนั่นเอง อันย่อมต้องอาศัยอ้างอิงเป็นไปตามข้อมูลความจํา(สัญญา-ความจําได้,ความหมายรู้)ที่มีมาแต่เก่าก่อนหรืออดีต จิตจึงเกิดความรู้สึกรับรู้(เวทนา)ในภาพอันพอจําแนกแตกธรรมในความรู้สึกรับรู้(เวทนา)ที่เกิดขึ้นนี้อันยังผลทั้งต่อฝ่ายกายและจิต เป็นไปในลักษณะที่เรียกสื่อสารกันว่า สบายใจ ถูกใจ ชอบใจ หรือเป็นสุข ที่เรียกทางพุทธศาสตร์ว่าสุขเวทนา๑, หรืออาจก่อเป็น ความรู้สึกไม่สบายใจ ไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจ ที่เรียกกันทางพุทธศาตร์ว่าทุกขเวทนา๑, หรืออาจเกิดความรู้สึกที่เรียกกันว่าความรู้สึกเฉยๆ หรือเรียกกันว่า"ไม่สุขไม่ทุกข์" หรือที่เรียกกันทางพุทธศาตร์ว่า"อทุกขมสุขเวทนา"หรือ"อุเบกขาเวทนา" อันเป็นเวทนาที่เกิดขึ้นต่อภาพหรือสิ่งที่ตาไปกระทบหรือเห็นเข้านั้น โดยอาศัยสัญญาเป็นตัวจำแนกแตกธรรมที่สำคัญยิ่งอีกด้วย อันพอจะเขียนเป็นกระบวนการหรือกระบวนธรรมของจิตในแนวทางแบบวิทยาศาตร์ได้ดังนี้
ตา กระทบกับ ภาพที่เห็น ย่อมเกิดกระบวนการตามธรรมชาติของชีวิต
ที่นำส่งภาพหรือรูปนั้นผ่านทาง
ระบบประสาทตา
สมองส่วนความจํา
จึงเกิดความรู้สึกเป็นสุข
ทุกข์ หรืออทุกขมสุข ต่อภาพที่เห็น อันเนื่องมาจากความทรงจำหรือสัญญาในสมองส่วนความจำข้างต้นนั่นเอง
อันนํากระบวนการจิตที่เกิดขี้นมานี้ มาแสดงเป็นกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ ในทางพุทธศาตร์ได้ดังนี้
ตา
รูป
จักขุวิญญาณย่อมต้องเกิดในผู้มีชีวิต
สัญญาจํา
เวทนา
หรือเขียนอีกแบบดังนี้
ตา
รูป
จักขุวิญญาณ
การกระทบสัมผัสกันของปัจจัยทั้ง๓
เรียกผัสสะ
สัญญาจำ
เวทนา
กระบวนธรรมของจิตยังไม่ได้จบแต่เพียงเท่านี้ กล่าวคือ เมื่อเกิดเวทนาความรู้สึกรับรู้จากการกระทบสัมผัส(ผัสสะ)อันร่วมด้วยสัญญาจําเป็นเหตุเป็นปัจจัยร่วมด้วยแล้ว ก็เกิดการนําส่งไปทางระบบประสาทของความคิดหรือใจ(มโนวิญญาณ)ไปยังสมองส่วนความคิด(สัญญาหมายรู้) อันหมายถึง การสรุปผล โดยการรวบรวมข้อมูล วินิจฉัย(ในขณะจิต เร็วกว่าสายฟ้าแลบ) เปรียบเทียบ ค้นคว้าจากความจํา,ประสบการณ์ หรือสัญชาตญาณ ฯ. แล้วนําข้อมูลที่รวบรวมนั้นส่งไปทางระบบประสาทของความคิดหรือใจ(มโนวิญญาณ)อีกครั้ง เพื่อไปยังสมองส่วนสั่งการ(สัญเจตนา - บางทีผู้เขียนก็ใช้คำว่า มโนสังขาร หรือ จิต) ดังนั้นจะสังเกตุได้อย่างว่า วิญญาณทำการเชื่อมต่อกันระหว่างขันธ์ต่างๆนั่นเอง อันนำมาแสดงกระบวนการทํางานโดยลำดับได้ดังนี้
ตา กระทบ ภาพที่เห็น
ไปทางระบบประสาทของตา
สมองส่วนความจํา(สัญญาจำ)
เกิดความรู้สึกรับรู้ ในภาพที่เห็นอันเนื่องกับความจําด้วย(เวทนา)
ไปทางระบบประสาท
สมองส่วนความคิดหมายรู้(สัญญาหมายรู้)
ไปทางระบบประสาท
สมองส่วนสั่งการ(มโนสัญเจตนา)
ไปทางระบบประสาท
เกิดการกระทําทางใจ(คิด) การกระทําทางวาจา การกระทําทางกาย ตามที่สั่งการหรือเจตนา
หรือเขียนย่อลงได้ดังนี้
ตา
ภาพที่เห็น
ระบบประสาทของตา
สมองส่วนความจํา(สัญญาจำ)
เกิดความรู้สึกรับรู้ต่อภาพที่เห็นอันเนื่องกับความจําด้วย(เวทนา)
สมองส่วนความคิดหมายรู้(สัญญาหมายรู้)
สมองส่วนสั่งการ(มโนสัญเจตนา)
การกระทําทางกาย วาจา ใจ
อันนํามาเขียนในทางพุทธศาตร์โดยขันธ์ ๕ ได้ดังนี้
ตา
รูป
จักษุวิญญาณ การกระทบสัมผัสกันหรือผัสสะ
สัญญา(จํา)
เวทนา
สัญญา(หมายรู้)
สัญเจตนา(มโนสังขาร,จิต)
กรรม
การกระทำทางกาย
วาจา ใจ
อันเขียนย่อลงไป ได้ดังนี้
ตา
รูป
จักษุวิญญาณ
ผัสสะ
สัญญา(จํา)
เวทนา
สัญญา(หมายรู้)
สังขารขันธ์ ทางกาย วาจา ใจ
หรือย่อลงไปอีก ก็จะได้กระบวนธรรมของขันธ์๕ แบบย่อ ที่สัมพันธ์กันเฉพาะขันธ์ทั้ง ๕ จึงไม่แสดงสัญญาจำอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาอยู่แล้ว และไม่แสดงสัญเจตนาอันเป็นส่วนหนึ่งของสังขารขันธ์อยู่แล้ว จึงเป็นดังนี้
ตา
รูป
วิญญาณ
ผัสสะ
เวทนา
สัญญา
สังขารขันธ์
กระบวนธรรมดังกล่าวนี้ เป็นเฉกเช่นดียวกันในอายตนะทั้ง๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ หรือทวารทั้ง๖
แสดงเปรียบเทียบกระบวนธรรมขันธ์๕ ของทวารทั้ง๖
ผัสสะ
สัญญา(จํา)
เวทนา
สัญญา(หมายรู้)
สัญเจตนา
สังขารขันธ์
ทางวาจา
หรือ เขียนให้เห็นชัดเจนขึ้นถึงขันธ์ต่างๆที่เกิดเหมือนกันทั้งหมดโดยสีแดง
วิญญาณ
ผัสสะ
สัญญา(จํา)
เวทนา
สัญญา(หมายรู้)
สัญเจตนา
สังขารขันธ์
ทางวาจา
ดังนั้นคงจะพอเห็นได้ว่า กระบวนธรรมของชีวิต หรือก็คือกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งนั้น ไม่ว่าจะโดยอาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจก็ตามที ล้วนแล้วแต่มีความเนื่องสัมพันธ์หรือต้องมีการประสานงานกันล้วนสิ้นครบทั้ง ๕ ขันธ์ คือ รูป ที่หมายถึงสังขารกาย อันครอบคลุมถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ(อันมีสมองเป็นเหตุปัจจัยร่วมด้วย,หทัยวัตถุ) แล้วดำเนินไปตามเหตุปัจจัยหรือกระบวนธรรมของชีวิตจึงเกิด วิญญาณต่างๆ เวทนา สัญญา สังขาร(สัญเจตนาก็เป็นส่วนหนึ่งของสังขารขันธ์) อันล้วนเป็นองค์ประกอบของจิตอย่างครบถ้วนทั้งสิ้น เป็นการเห็นด้วยปัญญา แต่จะโดยรู้ตัวหรือไม่เท่านั้น เพราะบางชนิดก็แผ่วเบา บางชนิดก็เกิดขึ้นเพราะเป็นสังขารที่สั่งสมไว้จึงกระทำเองโดยไม่รู้ตัวเป็นอัติโนมัติ บางสิ่งก็เป็นต้องเจตนา(สัญเจตนา)กระทำขึ้นจึงเห็นได้อย่างเด่นชัด จึงกล่าวได้ว่าจิตนั้นเป็นใหญ่ หรือประธานของชีวิตหรือกระบวนการชีวิต เพราะมิว่าจะกระทำการใดๆหรือกระทบสัมผัสด้วยอายตนะใดๆ ต่างล้วนต้องผ่านใจหรือจิตล้วนสิ้น ดังนั้นการดับทุกข์จึงต้องขึ้นอยู่กับใจหรือจิตเป็นสําคัญ อันมีสมองหรือหทัยวัตถุ(เป็นวัตถุของใจอย่างหนึ่ง)เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งของใจหรือจิต อันเป็นปัจจัยในการก่อให้เกิดปัญญาความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง(สัมมาญาณ) อันจักยังให้เกิดสัมมาวิมุตติ(ความสุขอันเนื่องจากการหลุดพ้นจากกิเลสตัณหา), แต่สมองหรือหทัยวัตถุก็ยังไม่ใช่จิต แต่เป็นแค่เหตุปัจจัยอันหนึ่งของจิตเท่านั้น
ขอให้นักปฏิบัติลองพิจารณาธรรมนี้โดยละเอียดและแยบคาย(ธรรมวิจยะโดยการโยนิโสมนสิการ) ในทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ แล้วจะเห็นกระบวนธรรมของจิตตามธรรมชาติที่ชัดเจนขึ้น อันจะยังประโยชน์ในการเข้าใจในสภาวธรรมของกระบวนธรรมของจิตในการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์(ปฏิจจสมุปบาท)
ในคราวหน้าจะเขียนรายละเอียดกระบวนจิตในการเกิดทุกข์ ที่เปรียบเทียบกับแนววิทยาการทางวิทยาศาตร์ในปัจจุบัน
คราวนี้มาลองพิจารณาประสาทสัมผัสทางหู ของผู้ที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตดูกันบ้าง
หู กระทบ เสียงจากผู้ใดหรือสิ่งใด ระบบประสาทหู (เทียบเคียงทางพุทธศาตร์เรียกว่าโสตวิญญาณ)เป็นผู้หรือสิ่งที่นําส่งสมองส่วนความจํา(สัญญา)อันจํา และทั้งทำความเข้าใจในความหมายของเสียงนั้น อันยังผลให้เกิดความรู้สึก จากการรับรู้ในเสียง ที่มากระทบนั้นๆ(เวทนา) สมมติเช่น เสียงที่ได้ยินเป็นการนินทาว่ากล่าว ความไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจต่อเสียงนั้น หรืออาจต่อความหมายของเสียงที่ได้ยินหรือที่ผัสสะ หรืออาจแม้แต่ต่อผู้ที่พูดขึ้นนั้น จึงเกิดทุกขเวทนา อันเป็นสภาวธรรมชาติหรือกระแสธรรมชาติ, ถ้าเสียงที่มากระทบนั้นเป็นคำชมเชย หรือไพเราะเสนาะโสตตน สัญญาจำย่อมก่อให้เกิดสุขเวทนา กล่าวคือมีความชอบใจ หรือสบายใจ หรือถูกใจ หรือเป็นสุขต่อเสียงสรรเสริญนั้นๆนั่นเอง, แต่ถ้าเสียงนั้นไม่มีความเข้มเด่นชัดต่อสัญญาใดๆ ก็ย่อมเกิดอุเบกขาเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนาขึ้นก็ได้เป็นธรรมดา แต่กล่าวคือ ต้องเกิดเวทนาเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดบ้างเป็นธรรมดาหรือตถตา กล่าวคือ เป็น สุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง หรือไม่สุขไม่ทุกข์ อย่างใดอย่างขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นที่ว่าไม่เกิดเวทนาหรือความรู้สึกใดๆหรืออะไรขึ้นเลย หรือเฉยๆ ก็คือเหล่าอุเบกขาเวทนา(อทุกขมสุขเวทนา)นี่เอง
ลองพิจารณาตรงนี้อย่างจริงๆจังๆ อย่าไปคิดว่าเข้าใจแล้ว รู้แล้ว พิจารณาอย่างโดยละเอียดและแยบคายหลายๆครั้ง จะเห็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติแท้ๆของจิตช่วงนี้ ถึงความเป็นเหตุปัจจัยกัน เมื่อมีเหตุปัจจัยเช่นนั้น ย่อมยังผลให้เกิดเป็นทุกขเวทนาเช่นนั้น เป็นสภาวธรรมตามธรรมชาติของปุถุชน อันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตากล่าวคือ"เมื่อเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี" หรือก็คือหลักการปฏิจจสมุปบันธรรมอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงต้องยอมรับด้วยใจที่เข้าใจตามความเป็นจริง เพราะจริงๆแล้วทุกขเวทนานี้ ยังไม่ใช่ความทุกข์หรือทุกข์อุปาทานที่เร่าร้อนเผาลนที่ปุถุชนพากันเล่าเรียนศึกษาเพื่อหาทางที่ดับไป เป็นแค่กระบวนธรรมของจิตในความรู้สึกรับรู้ในเเบื้องต้นๆอันเป็นกระบวนธรรมตามธรรมชาติของผู้มีชีวิตเท่านั้น ที่คงเกิดคงเป็นเป็นธรรมดาในทุกรูปนาม แต่สามารถไปก่อให้เป็นความทุกข์จริงๆอันเร่าร้อนเผาลน(อุปาทานทุกข์)ได้ต่อไป เนื่องเพราะความไม่รู้ตามความเป็นจริง(อวิชชา อันครอบคลุมถึงสติและปัญญาด้วย) จึงเกิดตัณหาการไปยึดหรืออยากในเวทนาหรือความรู้สึกรับรู้ที่เกิดขึ้นจากการผัสสะนั้นๆ อันเป็นการดำเนินไปตามปฏิจจสมุปบาทธรรมนั่นเอง
เมื่อทุกขเวทนาจากเสียงนั้นเกิดขึ้นแล้ว ณ จุดนี้ อันเป็นจุดสําคัญในการที่กระบวนจิตจะมาถึงจุดทางแยก ที่จักเป็นไปตามกระบวนการขันธ์๕อันเป็นกระบวนการธรรมชาติของชีวิตอันเป็นปกติตามธรรมชาติอย่างที่ไม่เป็นอุปาทานทุกข์ตามที่แสดงมาแล้วข้างต้น หรือจักแวะเวียนเข้าไปในกระบวนการธรรมชาติเช่นกัน แต่เป็นกระบวนธรรมชนิดก่อให้เกิดทุกข์ชนิดอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนทั้งต่อจิตและกาย กล่าวคือ ดำเนินกระบวนธรรมของจิตไปตามกระแสวงจรปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง
กระบวนการขันธ์๕....เป็นไปตามกระบวนการของขันธ์๕ อันเป็นไปตามธรรมชาติ อันไม่เป็นทุกข์
........เวทนา
กระบวนการเกิดทุกข์.....เป็นไปตามกระบวนการธรรมชาติชนิดที่ทําให้เกิดทุกข์หรือทุกข์อุปาทาน
ถ้าไปตามกระบวนการขันธ์๕ ทุกขเวทนานั้นย่อมก่อความรู้สึกกระทบกระเทือนไม่สบายใจในขณะจิตแรก แต่ถ้ามีสติที่ทั้งรู้เท่าทันและเข้าใจตามความจริงในเวทนาเหล่านั้น อันย่อมยังผลให้สมองส่วนความคิด(สัญญาหมายรู้)ไม่ถูกครอบงําด้วยอิทธิพลใดๆ เป็นสัญญาหมายรู้ หรือความคิดในเรื่องที่มากระทบนั้นโดยไม่มีอิทธิพลอื่นๆมาเจือ อันเป็นการหมายรู้ตามความเป็นจริงนั่นเอง อันทําให้เกิดสังขารขันธ์อันเป็นผล กล่าวคือไม่พอใจ โกรธ ขุ่นข้องใจ อันเป็นธรรมชาติตามกฎอิทัปปัจจยตา
เมื่อมาถึงตรงนี้ จะเกิดความงุนงงสงสัยขึ้นเป็นธรรมดา เช่น ถ้าเป็นไปตามธรรมชาติ อย่างนั้นในอริยบุคลต่างๆรวมทั้งพระอรหันต์เจ้าก็ยังมีความโกรธหรือ? จริงๆแล้วท่านมี "โกรธ" อันเป็นสังขารขันธ์ แต่ท่านไม่เอา ไปคิดปรุงแต่ง แล้วมันก็ดับไปเอง ดังได้กล่าวไว้แล้วในบท"ธรรมข้อคิด"ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล และอีกประการหนึ่งก็คือถึงมีก็เบาบางกว่าปุถุชน เหตุเพราะสัญญาจําและสัญญาหมายรู้อันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความโกรธ ของท่านนั้นปราศจากอาสวะกิเลสอันขาดสูญไปเนื่องจากการปฏิบัติจนเห็นและรู้เข้าใจอย่างถ่องแท้และลึกซึ้งในคุณและโทษของมันจนขาดความยึดมั่นถือมั่นในความพึงพอใจของเวทนาหรือจิต หรือวางใจเป็นกลางต่อสังขารเหล่านั้น, ตลอดจนสัญญาจําและหมายรู้ชนิดเจือกิเลสตัณหาของท่านก็ไม่มี มีแต่สัญญาจําและหมายรู้ตามความเป็นจริง ไม่ถูกร้อยรัดไว้ด้วยกิเลสดังปุถุชน จึงไม่ใช่การหมายรู้อย่างปุถุชนที่หมายรู้แฝงไว้ด้วยความชอบใจหรือไม่ชอบใจของตนเอง(กิเลสหรืออาสวะกิเลส) ดังนั้นจึงไม่ส่งผลใดๆต่อเวทนาอย่างรุนแรง ตลอดจนสติท่านมีอยู่อย่างต่อเนื่อง(มหาสติหรือสังขารอันมิได้เกิดแต่อวิชชา อันหมายถึงสังขารในทางดับทุกข์ที่ได้สั่งสมจนสามารถเกิดการทำงานเองโดยอัติโนมัติ), หรือกล่าวได้ว่า เวทนานั้นย่อมต้องเกิดเช่นกันแต่เป็นเวทนาตามธรรมชาติแต่ขาดการปรุงแต่งของกิเลสตัณหาหรือเวทนานั้นหมดจด(อันยังให้เกิดตัณหา,อุปาทานไม่ได้ เมื่อไม่เกิดอุปาทานก็ทําให้เกิดอุปาทานทุกข์ไม่ได้เช่นกัน) เป็นสติที่เกิดจากความเพียรจนเป็นมหาสติและเข้าใจอย่างลึกซึ้งตามความเป็นจริง(ปัญญา)
ในปุถุชนนั้นเมื่อเกิดเวทนาขึ้น ย่อมมีสัญญาหมายรู้เกิดขึ้นเช่นกัน ดังนั้นถ้ามีสติรู้เท่าทันเวทนา สัญญาหมายรู้นั้นย่อมหมายรู้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง อย่างในกรณีที่เราตีตัวเอง ก็เกิดแต่เหตุปัจจัยนี้คือสัญญาหมายรู้นั้นรู้ดีอยู่ว่าเป็นเราทดสอบตีตัวเอง ดังนั้นแทนที่จะเป็นสังขารขันธ์ของความโกรธ(ปฏิฆะ)เช่นคนอื่นมาตีเรา กลับกลายเป็นสังขารที่ใช้ในการดับทุกข ์คือ สติที่รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร จึงไม่เกิดทุกข์ เกิดแต่เพียงทุกขเวทนาจากการกระทบผัสสะ, เจ็บหรือไม่เจ็บ ลองตีแรงๆดู แล้วพิจารณาโดยแยบคายด้วยว่า ย่อมเกิดทุกขเวทนาทางกายชัดเจนแจ่มแจ้งตามธรรมหรือตามจริงจากการผัสสะนั่นเอง ส่วนทุกขเวทนาทางใจก็อาจเห็นได้ชัดถ้าตีแรงๆพอ แต่ต้องสังเกตุให้ชัดเจนแจ่มแจ้งอย่างหนึ่งว่า เป็นทุกขเวทนาโดยธรรมหรือธรรมชาติ จึงไม่เป็นทุกข์อย่างเร่าร้อนเผาลนให้กระวนกระวายทางใจ จริงหรือไม่? จึงยังไม่เป็นทุกข์อุปาทานที่แสนเร่าร้อนเผาลนที่พระองค์ท่านทรงเพียรสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้ดับไป
ดังนั้นกระบวนจิตของพระอริยเจ้า หรือปุถุชนที่มีความคิดที่ไม่ก่อทุกข์ก็จักดําเนินไปตามกระบวนการของขันธ์๕ อันไม่เป็นทุกข์ เป็นไปดังนี้
หู
เสียง
โสตวิญญาณ
สัญญา(จํา)
เวทนา
สัญญา(หมายรู้)
สัญเจตนา
สังขารขันธ์ อันเป็นผลที่จงใจหรือเจตนากระทํา
หรือเขียนแบบสั้นๆดังนี้
หู
เสียง
โสตวิญญาณ
ผัสสะ
เวทนา
สัญญา
สังขารขันธ์
คราวนี้เราลองมาพิจารณาทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น แต่เป็นไปตามกระบวนธรรมการเกิดทุกข์ แทนที่จะเป็นไปตามกระบวนธรรมขันธ์๕ คือเมื่อเกิดทุกขเวทนาขึ้นแล้ว เกิดความไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้เป็น มีความรู้สึกอยากผลักไสความรู้สึกที่เป็นทุกขเวทนาออกไป มีการต่อล้อต่อเถียงกับจิต(คิดปรุงแต่ง) เหล่านี้ล้วนเป็นอาการของวิภวตัณหา ตัณหาความไม่อยาก(หรืออยากที่จะไม่ให้มี ไม่ให้เป็นเช่นนั้น) ซึ่งนักปฏิบัติหลายๆท่านมักจะไม่สังเกตุวิภวตัณหานี้ หรือสังเกตุเห็นแต่ไปเข้าใจว่าเป็นของดี จึงมัวแต่คอยสังเกตุตัณหาความอยาก(ภวตัณหา)แต่ฝ่ายเดียวเป็นสำคัญ ดังนั้นเมื่อเกิดทุกขเวทนาขึ้นมาจึงเป็นปัจจัยให้เกิดวิภวตัณหาในเวทนานั้นทันที ซึ่งนํามาเขียนเป็นกระบวนการของจิต ต่อจากเวทนาได้ดังนี้
หู
เสียง
โสตวิญญาณ
ผัสสะ
เวทนา
ตัณหา(วิภวตัณหา)
.................
เมื่อเกิดตัณหาความไม่อยากในเวทนานั้นแล้ว จิตก็ต้องดําเนินการต่อไปให้เป็นไปตามตัณหาที่เกิดขึ้นแล้วนั้น คือความไม่อยากให้เกิดให้เป็น เพื่อให้ตัวตน,ของตนเกิดความพึงพอใจ(อุปาทาน) จึงไปยึดมั่นในการผลักไสสิ่งที่ไม่อยากนั้น และผลลัพธ์ของอุปาทานนี้เองที่ไปยังให้เกิดภพอันคือสภาวะหรือบทบาทที่จิตตกลงใจจะกระทําใดๆลงไป กล่าวคือถ้าอุปาทานความพึงพอใจนั้นได้รับการสนองตอบก็จะเกิดภพแห่งความสุขทางโลกๆ-กามราคะ-กามภพ ถึงจะเป็นสุขในทางโลกได้ชั่วขณะก็จริง แต่ก็จักนําพาไปสู่ทุกข์ในที่สุด เพราะสุขเหล่านี้จะเก็บจําอยู่ในรูปอาสวะกิเลสเช่นกัน อันยังให้เกิด โสกะ ปริเทวะ คือความเศร้าโศกและการครํ่าครวญอาลัยโหยหาในความสุขนั้น อันยังผลให้เกิดทุกข์ในที่สุด อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ถ้าอุปาทานความพึงพอใจนั้นไม่ได้รับการตอบสนองกล่าวคือยังเกาะติดทุกขเวทนานั้นอยู่ผลักไสไม่ออกเพราะเกิดวิภวตัณหาความไม่อยากนั้นมาครอบเสียแล้ว ภพหรือสภาวะที่เกิดนั้นก็จะเป็นภพแห่งความทุกข์ เช่นขุ่นข้อง เคืองใจ (ปฏิฆะ) อันเขียนเป็นกระบวนการของจิต ต่อได้ดังนี้
หู
เสียง
โสตวิญญาณ
ผัสสะ
เวทนา
ตัณหา(วิภวตัณหา)
อุปาทาน
ภพ
......
เมื่อจิตได้ตกลงเลือกวิถีของจิตแล้ว(ภพ-สภาวะหรือบทบาทที่ตกลงใจ) เป็นอันว่าเกิดความทุกข์ขึ้นทันที จิตเกิดมีหน้าที่หรือภพที่จะต้องกระทํา กล่าวคือ ถูกครอบงําให้เป็นไปตามบทบาทหรือสภาวะที่เลือก จิตจึงเกิดภาระหน้าที่ดิ้นรนกระทําไปตามบทบาทหรือสภาวะนั้นๆภายใต้อิทธิพลครอบงําของความพึงพอใจของตนเป็นหลัก(อุปาทาน) กล่าวคือสัญญาหมายรู้หรือความคิดอ่านที่จะเกิดต่อไปนั้น เป็นสัญญาหมายรู้หรือความคิดอ่านที่ถูกครอบงําด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทานอันซ่อนเร้น แอบแฝง เพื่อให้ตัวตนของตนได้รับความพึงพอใจ อันทําให้สัญญาหมายรู้นั้นไม่เป็นกลาง จะเอนเอียน ไม่ว่าจะคิดอะไร หมายรู้อะไรก็จะตั้งอยู่บนบรรทัดฐานของความพึงพอใจของตนเป็นแก่นเป็นแกนใหญ่ เป็นไปโดยทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว เรียกสัญญาชนิดนี้ว่า อุปาทานสัญญา (สัญญูปาทานขันธ์)
หู
เสียง
โสตวิญญาณ
ผัสสะ
เวทนา
ตัณหา(วิภวตัณหา)
อุปาทาน
ภพ
อุปาทานสัญญา
เมื่อสัญญาหมายรู้หรือความคิดอ่านหมายรู้ที่อยู่ใต้อิทธิพลของอุปาทานเกิดขึ้นแล้ว อันย่อมส่งต่อให้สมองส่วนสั่งการหรือมโนสังขาร(หมายถึงสัญเจตนาหรือเจตนา) อันจักทําการตัดสินใจ ซึ่งย่อมแน่นอนว่าการคิดอ่านตัดสินใจย่อมไดัรับอิทธิพลจากความคิดที่ถูกครอบงําโดยอุปาทานด้วย(สัญญาหมายรู้หรือความคิดอ่าน) อันยังผลให้เกิดสังขารขันธ์(การกระทํา ความคิด)อันมีอํานาจของอุปาทานแฝงอยู่เต็มเปี่ยม อันที่เรียกว่า อุปาทานสังขาร (สังขารูปาทานขันธ์)
หู
เสียง
โสตวิญญาณ
ผัสสะ
เวทนา
ตัณหา(วิภวตัณหา)
อุปาทาน
ภพ
อุปาทานสัญญา
อุปาทานสังขาร(อันเป็นทุกข์)
ต้องการดูวงจรปฏิจจสมุปบาทและอุปาทานขันธ์๕โดยละเอียด คลิกที่นี่ ![]()
อุปาทานสังขารขันธ์นี้ เช่นความคิดนึก แยกดูดีๆไม่เหมือนความคิดนึกปกติของขันธ์๕ที่เกิดขึ้นเพราะมีอํานาจของความพึงพอใจเพื่อตัวตนของตนแฝงอยู่เต็มเปี่ยม(อุปาทาน) เกิดเป็นพลังขับดัน และเพราะการปรุงแต่งจึงเอาความคิดนึกหรืออุปาทานสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นนี้มาเป็นธรรมารมณ์ อันเป็นอายตนะภายนอกเช่นเดียวกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส (และธรรมารมณ์) มาก่อให้เกิดขันธ์๕ แบบมีอุปาทานครอบงำแล้วหรืออุปาทานขันธ์๕วนเวียนขึ้นอีกหลายๆครั้ง ซึ่งผู้เขียนเรียกความคิดนึกที่เกิดในลักษณะนี้ว่าความคิดนึกปรุงแต่ง เป็นไปตามวงจรของอุปาทานขันธ์ ๕ ที่แสดงนี้
|
.....ตัณหา → อุปาทาน → ภพ →
ชาติ → รูปูปาทานขันธ์
+ ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์
เช่นคิดที่เป็นทุกข์ ในวงจรล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทานแล้ว |
และแน่นอนความคิดนึกปรุงแต่งเหล่านี้ ล้วนย่อมแฝงอุปาทานความเป็นตัวกูของกูที่เกิดขึ้นแล้วนั้นมากับธรรมารมณ์หรือความคิดนึกปรุงแต่งนี้ด้วย ดังนั้นเมื่อต้นกระบวนการของขันธ์๕ที่เกิดสืบต่อไปนั้นมีอุปาทานแฝงทํางานอยู่ด้วยย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้กระบวนการต่างๆที่เกิดสืบเนื่องอยู่ภายใต้อิทธิพลของอุปาทานล้วนสิ้นเช่นกัน เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา เมื่อสิ่งนี้มี ผลนี้จึงมี ดังนั้นขันธ์๕ที่เกิดใหม่นี้จึงล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ในทุกๆขันธ์ที่เกิดทั้งสิ้นที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่าเป็นทุกข์ ที่หมายถึงอุปาทานทุกข์นี้นี่เอง และถ้าสติไม่รู้ทันเวทนาหรือความคิดนึกปรุงแต่งนี้อีกก็จักเกิดอุปาทานขันธ์๕ เกิดๆดับๆ อันย่อมต้องเกิดเวทนาชนิดที่มีอุปาทานครอบงํา(เวทนูปาทานขันธ์)แล้วเกิดขึ้นวนๆเวียนๆเช่นกัน ทําให้อยู่ในความทุกข์ของเวทนูปาทานขันธ์เป็นระยะเวลานานๆอย่างต่อเนื่อง และเป็นเหตุปัจจัยเป็นพลังไปขับดันให้เกิดทุกข์อื่นๆอีกอันเนื่องมาจากจิตอันขุ่นมัว เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการเกิดทุกข์ ปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้
หลายท่านอาจเคยเกิดความคิดดังนี้ขึ้นมาเช่น ถ้าเช่นนั้นเราไม่เอาทุกขเวทนา เราอยู่แต่กับสุขเวทนาหรือความสุขเราก็พ้นทุกข์แล้ว ก็จริงอยู่ แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ มันไม่เที่ยง ต้องแปรปรวน และดับไป อย่างแน่นอน ไม่มีใครบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาได้ตลอดไป แม้แต่ สิ่งศักสิทธิ์ เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ใดๆก็ไม่สามารถช่วยได้ เพราะเป็นกฎธรรมชาติตามพระไตรลักษณ์อันยิ่งใหญ่กว่า และขอให้ท่านโยนิโสมนสิการหรือสังเกตุกระบวนการทางจิตที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบนี้ให้ดีว่าทําไมสุขนั้น หรือความสุข สมหวังทางโลกนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตั้งใจสั่งสอน และยังกล่าวว่า " เป็นทุกข์ "
เมื่อกระบวนการขันธ์๕ เกิดสุขเวทนาขึ้น และดําเนินไปจนสิ้นสุดเกิดสังขารขันธ์ทั้งทางกาย วาจา และใจอันเปี่ยมไปด้วยความสุข สนุกสนาน พึงพอใจแล้ว เหตุไฉนพระอริยะเจ้าทั้งหลายจึงว่ากล่าวว่า เป็นทุกข์?
เพราะสุขนั้นไม่ยั่งยืน แปรปรวน เปลี่ยนแปลง และดับไปในที่สุดดังที่กล่าวไว้แล้ว นอกจากนั้นการที่ได้รับการตอบสนองความพึงพอใจอยู่เสมอๆย่อมทําให้กิเลสตัณหานั้นกล้าแข็ง เติบโตขึ้นทุกขณะจิตโดยไม่รู้ตัว เรามักมองไม่ค่อยออกในความกล้าแข็งขึ้นของกิเลสตัณหานี้ ลองพิจารณาดูดังนี้ ในครั้งแรกของชีวิตเราอยากมีรถใหม่ๆใช้สักคัน เราเลือกตามความอยากและความพอดีในทรัพย์ของเรา เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความยินดีในรถคันนั้นย่อมแปรปรวนไปตามกาลเวลา เมื่อถึงคราวต้องซื้อหรือเปลี่ยนใหม่ ท่านลองพิจารณาตัวเองดูสิ ว่าท่านอยากได้รถที่ดีขึ้น สวยขึ้นเป็นธรรมดาหรือไม่ หรืออยากได้รถรุ่นพอๆกับคันเดิมหรือถูกลงกว่าเดิม หรือมีข้ออ้างใดๆให้ซื้อดีขึ้น แพงขึ้น ถูกใจขึ้นกว่าเดิม, หรือการเคยมีรถขับ ถ้าไม่มีหรือรถเสียจะหงุดหงิดเพราะอะไร ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่จําเป็นต้องมี นี่คือตัวอย่างอาการของกิเลสตัณหาที่กล้าแข็งขึ้นอย่างง่ายๆ, นอกจากนั้นแล้วความสุขทางโลกๆนั้นเมื่อเกิดขึ้นอันยังให้เกิดภพแห่งความสุข ไม่ว่ากามภพ รูปภพ อรูปภพใดๆก็ตาม ก็ยังผลให้อุปาทานขันธ์๕ที่เกิดต่อนั้นเป็นไปแบบสุขๆไปด้วย แต่เมื่ออุปาทานขันธ์๕แบบเป็นสุขนั้นได้ดับไปในที่สุด แม้จะเป็นอุปาทานขันธ์๕อันเป็นความสุขอันเหลือล้นก็ตามจะยิ่งถูกจัดเก็บไว้ในความทรงจําที่ท่านเรียกว่าอาสวะกิเลส อันจะยังให้เกิดทุกข์ในภายหลังเพราะโสกะ ความโศกจากการสูญเสีย หรือพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบ หรือปริเทวะ ความครํ่าครวญ อาลัย คิดคำนึงถึงสิ่งที่รักที่ชอบ ที่ได้ดับไป เสื่อมไป หรือพลัดพรากไป ซึ่งเป็นกิเลสอันทําให้จิตขุ่นมัวและเศร้าหมองในกาลต่อไปข้างหน้า อันจักทําให้เกิดวงจรของทุกข์เนื่องต่อไปไม่จบสิ้น ดําเนินต่อไปไม่มีที่สิ้นสุดไม่มีประมาณ ซึ่งก็คือก่อให้เกิดทุกข์ขึ้นอีกในอนาคตหรือกาลข้างหน้าอีกอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าสุขก็คือทุกข์อย่างละเอียดอ่อน อันจะก่อเป็นโทษทุกข์ภัยในภายหน้า
และตามความเป็นจริงแล้ว สุขนั้นไม่มี คำว่า สุข เป็นเพียงภาษาบัญญัติโดยทางโลกซ้อนความหมายของคำว่า "ดับทุกข์" นั่นเอง ถ้าโยนิโสมนสิการในปฏิจจสมุปบาทโดยแยบคายจะพบว่า สุข นั้นเกิดขึ้นแต่การต้องสร้างความทุกข์ โดยตัณหาความอยาก หรือไม่อยากในสิ่งใดๆขึ้นมาก่อน อันเป็นทุกข์เร่าร้อน กระวนกระวาย และถ้าดับทุกข์นั้นได้คือเป็นไปตามตัณหาอุปาทาน ก็เป็นมารยาของจิตที่เรียกว่า ความสุข นั่นเอง
ธรรมชาติของจิตและนํ้า
อันเป็นสภาวะโดยปกติธรรมชาติ(ปรมัตถ์)ที่เป็นจริงอยู่เช่นนี้
(เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมหรือภาพพจน์ได้ชัดเจนขึ้น)
ธาตุจิตนั้นมีคุณสมบัติบางประการเปรียบประดุจดั่งธาตุนํ้า อันอาจเป็นเหตุที่ทำให้มีคำว่า นํ้าจิต หรือนํ้าใจ
นํ้านั้นไร้รูปร่าง ไร้ขอบเขต แปรปรวนไปตามสิ่งแวดล้อมหรือภาชนะที่บรรจุหรือรองรับ, จิตนั้นก็ไร้รูปร่าง ไร้ขอบเขต แปรปรวนไปตามสิ่งแวดล้อมที่กระทบสัมผัส(ผัสสะ),
นํ้าประกอบด้วยเหตุปัจจัยต่างๆมาประชุมรวมกันชั่วระยะหนึ่งเช่น H และ O, จิตแม้เป็นนามธรรมก็เกิดแต่เหตุปัจจัย และประกอบด้วยเหตุปัจจัยยิ่งมากหลายมาประชุมกันชั่วระยะหนึ่ง(มีกล่าวไว้ในบทอื่นๆแล้ว)จิตประกอบด้วยปัจจัยต่างๆเช่น กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตลอดจนอารมณ์(สิ่งที่จิตยึดเหนี่ยวหรือกระทบสัมผัส เช่น รูป เสียง กลิ่น...)และปัจจัยต่างๆอีกมากมาย (การพยายามหาจิตอยู่ที่ใด จึงหาไม่เจอ)
นํ้ามีคุณสมบัติไหลลงสู่ที่ตํ่าเพราะแรงดึงดูดโลก, จิตก็มีคุณสมบัติเหมือนดั่งนํ้าที่ย่อมไหลลงสู่ที่ตํ่า แต่ตามแรงดึงดูดของความเคยชินที่ได้สั่งสมอบรม(สังขาร)หรือกิเลสตัณหาแลอุปาทานนั่นเอง, อันคือหมุนไปตามภวจักรปฎิจจสมุปบาทนั่นเอง คือเป็นไปตามสังขารที่สั่งสมอบรมไว้
ถ้าเราต้องการยกระดับนํ้าให้สูงขึ้น ย่อมต้องออกแรงพยายามฉันใด, จิตจักยกระดับให้สูงขึ้นเป็นโลกุตระคือสภาวะเหนือจากทางโลกๆได้ ก็ย่อมต้องการการพยายามปฏิบัติฉันนั้น,
การยกระดับนํ้าให้สูงขึ้นโดยใช้วิธีการที่ถูกต้องเช่นเครื่องกล,ภาชนะหรืออุปกรณ์ที่ถูกต้อง ย่อมยกระดับนํ้าได้รวดเร็วฉันใด, จิตก็ย่อมต้องการการปฏิบัติอันถูกต้องจึงจักยกระดับจิตให้สูงขึ้นได้เร็วฉันนั้น,
ธรรมชาติของนํ้า เดือดพล่านเพราะไฟฉันใด, จิตย่อมเดือดพล่านเพราะไฟ อันร้อนแรงของกิเลส ตัณหา อุปาทานฉันนั้น
นํ้าบริสุทธ์คือนํ้าที่ไม่มีสิ่งเจือปน, จิตบริสุทธ์ก็คือจิตเดิมแท้ที่ไม่เจือด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานนั่นเอง หรือจิตเดิมแท้นั่นแหละคือจิตพุทธะ อันมีอยู่แล้วในทุกผู้คน เพียงแต่ถูกบดบังหรือครอบงําด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน
ข้อสังเกตุ นักปฏิบัติที่เจริญก้าวหน้าแล้วหยุดหรือพอใจแค่นั้น จึงถูกธรรมชาติของจิตเล่นงาน ไหลกลับลงสู่ความเคยชินตามที่ด้สั่งสม, อบรมไว้ หรือตามกิเลส,ตัณหา,อุปาทาน, ทําให้กลับคืนสู่สภาพเดิมๆในไม่ช้าก็เร็ว อันเป็นไปตามอำนาจของสังขารที่ได้สั่งสมไว้นั่นเอง
แยกแยะเวทนาและสังขารขันธ์ ของขันธ์๕ อันเป็นกระบวนธรรมของผู้ที่มีชีวิต
ท่านเคยถูกของร้อนๆจัดไหม ?
ไฟ
(ถูก)มือ
กายวิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาจํา
เวทนา
สัญญาหมายรู้ประเภทสัญชาตญาณอันมีมาแต่เกิด
สัญเจตนา
สังขารขันธ์(กรรม)
เวลาเราถูกไฟ เราจะเกิดความรู้สึกรับรู้้ในความร้อนที่เกิดแต่กายไปสัมผัสไฟ นั่นแหละเป็นเวทนา ชนิดทุกขเวทนา
อาการที่กายสะดุ้งออกจากไฟอันใด เช่น กระโดดหรือสะดุ้งชักมือออกจากไฟ ฯ. เป็นสังขารขันธ์ทางกาย หรือกายกรรม
อาการอุทานคำพูดใดๆออกมา เช่น โอ๊ยเจ็บจัง ฯ. เป็นสังขารขันธ์ทางวาจา หรือวจีกรรม
อาการคิดนึกขึ้นใดๆในใจ เช่นเจ็บจัง ร้อนจัง โดนอีกแล้ว ฯ. เป็นสังขารขันธ์ทางใจ หรือมโนกรรม
เขียนแบบแสดงรายละเอียดของเวทนาที่ย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งต่อกาย และใจ และสังขารขันธ์ที่ย่อมแสดงออกได้ทั้งทางกายกรรม, วจีกรรม และมโนกรรม หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อแสดงโดยละเอียด จึงเป็นไปดังนี้
เวทนาทางกาย ทางกาย
ไฟ
(ถูก)มือ
กายวิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาจํา
สัญญาหมายรู้
สัญเจตนา
กรรม
ทางวาจา
เวทนาทางใจ ทางใจ
การมีสติเห็นเวทนาที่เกิดขึ้น อันหมายถึงรู้เท่าทันว่าเวทนาเยี่ยงไร เป็น เวทนานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔ (สังเกตุว่ารู้เท่าทันแต่ก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ดี คือยังไงๆก็เป็นทุกขเวทนา เพราะเป็นสภาวธรรม อันเป็นเพียงความรู้สึกในการรับรู้ที่ออกไปทางไม่ชอบใจไม่ถูกใจหรือในทางลบ แต่ยังไม่ใช่ความทุกข์จริงๆที่เผาลนกระวนกระวาย)
มีสติเห็นความคิดใดๆในใจที่ประกอบด้วยอาการของจิตเช่นโทสะ ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเยี่ยงไรเป็น จิตตานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔
ลองพิจารณาดู พระอริยเจ้าและปุถุชนมีขันธ์ ๕ ดังเช่นนี้ เหมือนกันหรือไม่
ถ้ามีขันธ์ ๕ เฉกเช่นกัน แล้วต่างกันตรงไหน ? เหตุไฉนท่านจึงไม่เป็นทุกข์ รักษาอาการทางกายไปตามควรตามหน้าที่ ส่วนปุถุชนนั้นเล่า ส่วนใหญ่เกิดอะไร ? กล่าวคือดำเนินไปตามกระบวนธรรมการเกิดขึ้นของทุกข์ปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง
เราคงจะพอเห็นแล้วว่า สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบและสั่งสอนมาเป็นเวลากว่า ๒๕๐๐ ปีมาแล้วนั้น จริงๆแล้วล้วนเป็นวิทยาการที่เหนือลํ้ากว่ากาลสมัย เป็นของทันสมัย ทันวิทยาการในทุกยุคสมัย เป็นอกาลิโก ไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา เพราะตั้งอยู่บนหลักของความจริงและความถูกต้องสูงสุด(ปรม