ควรอ่าน ขันธ์ ๕ โดยลำดับ(๑) ก่อน |
ขันธ์ ๕ หมายถึงตัวตนหรือชีวิตของตน อันประกอบด้วยฝ่ายรูปและฝ่ายนาม ที่แยกออกเป็น ๕ ขันธ์หรือกอง อันประกอบด้วย รูป(กาย), เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ ท่านได้แยกให้เห็นตามความเป็นจริงอย่างปรมัตถ์ว่า ความเป็นตัวตนหรือชีวิตนั้นเป็นสังขารอย่างหนึ่งที่หมายถึงเป็นสิ่งที่ถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา จึงย่อมมีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เพราะทนอยู่ไม่ได้ เป็นอนัตตา เป็นไปตามสามัญลักษณะของสังขารทั้งปวงตามพระไตรลักษณ์ เพื่อให้เกิดนิพพิทา คลายความอยาก,ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือชีวิตตนลง เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงของธรรมหรือสิ่งทั้งหลาย (ควรอ่าน ขันธ์ ๕ โดยลำดับ (๑) และขันธ์ ๕ โดยละเอียด (๒)เสียก่อน
)
ชีวิตหรือตัวตน จึงเกิดมาแต่ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกัน กล่าวคือ ขันธ์ทั้ง ๕ มาประชุมรวมกันอย่างพึ่งพาอาศัยเป็นปัจจัยกันและกัน เป็นตัวตนหรือชีวิตขึ้น กล่าวคือยังต้องทํางานประสานกันเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันไปในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นกระบวนการหรือกระบวนธรรมอันสำคัญยิ่งในการดําเนินชีวิต อันหมายถึงกระบวนการธรรมชาติของขันธ์ทั้ง ๕ ที่เนื่องสัมพันธ์กัน เป็นเหตุปัจจัยกัน ที่เกิดขึ้นเป็นปกติตามธรรมชาติของตัวตนในการดํารงชีวิต เป็นกระบวนธรรมอันเกิดแต่เหตุปัจจัยเฉกเช่นเดียวกันตามหลักปฎิจจสมุปบันธรรม เป็นกระบวนธรรมสื่อสารระหว่างกายกับจิตในขันธ์ ๕ ต่ออารมณ์หรืออายตนะภายนอก(สิ่งแวดล้อมคือ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์) อันเป็นธรรมชาติของผู้มีชีวิต ที่มันต้องเป็นเช่นนี้เองเป็นธรรมดา, ขันธ์ ๕ เองนั้นไม่ได้เป็นตัวก่อโทษก่อทุกข์ใดๆอีกทั้งยังเป็นสิ่งจําเป็นยิ่งในการดํารงชีวิต, แต่ถ้าประกอบด้วยอุปาทานร่วมด้วยแล้ว ก็จักทําให้ขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้นเพื่อการดํารงชีวิตนั้นถูกครอบงําด้วยอุปาทานที่มีตัณหาเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด, ซึ่งก็คือขันธ์ ๕ นั้นจะได้ถูกครอบงําแปรปรวน แฝงหรือประกอบด้วยอุปาทานอันก่อให้เกิดทุกข์อุปาทานหรืออุปาทานขันธ์๕ ที่เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับๆๆๆ...อยู่ในชราในวงจรปฏิจจสมุปบาท ซึ่งมีอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในกิเลสหรือยึดมั่นในความพึงพอใจในตน,ของตนร่วมแฝงอยู่ในขันธ์ต่างๆ จึงล้วนแฝงด้วยกิเลสหรือความพึงพอใจในตัวของตนเป็นหลักใหญ่โดยไม่รู้ตัว จึงเป็นเหตุให้เกิดอุปาทานทุกข์ทั้งปวง อันคือทุกข์ที่ประกอบด้วยอุปาทานที่ธรรมของพระองค์ท่านสั่งสอนเพื่อให้ดับสนิทไป เพื่อความสุข อันสะอาด สงบ บริสุทธิ์ยิ่งเหนือสุขใดๆ
พุทธพจน์
"ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงขันธ์ ๕ และอุปาทานขันธ์ ๕ เธอทั้งหลายจงฟัง"
"ขันธ์ ๕ เป็นไฉน ? รูป...เวทนา..สัญญา...สังขาร...วิญญาณ อันใดอันหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม ทรามก็ตาม ประณีตก็ตาม ไกลหรือใกล้ก็ตาม...เหล่านี้ เรียกว่า ขันธ์ ๕"
"อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน ? รูป...เวทนา..สัญญา...สังขาร...วิญญาณ อันใดอันหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม ทรามก็ตาม ประณีตก็ตาม ไกลหรือใกล้ก็ตาม ที่ประกอบด้วยอาสวะ เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน...เหล่านี้ เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ๕"
(สํ.ข. ๑๗ / ๙๕-๙๖ /๕๘-๖๐)
"ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน และตัวอุปาทาน เธอทั้งหลายจงฟัง.
"รูป...เวทนา..สัญญา...สังขาร...วิญญาณ คือธรรม(สิ่ง)อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ฉันทราคะ(ความชอบใจจนติด หรืออยากอย่างแรงจนยึดติดยึดถือ หรือก็คือตัณหา)ในรูป...เวทนา..สัญญา...สังขาร...วิญญาณ นั้นคือ อุปาทานในสิ่งนั้นๆ"
(สํ.ข. ๑๗ / ๓๐๙ / ๒๐๒)
ดังนั้นพึงทำความเข้าใจให้ถูกต้องด้วยว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดอุปาทานทุกข์ และยังจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการดำรงขันธ์หรือชีวิตให้เป็นปกติสุขตามธรรมหรือธรรมชาติ ไม่มีเสียหรือขาดสมดุลย์ย่อมไม่สามารถอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุข, แต่ขันธ์ ๕ ที่ประกอบด้วยอุปาทาน จึงทำให้เกิดอุปาทานทุกข์ที่เร่าร้อนเผาลนมวลสรรพสัตว์มาตลอดกาลนาน
การทํางานประสานเนื่องสัมพันธ์กันของขันธ์ทั้ง ๕ ของชีวิต
ขันธ์ทั้ง ๕ กองนั้น ประกอบเป็นเหตุปัจจัยเป็นตัวเป็นตนที่มีชีวิตแล้ว ยังต้องประสมประสานการทํางานต่างๆร่วมกัน เพื่อให้เกิดกระบวนการดําเนินชีวิตได้อย่างราบรื่น ดังนั้นฝ่าย รูปหรือกาย อันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้ง ๕ เป็นองค์ประกอบ จึงต้องทํางานประสานสัมพันธ์กับฝ่ายนามหรือจิตอันมี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นองค์ประกอบ ประสานกันอย่างแนบแน่นเป็นระบบที่มีความสัมพันธ์กันตลอดไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่
โยนิโสมนสิการโดยแยบคายจะพบความจริงเป็นอย่างยิ่งว่า การกระทําต่างๆของเรานั้น ล้วนเกิดแต่ขันธ์ทั้ง ๕ ที่เป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันจนเกิดกระบวนธรรมต่างๆ รวมทั้งสังขารขันธ์อันคือการกระทำทั้งทางกาย วาจา ใจ(คิด) เช่น ความรู้สึก เดิน วิ่ง กิน คิด, ด้านอารมณ์ โกรธ เกลียด ขุ่นเคือง การพูดจา การกระทําต่างๆ กล่าวคือทุกๆสิ่งที่เรากระทํานั่นเอง จึงครอบคลุมเกี่ยวพันกับเราไปจนตลอดชีวิต จึงควรมีความเข้าใจในขันธ์ ๕ เพื่อความเข้าใจในธรรม เพราะตามความเป็นจริงแล้วความทุกข์ทั้งหลายก็ล้วนปรวนแปรมาจากขันธ์ ๕ นี้ แล้วดําเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทกระบวนการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ จนเกิดความทุกข์ชนิดอุปาทานทุกข์ขึ้นในที่สุด
แสดงการทํางานประสานกันของขันธ์ ๕ อย่างคร่าวๆหรือย่อ เพื่อความเข้าใจในธรรม(ธรรมชาติ)ในกาลต่อไป
ลองพิจารณาดูการทํางานของขันธ์ ๕ อย่างย่อๆ ว่าเป็นอย่างนี้หรือไม่ จึงเกิด เวทนาและสังขารขันธ์ต่างๆขึ้นมา
ตา
รูป
วิญญาณ
ผัสสะ
สัญญา(จํา)
เวทนา
สัญญา (หมายรู้)
สังขารขันธ์
ตา นั้นเป็นส่วนหนึ่งของกาย อันเป็นส่วนหนึ่งของสฬายตนะหรืออายตนะภายใน
รูป หมายถึง อายตนะภายนอก หรือภาพที่เห็นสัมผัสได้ด้วยตานั่นเอง หรือเรียกง่ายๆว่า สิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งต้องอาศัยส่วนต่างๆของกายกล่าวคืออายตนะภายในต่างๆเป็นปัจจัยในการทำงานหรือกระทบสัมผัส
วิญญาณ หมายถึงระบบประสาทรับรู้ในการกระทบสัมผัส(ผัสสะ) หรือระบบประสาทสัมผัส ณ ที่นี้จึงหมายถึง จักษุวิญญาณ
สัญญา หมายถึงความจําได้ ความหมายรู้ต่างๆ อันมีสมองแม้เป็นส่วนหนึ่งของกาย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของหทัยวัตถุ(ส่วนหนึ่งของจิต)เป็นเหตุปัจจัยอันสําคัญ ในที่นี้แสดงให้เห็นสัญญา ๒ ครั้ง ครั้งแรกเป็นสัญญาที่จดจําและเข้าใจในสิ่งที่เห็น(กระทบเห็นหรือผัสสะ)นั้น, ส่วนครั้งที่ ๒ เป็นสัญญาหมายรู้ ที่หมายถึงการคิดค้น ประมวลผล แก้ปัญหา เปรียบเทียบ ขบคิด ฯลฯ. อันเป็นผลให้เกิดการสรุปผล แล้วเกิดการสั่งการไปเป็นสังขารขันธ์หรือการกระทำต่างๆนาๆอันครอบคลุมทั้งทางกาย วาจา ใจ
เวทนา ความรู้สึกรับรู้ ที่เกิดจากขึ้นจากการกระทบสัมผัส(ผัสสะ) อันจําเป็นต้องอาศัยสัญญาจํามาร่วมด้วย จึงจะเกิดเป็นความรู้สึกเป็นเวทนาชนิดต่างๆได้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา
สังขารขันธ์ ที่หมายถึง การกระทําต่างๆทั้งทางกาย(กายสังขาร) วาจา(วจีสังขาร) ใจ(จิตสังขารหรือมโนสังขาร)
ดังนั้นถ้าเรารวบรวมกระบวนธรรมต่างๆ อันเกิดขึ้นแต่อายตนะ(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)มาทั้งหมด ก็จะได้รูปแบบของขันธ์ ๕ ตามกระบวนธรรมดังนี้
ตา
รูป
จักขุวิญญาณ(ตา)
ผัสสะ
สัญญา(จํา)
เวทนา
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์
หู
เสียง
โสตวิญญาณ(หู)
ผัสสะ
สัญญา(จํา)
เวทนา
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์
จมูก
กลิ่น
ฆนะวิญญาณ(จมูก)
ผัสสะ
สัญญา(จํา)
เวทนา
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์
ลิ้น
ร ส
ชิวหาวิญญาณ(ลิ้น)
ผัสสะ
สัญญา(จํา)
เวทนา
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์
กาย
โผฏฐัพพะ(สัมผัส)
กายวิญญาณ(กาย)
ผัสสะ
สัญญา(จํา)
เวทนา
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์
ใจ
ธรรมารมณ์เช่นนึก
มโนวิญญาณ(ใจ)
ผัสสะ
สัญญา(จํา)
เวทนา
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์
ข้อสังเกตุ สฬายตนะทั้ง ๖ นั้น ต่างทํางานเหมือนกัน ขอให้จําและพิจารณาโดยแยบคายในกระบวนธรรมของจิตข้างต้น อันจะขยายความเพื่อความเข้าใจในธรรมหรือสภาวธรรมต่างๆได้กระจ่างถูกต้องตามจริงในการโยนิโสมนสิการต่อไปภายหน้า
ขันธ์ทั้ง ๕
ขันธ์ ๕ ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และต้องทํางานประสานร่วมกันอย่างสมดุลย์ เพื่อการดํารงชีวิตอย่างให้เป็นไปตามปกติธรรมชาติ
๑. รูป หมายถึงกาย,ตัวตน ซึ่งย่อมประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (อย่าสับสน ที่ในบางครั้งหรือบางบทหมายถึงสิ่งที่ถูกรู้ได้โดยอายตนะภายในอันคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ เนื่องจากเป็นของที่เกิดการกระทบขึ้นได้โดยอาศัยส่วนกายหรือรูป อันคืออานตนะภายในต่างๆของรูปหรือกายนั่นเอง)
๒. เวทนา การเสวยอารมณ์, การความรู้สึกรับรู้ในอารมณ์ เช่นความรู้สึกรับรู้ที่เกิดแต่การกระทบทางกาย(โผฏฐัพพะ), อารมณ์ในทางธรรม หมายถึง สิ่งที่จิตไปยึดเหนี่ยวหรือกำหนดหมายในขณะนั้นๆ อันคือเหล่าอายตนะภายนอกนั่นเองอันมี รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ทั้ง ๖ สิ่งที่จิตไปยึดเหนี่ยวหรือกำหนดในขณะนั้นๆ ก็จะทําหน้าที่เป็นอารมณ์ อันเกิดจากการผัสสะหรือการกระทบสัมผัสจากทั้งทางกายและทางใจนั่นเอง (จึงไม่ใช่อารมณ์ที่หมายๆกันทางโลกๆ เช่น อารมณ์ดี อารมณ์เสีย) เป็นขันธ์ที่เกิดจากการรับรู้ความรู้สึกตามหน้าที่เท่านั้น ดังเช่นตากระทบดอกไม้, ดอกไม้ทําหน้าที่เป็นอารมณ์ คือดอกไม้เป็นสิ่งที่จิตไปยึดเหนี่ยว หรือไปกำหนดในขณะนั้น จึงเกิดเวทนาคือจิตรับรู้ยึดเหนี่ยวดอกไม้นั้นเป็นเป้าหมาย ร่วมกับสัญญาความจําในรูปหรือสิ่งที่ถูกรู้ที่เก็บบันทึกจดจําไว้ จึงเกิดเวทนา คือ ถูกใจ ชอบใจ, ไม่ถูกใจ ไม่ชอบใจ, เฉยๆ (ไม่สุขไม่ทุกข์ หรือ อทุกขมสุข) อาจกล่าวได้ว่า เวทนาคือความรู้สึกการรับรู้ในอารมณ์ (ดอกไม้)อันเกิดร่วมกับความจํา(สัญญา)
๓. สัญญา ที่แสดงในกระบวนธรรมของจิตแบ่งหน้าที่ทําเป็นหลายส่วนเพื่อให้เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้ง เช่น สัญญาชนิดความจําได้ในอารมณ์นั้นๆ และการหมายรู้ในอารมณ์นั้นๆ อันมีหลากหลาย เช่น ตีความหมาย ความเข้าใจ การเปรียบเทียบ การแยกแยะในสิ่งที่จําได้ ตลอดจนสัญชาตญาณ ความรู้ สติและปัญญา บางคราทําหน้าที่นอกจากความจําที่จําเป็นใช้ในการดําเนินชีวิตแล้ว ยังมีความจําชนิดมีกิเลสเจืออันคือความจําอาสวะกิเลสในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง
สัญญา เกิดในกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ หลายครั้ง ถ้าแยกแยะอย่างละเอียด(จะมีกล่าวในภายหน้า) แต่ละครั้งทําหน้าที่ต่างๆกัน แต่ก็ล้วนแล้วคือสัญญา ความจํา ความเข้าใจ ความหมายรู้ต่างๆ อันมีส่วนสัมพันธ์กับสมอง อันเป็นหทัยวัตถุที่เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งของจิต (แต่จิตก็ไม่ใช่สมอง!)
๔. สังขาร เป็นผลของกระบวนการขันธ์ ๕ หรือ การกระทําหรือความคิดอ่านที่จงใจหรือเจตนาที่แสดงหรือกระทําต่อเวทนาหรืออารมณ์ หรือเจตจํานงค์,เจตนา,จงใจต่ออารมณ์ต่างๆที่มากระทบ เป็นปฏิกริยาตอบสนองที่จิตริเริ่มเองได้ (เวทนาเป็นการรับรู้เท่านั้น) ซึ่งจักแสดงออกทางกาย(การกระทํา) หรือวาจา(การพูด) หรือใจ(คิดนึก) กล่าวคือกายสังขาร,วจีสังขาร,มโนสังขาร(จิตสังขาร เช่นความคิดนึก เมตตา กรุณา โลภ โกรธ หลง สติ ปัญญา หดหู่ใจ ฟุ้งซ่านใจ รําคาญใจ อารมณ์สมาธิ มานะ อารมณ์ฌาน อารมณ์ดีอารมณ์เสียต่างๆ-อารมณ์ดี อารมณ์เสียนี้หมายถึงอารมณ์ในทางโลกๆ ไม่ใช่อารมณ์ในทางธรรมตามที่ได้กล่าวมาแล้ว)
สติ และ ปัญญา ก็เกิดมาแต่สัญญา แต่ก็จัดเป็นสังขารขันธ์ด้วย เพราะเป็นความจงใจเจตนาที่ตั้งใจขึ้นได้ เป็นการริเริ่มได้ด้วยจิตเอง ไม่เป็นเพียงแค่ความจําที่เกิดขึ้นเองจากการรับรู้ และเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่งยวดในการดําเนินชีวิต และการปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งที่ควรเจริญให้เกิดให้มีขึ้น
๕. วิญญาณ มีหน้าที่ในการเชื่อมโยงสื่อสารการทํางานของกายและจิตกับสิ่งแวดล้อม(อายตนะภายนอก) หรืออุปมาดั่ง ระบบประสาทสัมผัสหรือสื่อสารของชีวิต ในวงการแพทย์ปัจจุบัน วิญญาณทางพุทธศาสนาจึงมี ๖ เช่นกันคือ วิญญาณของ จักขุวิญญาณ(วิญญาณของตา) โสตวิญญาณ(วิญญาณของหู) ฆนะวิญญาณ(วิญญาณของจมูก) ชิวหาวิญญาณ(วิญญาณของลิ้น) กายวิญญาณ(วิญญาณของกาย) และมโนวิญญาณ(วิญญาณของใจหรือจิต)
กระบวนการทํางานของขันธ ์๕ โดยทั่วๆไป
ผู้เขียนนำขันธ์ ๕ มาเขียนเป็นสมการแสดงกระบวนธรรมของจิตหรือชีวิต ตามแบบวิชาเคมีในทางโลก ก็ด้วยจุดประสงค์ให้เห็นให้พิจารณาได้อย่างเป็นระบบอย่างแจ่มแจ้ง ก็เพื่อให้เห็นเหตุผลอันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา หรือความเป็นเหตุปัจจัยตามหลักปฏิจจสมุปบาทได้อย่างแจ่มแจ้งนั่นเอง
ตา
รูป
วิญญาณ
ผัสสะ
เวทนา
สัญญา
สังขารขันธ์
หรือขันธ์ ๕ แบบละเอียด ให้เห็นการทํางานขันธ์ทั้ง ๕ ได้แยบคายขึ้น เพื่อความเข้าใจลึกซึ้งในกาลต่อไป
ตา (อายตนะภายใน)
รูป (อายตนะภายนอก)
กระทบกันย่อมต้องเกิด
(จักษุ) วิญญาณ
ผัสสะ
สัญญา (ความจําได้ในสิ่งที่มากระทบสัมผัส)
เวทนา
สัญญา (หมายรู้)
มโนวิญญาณ
สังขารขันธ์ (คิดอ่านเจตนากระทําทางกาย, วาจา, ใจ)
เขียนแบบย่อ
ตา
รูป
วิญญาณ เรียกว่าผัสสะ
สัญญา(จํา)
เวทนา
สัญญา(หมายรู้)
มโนวิญญาณ
สังขารขันธ์
ใจ
ธรรมารมณ์(เช่น คิด,นึก ทำหน้าที่เป็นรูป)
วิญญาณ
ผัสสะ
สัญญา(จํา)
เวทนา
สัญญา(หมายรู้)
มโนวิญญาณ
สังขารขันธ์
ข้อสังเกตุ ถ้าจะดับทุกข์โดยมองในแง่มุมมองของขันธ์ ๕ สังขารทางใจหรือมโนสังขารที่เป็นความคิดนึกต่างๆในการดํารงชีวิตอันปกติที่ยังไม่ปรุงแต่งด้วยกิเลสตัณหา เหมือนผู้เขียนในขณะนี้ใช้สังขารทางใจ(มโนสังขารหรือจิตสังขาร)คือความคิดนึกต่างๆในการเขียนร่วมกับสังขารกายในการเขียน เป็นขันธ์๕ตามธรรมชาติ และไม่เป็นทุกข์เพราะไม่มีกิเลสตัณหามาเจือ ดังนั้นจะดับทุกข์ไม่ให้ทุกข์เกิดขึ้นต้องรู้เท่าทันเวทนาหรือจิตสังขาร(เช่นความคิด)แล้วอุเบกขาเป็นกลางวางเฉย วางเฉย(ไม่ใช่รู้สึกเฉยๆ)อันหมายถึงไม่คิดนึกปรุงแต่งอันจะก่อให้เกิดเวทนาขึ้นใหม่อีก..อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาความอยากหรือไม่อยาก ที่จะร่วมเข้าไปปรุงแต่งหรือกระทําต่อเวทนาอีกครั้งหรือหลายๆครั้ง, ขันธ์ ๕ ก็จักทํางานตามธรรมชาติ ไม่เกิดอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์
อธิบายการทํางานของขันธ์๕
ตา + รูป
กระทบกันเย่อมเกิด
(จักษุ-ตา)วิญญาณมารับรู้แค่ผลการกระทบกันของตากับอารมณ์คือรูป และทําหน้าที่เป็นสื่อเชื่อมระหว่างกายกับจิตเป็นธรรมดา
แล้วนำส่งต่อให้จิตฝ่ายสัญญาจํา จึงเป็นปัจจัยจึงให้เกิด
สัญญาจํา ขั้นรวบรวมข้อมูลความจําเดิมๆที่สั่งสมไว้,ที่เกิดขึ้นในขณะปัจจุบันจิตนั้น
เป็นปัจจัยจึงเกิด
เวทนา ชนิดสบาย, ไม่สบาย, เฉยๆ
เป็นปัจจัยจึงเกิด
สัญญาหมายรู้หรือขั้นประเมินผล เกิดความจําหมายรู้ใหม่ขึ้น
เป็นปัจจัยจึงเกิด
มโนสังขาร(อันหมายถึงจิตนั่นเอง)-เมื่อจิตมารับรู้สัญญาหมายรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นคือจิตรับรู้สรุปข้อมูลต่างๆครบถ้วนแล้ว พร้อมการตกลงใจ
เป็นปัจจัยจึงเกิด
สังขาร โดยการคิดสั่งการหรือเจตนา(สัญเจตนา)ผ่านมาทางสังขารทั้ง๓ อันมี ๑. กายสังขาร, ๒.วจีสังขาร, ๓. มโนสังขาร อันคือการแสดงออกทางกาย-การกระทําต่างๆ, ทางวาจาการพูดจาต่างๆ, ทางใจ-การนึก คิด แก้ไขปัญหา สติ ปัญญา โลภ โกรธ หลง หดหู่ ฟุ้งซ่าน เมตตา กรุณา หรืออาการต่างๆของจิตในเจตสิก ๕๒ อันยกเว้นเพียงเวทนาและสัญญา นอกนั้นจัดเป็นสังขารขันธ์ล้วนสิ้น
อธิบายคําศัพท์อีกครั้งหนึ่ง โดยละเอียด
รูป สิ่งที่ถูกรู้ได้ทุกชนิดโดยอายตนะทั้ง๖ อันมี รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์(สิ่งที่ถูกรู้ด้วยใจหรือความคิด)
เวทนา การเสวยอารมณ์ หรือ รู้จําอารมณ์ หรือ ความเสพรส การรับรู้ความรู้สึกและจําได้ในอารมณ์(รูป เสียง กลิ่น ฯ.)ทั้งทางใจและทางกาย อันเกิดจากผลของการกระทบ(ผัสสะ)กันของอายตนะภายใน(เช่นตา)กับอายตนะภายนอก(รูป) โดยมีความจํา (สัญญาเดิม-อดีต)ในอารมณ์(รูป เสียง กลิ่น ฯ.)ร่วมมาด้วย เกิดเป็นเวทนาสบาย ไม่สบาย เฉยๆ สังเกตุตรงนี้ให้เข้าใจจริงๆว่าเวทนานี้ยังไม่ใช่ความทุกข์แท้ๆจริงๆ เป็นความรู้สึกรับรู้แค่ชั่วขณะ ยังไม่มีตัณหา และอุปาทานมาร่วม เป็นเพียงเวทนาบริสุทธิ์ตามธรรมชาติของชีวิตในการรับรู้ ที่แม้แต่องค์อรหันต์ก็มีเหมือนปุถุชน มิฉนั้นจะสับสนเพราะดูว่าเข้าใจง่ายๆแต่เข้าใจจริงๆยาก ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติให้พิจารณาเวทนา ในเวทนานุปัสสนาในสติปัฏฐาน๔ เฟื่อให้เข้าใจโดยถ่องแท้ในเวทนา แล้วให้เห็นเวทนาในเวทนา หรือเวทนาสักแต่ว่าเวทนาและขณะนี้เรากําลังใช้ปัญญาในการทะลุทะลวงเวทนาให้เข้าใจในขณะจิตจึงพึงตั้งใจพิจารณาโดยละเอียดเปรียบเทียบถกเถียงกับจิตตัวเอง จนต้องใช้คําว่าเข้าใจไปถึงใจ(เข้าใจจริงไม่ใช่คิดว่าเข้าใจ) เพราะถ้าท่านเข้าใจแล้วจะรู้ว่า ส่วนใหญ่นั้นเราเอาเวทนาซึ่งเป็นขบวนการธรรมชาติธรรมดาๆอันเป็นปกติ และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้มาก่อให้เป็นความทุกข์จริงๆ เพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจความจริง โดยเริ่มเกิดก่อตัณหาความอยาก,ไม่อยากให้มีให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทานโดยไม่รู้ตัว อันเป็นเหตุทําให้ขันธ์๕ปกติธรรมชาติที่จักเกิดต่อไป(กระทํา,คิด)ในเรื่องนั้นๆ กลายเป็นอุปาทานขันธ์๕อันเป็นทุกข์
เวทนาจําแนกตามความรู้สึกได้เป็น ๓ คือ
๑ สุขเวทนา ความรู้สึกถูกใจ, สบายใจ, ชอบใจ เช่น ความสบายกาย, ความสบายใจ, ความชอบใจ, ความถูกใจ, ถูกอารมณ์, ความสนุก คือความรู้สึกที่ชอบใจสบายใจทั้งทางกายและทางใจ
๒ ทุกขเวทนา ความรู้สึกไม่สบาย,ไม่ชอบใจ เช่นความไม่สบายกาย, ความเจ็บปวด, ความไม่สบายใจ, ความไม่ชอบใจ,ไม่สบอารมณ์,ไม่ถูกใจ,ความเบื่อ คือความรู้สึกไม่ชอบใจ,ไม่สบายใจทั้งทางกายและทางใจ
๓ อทุขมสุข หรืออุเบกขาเวทนาความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ ความรู้สึกเฉยๆ, เฉยๆตัวนี้สังเกตุให้ดีมักจะไปเข้าใจผิดว่าไม่มีกิเลสตัณหาทําให้เข้าใจอุเบกขาเวทนาผิดๆคิดว่าเป็น"อุเบกขาสัมโพชน์ฌงค์ที่หมายถึงรู้เห็นตามความเป็นจริงแล้วอุเบกขาวางใจไม่เอนเอียงแทรกแซงเข้าไปคิดนึกปรุงแต่ง เป็นกลางวางเฉย" ตรงนี้เป็นประเด็นสําคัญ เฉยๆในเวทนาตัวนี้ไม่ใช่อุเบกขา เฉยๆเป็นเพราะไม่รู้ตามความเป็นจริง หรือสัญญาในเรื่องนั้นเป็นเช่นนั้น หรือในขณะจิตนั้นเรื่องนั้นไม่เด่นชัดขึ้นมา หรือจะว่า ลืม หรือวาง หรือกดข่ม หรือไม่มีความสนใจสิ่งนั้นในขณะจิตนั้นๆก็ได้ หรือเบี่ยงเบนเพราะสิ่งอื่นมาบดบังเช่นด้วยอํานาจของสมาธิหรือฌาน เช่น อาหารของโปรด ถ้าเอามาให้หรือเห็นตอนอิ่มแล้ว, ความอยากหรือตัณหาที่อยากทานจะถูกบดบังหรือเบี่ยงเบนด้วยความอิ่มนั้นชั่วขณะ ต้องระวังให้ดี การยึดว่าต้องเฉยๆหรือไม่รู้สึกรู้สา(อทุกขมสุข) ด้วยเข้าใจว่าเป็นอุเบกขาใจเป็นกลาง
และเนื่องจากเป็นอทุกขมสุข จึงไม่ทุกข์ไม่สุข อันแผ่วเบา จึงจับความรู้สึกรับรู้ไม่ได้ชัดเจน จึงมักปล่อยกายปล่อยใจ เกิดประมาทโดยไม่รู้ตัว จึงขาดสติ ทำให้เกิดตัณหาขึ้นโดยไม่รู้ตัว อทุกขมสุขจึงสังเกตุได้ยากและก่อทุกข์เป็นจํานวนมาก ต้องพิจารณาอย่างละเอียดจึงจะเห็นโทษที่ทําให้เกิดอวิชชานุสัย ความไม่รู้ตามความเป็นจริง
ตัวอย่างของ เวทนา ต่างๆ
ตา
รูป
จักขุวิญญาณ
ผัสสะ
สัญญา(จํา,จําอารมณ์คือรูป)
เวทนา
คือเกิดเวทนา ความรู้สึกว่าสบาย-สุขเวทนา, ไม่สบาย-ทุกขเวทนา, เฉยๆ-อทุกขมสุข.....ก็ได้แล้วแต่ความจํา,รสนิยมเดิมที่มีหรือปลูกฝังสั่งสมไว้ เพราะฉนั้นเวทนาของแต่ละบุคคลจึงไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสัญญาที่มีอยู่ ตรงนี้ต้องการแค่ชี้ให้เห็นว่ามีสัญญาในอดีตหรือสัญญาเดิมเป็นเหตุปัจจัยร่วมให้เกิดเวทนาด้วย และเป็นปัจจัยให้เกิดการแยกแยะเป็นความรู้สึกชนิดต่างๆ ดังเช่น
ใจ
ธรรมารมณ์(เรื่องทุกข์ทางใจในอดีต)
มโนวิญญาณ(ใจ)
เกิดการผัสสะ
สัญญา(ความจําอารมณ์เดิมเกี่ยวกับทุกข์นั้น)
ทุกขเวทนา เกิดเวทนาทางใจรับรู้และจําได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ...เกิดเวทนากาย อันมิได้สัญเจตนาขึ้นมาเช่นกายสั่น ใจสั่นระรัว(เกิดแต่หัวใจสั่นระรัวจริงแต่เป็นส่วนของกาย,ไม่ใช่จิต) มือสั่น.....และเพราะเวทนานี้เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสังขารขันธ์ขึ้นในที่สุด เช่นจิตสังขาร เช่น หดหู่,วิตกกังวล, โกรธ และอาจเกิดกายสังขารกระทำอะไรลงไปด้วยก็ได้ กล่าวคือเกิดขันธ์๕ครบถ้วนบริบูรณ์ตามกระบวนธรรมถึงสังขารขันธ์ สังขารนี้เป็นเพราะเวทนาเป็นเหตุปัจจัยจึงยังผลให้เกิดสังขารขันธ์ขึ้น ตัวเวทนานั้นจะเกิดแค่ขณะระยะเวลาหนึ่งแล้วดับไป ยังไม่ใช่ความทุกข์แท้ๆ(อุปาทานขันธ์๕)ที่พระพุทธเจ้าทรงหมายมั่นให้ดับ เป็นแค่สภาวะธรรม(ชาติ)ที่มันต้องเกิดต้องเป็นอย่างนั้น จึงต้องเข้าใจ ต้องยอมรับ ตามความเป็นจริงของสภาวะธรรมนี้เพราะเกิดจากความจําเก่า(สัญญา)อันยังมีกิเลส(อาสวะกิเลส), เมื่อเข้าใจเวทนา เวทนานั้นก็จะเบาบางลง แต่ถ้าเรามีตัณหาใส่เข้าไปเพิ่มอีกเช่นไม่น่าเกิด ไม่น่าจะเป็น อยากให้เป็นอย่างโน้น อยากให้เป็นอย่างนี้ ให้เป็นไปตามใจปรารถนา หรือมีความรู้สึกต่อต้าน(มีความไม่อยาก)ต่อเวทนากายอันเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตอนนี้แหละที่ความทุกข์จักเกิดขึ้นและเป็นทุกข์ที่เราท่านประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยรู้ตัวบ้างก็ดี ไม่รู้ตัวบ้างก็ดี.(ศึกษาต่อในวงจรปฏิจจสมุปบาทกระบวนการเกิดขึ้นและดับไปของทุกข์)
จริงๆแล้วขันธ์๕อันนี้ไม่ใช่ขันธ์๕บริสุทธิ์แท้ๆ แต่มีเชื้ออุปาทานขันธ์๕ เพราะเคยเกิดในกระบวนการของทุกข์หรือปฏิจจสมุปบาทมาก่อนครบวงจรแล้ว เคยเป็นขันธ์๕ที่เกิดในชาติ-ชรามรณะจนเป็นทุกข์อยู่แล้วในเรื่องนั้นหรือมีเชื้อแห่งทุกข์ หรือเป็นอาสวะกิเลสหรือสัญญาจําที่แฝงกิเลสนั้นๆที่หมักหมมอยู่แล้วนั่นเอง เมื่อเกิดตัณหาอีกในเรื่องเดิม ก็จักเกิดความทุกข์ขึ้นอีกครั้งในเรื่องเดิม แต่ถ้าไม่เกิดตัณหาความอยากหรือความไม่อยากก็ไม่เป็นทุกข์ ลองสังเกตุดูให้เห็นด้วยจิตตนเอง เป็นขันธ์แบบที่๓ อันมีสภาพดังฟืนเคยไฟ
สัญญา ความจําและหมายรู้ในอารมณ์ ความจําอันเกิดจากประสบการณ์ต่างๆในชีวิตที่จําไว้ รสนิยม ที่เกิดในปัจจุบันจิตนั้น อันหมายรวมถึงอาสวะกิเลสที่แอบแฝงอยู่ในจิตลึกๆเช่นความหดหู่กังวลใจ คับแค้นใจ ตลอดจนสัญชาตญาณ เช่น ความหิว, อิ่ม, ความเจ็บปวด...ฯลฯเป็นญาณหรือความรู้หรือทุกข์ที่มีมาพร้อมกับการเกิด และเก็บจําในจิต, สัญญาหมายรู้ สรุปข้อมูล เรียนรู้เปรียบเทียบแล้วสรุปผลก็อยู่ในสัญญาเช่นกัน
สังขาร เกิดจากผลสรุปของเวทนาร่วมกับสัญญาหมายรู้ สรุปผลออกมาชัดเจนให้จิต แล้วเป็นความคิดอ่านที่เจตจํานงค์หรือเจตนาในการกระทําต่อเวทนาหรือการรับรู้อารมณ์(ในรูป,เสียง กลิ่น ฯลฯ.)ที่เกิดขึ้น สังขารมีการริเริ่มเองได้และเกิดแต่การรับรู้ความรู้สึกและจําอารมณ์(เวทนา)
สังขารขันธ์ในขันธ์ ๕ ดังเช่น คิด สติ ปัญญา เมตตา กรุณา ศรัทธา และความโลภ โกรธ หลง ซึ่งในทางอภิธรรมท่านจําแนกว่าทั้ง ๕๐ จากเจตสิก๕๒ (เจตสิกคืออาการหรือคุณสมบัติต่างๆของจิต แบ่งเป็น ๕๒ อันยกเว้นแต่เวทนาและสัญญาแล้ว อีกทั้ง ๕๐ ล้วนจัดเป็นสังขารขันธ์)
บางท่านอาจจักสับสนตรง โลภ โกรธ หลง หดหู่ ฟุ้งซ่านเป็นสังขารขันธ์ก็เป็นทุกข์แล้วนี่ ไม่ต้องมีอุปาทานเกิดร่วมด้วยเลย? จริงๆแล้วมันเป็นแค่สังขารขันธ์อันเป็นขบวนการธรรมชาติในการยังชีวิตตามปกติ พระอริยเจ้าทั้งหลายจึงมักกล่าวอยู่เนืองๆว่า "ทุกข์ของขันธ์ ๕ นั้นมีอยู่" ซึ่งเป็นความจริงอันถูกต้อง แต่ท่านไม่เป็นทุกข์จริงๆอย่างปุถุชนเพราะไม่มีอุปาทานร่วมด้วย มันเกิดจริงแต่ตามธรรมชาติ ถ้ารู้เท่าทันเวทนา(การเสวยอารมณ์)หรือตัณหาหรือสังขารขันธ์(หมายถึงเข้าใจ ตัวใดก็ได้ แต่ถ้ายิ่งแต่ต้น ก็ยิ่งดีเท่านั้น)ที่เกิดมันก็จักค่อยๆมอดดับไปเองเสมือนหนึ่งกองไฟที่ค่อยๆมอดดับ ถ้าไม่มีความคิดนึกปรุงแต่งให้เกิดตัณหาเข้าไปร่วมด้วย(ดังแสดงในวงจรปฏิจจสมุปบาท) อันอุปมาดั่งสตาร์ทรถที่ไม่มีนํ้ามันอันคือไม่มีตัณหานั่นเอง ย่อมแค่สั่นสะเทือนแต่ไม่มีวันที่จะออกวิ่งไปหาความทุกข์ได้เลย หรือดังที่มีผู้มาปรารภการปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ดูลย์ อตุโล แล้วเรียนถามท่านว่า "หลวงปู่ครับ ทําอย่างไรจึงจะตัดความโกรธให้ขาดได้" หลวงปู่ตอบว่า "ไม่มีใครตัดให้ขาดได้หรอก มีแต่รู้ทัน....เมื่อรู้ทันมันก็ดับไปเอง"(จากหนังสือ "อตุโล ไม่มีใดเทียม"หน้า๔๖๒) ดังนั้นจากความนี้จักเห็นได้ว่าตัณหาเข้ากระทําต่อเวทนา(หรือเวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา)ได้ตั้งแต่เกิดเวทนาครั้งแรกเป็นต้นไปจนถึงสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้น แล้วเอาสังขารขันธ์คิดนั้นไปคิดนึกปรุงแต่งขึ้นใหม่อันต้องเกิดเวทนาใหม่ๆขึ้นอีกอันเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์อีก ดังนั้นถ้ามีสติรู้เท่าทันและเข้าใจสภาวะธรรมของเวทนาดังแสดงในปฏิจจสมุปบาทย่อมดีกว่า เพราะสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นก็เนื่องมาจากเวทนาเช่นกัน ย่อมบรรเทา เบาบางลงไปด้วย (ดูขยายความในข้อคิดท้ายบทในภายหน้า)
สังขารขันธ์แบ่งออกเป็น ๓ คือ
๑. กายสังขาร อันได้แก่เจตนากระทําทั้งหลายทางกาย และ/หรืออาจจะร่วมด้วยวจีสังขาร,มโนสังขาร
๒. วจีสังขาร อันได้แก่เจตนากระทําทั้งหลายทางวาจา และ/หรืออาจจะร่วมด้วยกายสังขาร,มโนสังขาร
๓. มโนสังขาร อันได้แก่เจตนากระทําทั้งหลายทางจิตเช่นความคิดนึก(ตริ) พิจารณา(การตรอง) สติ ปัญญา โลภ โกรธ หลง เมตตา กรุณา ฯลฯ. (ไม่รวมความคิดนึกปรุงแต่งเพราะเป็น "ปปัญจสัญญา" คือสัญญาที่ซับซ้อนเจือกิเลส อันจัดเป็น"ตัณหา"นั่นเอง อันก่อให้เกิดทุกข์)
ขบวนการทํางานของสังขารขันธ์ อันคือเป็น "ผลของขันธ์๕" คือการกระทํา(กรรม)ทางกาย, วาจา, ใจ(คิด,นึก) เป็นปฏิกริยาเพื่อสนองหรือตอบโต้ต่อเวทนาหรือความรู้สึกรับรู้อารมณ์ที่กระทบสัมผัสที่เกิดขึ้น
| กายสังขาร | = กายสัญเจตนา | กายทวาร | กายกรรม |
| สภาพปรุงแต่งการกระทําทางกาย | = ความคิดที่จงใจแสดงออกทางกาย | ทางกาย | การกระทําทางกาย |
| วจีสังขาร | = วจีสัญเจตนา | วจีทวาร | วจีกรรม |
| สภาพปรุงแต่งการกระทําทางวาจา | = ความคิดที่จงใจแสดงออกทางวาจา | ทางวาจา | การกระทําทางวาจา |
| มโนสังขาร,จิตสังขาร,คิด | = มโนสัญเจตนา | มโนทวาร | มโนกรรม |
| สภาพปรุงแต่งการกระทําทางใจ | = ความคิดที่จงใจแสดงออกทางใจ(คิด) | ทางใจ | การกระทําทางใจ |
การกระทําทางใจ(มโนสังขาร) เช่นความคิดเรื่องนั้นๆ โลภ โกรธ หลง ความคิดฟุ้งซ่าน ฯลฯ. อันเป็นสังขารขันธ์ก็เป็นสาเหตุช่วยให้เกิดทุกข์ ถ้ามีตัณหาเข้าร่วมปรุงด้วยก็ทําให้เกิดทุกข์เช่นเวทนาได้เหมือนกัน กล่าวคือสังขารขันธ์หรือความคิดที่เป็นทุกข์ก็จักทําหน้าที่เป็น"รูป"หรือสิ่งที่ถูกรู้ในขันธ์๕ ชึ่งย่อมยังให้เกิดขันธ์๕ขึ้นอีก อันย่อมต้องมีเวทนาเกิดอีกเช่นกัน อันเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดตัณหาต่อเวทนาเหล่านั้นได้เช่นกัน เกิดเป็นวงจรหรือวัฏฏะของทุกข์วนเวียนอยู่เช่นนั้น ในบางครั้งจึงมีการกล่าวถึงตัณหาอันเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปในสังขารขันธ์เช่นกันดังในปิยรูป สาตรูป๑๐ หรือเกิดได้ดังในวงจรเล็กที่เคลื่อนไหวอันคือสภาวะของชรา อันเกิดเนื่องจากมโนสังขารนั้นถูกครอบงำหรือประกอบด้วยอุปาทานแล้ว คลิกเพื่อดูภาพประกอบ)
สัญเจตนา คือความคิดอ่านที่จงใจหรือเจตนานั่นเอง ที่แสดงออกทางกาย หรือวาจา หรือใจ เป็นจิตหรือความคิดที่มองไม่ค่อยเห็น คล้ายๆทํางานโดยอัตโนมัติ คล้ายการทํางานของกล้ามเนื้อหัวใจที่ทํางานไปตามหน้าที่ตน หรือก็คือความคิดที่เกิดจากสมองส่วนสั่งการนั่นเอง อันเกิดต่อจากสัญญาหมายรู้หรือความคิดนึกที่สรุปหมายรู้เรียบร้อยแล้วโดยมโน(จิต)หรือที่ผู้เขียนใช้คำว่ามโนสังขารในส่วนที่ต่อจากสัญญาหมายรู้ หรือจะเรียกมโนนี้ว่าสำนักงานจิตส่วนกลางนั่นเอง
ขอให้สังเกตุ ไม่ว่าจะเป็นสังขารทางกาย วาจา หรือใจ ก่อนอื่นนั้นต้องเกิดมโน(จิต)
สัญเจตนา(เจตนา)อันเป็นความคิดชนิดหนึ่งในการสั่งการ ผู้เขียนจึงเคยกล่าวไว้ในปฏิจจสมุปบาทว่า จิตนั้นเป็นประธานทั้งฝ่ายกายและจิต เพราะมิว่าจะเกิดสังขารในทางใดก็ตาม ล้วนแล้วต้องผ่านจิต และสัญเจตนาก่อนทั้งสิ้น เพียงแต่รู้หรือไม่รู้ตัวเท่านั้น เพราะบางสังขารขันธ์นั้นเกิดแต่สังขารที่สั่งสมไว้นั่นเองจึงทำงานอย่างอัติโนมัติ หรือแผ่วเบาเคยชินอย่างยิ่งจึงสังเกตุไม่พบ เพราะมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นเยี่ยงนี้ผู้เขียนจึงกล่าวบ่อยๆว่า จิตดียังผลให้กายนั้นดีด้วย แต่ดีตามสภาวธรรมอย่างสูงสุด มิใช่สภาวเหนือธรรมชาติอย่างอวิชชา ดังเช่นผู้ปฏิบัติที่ถูกต้อง สุขภาพ,ผิวพรรณจึงผ่องใส(ตามกรรมพันธ์แห่งตน)และไม่มีโรคใจหรือโรคอันเกิดแต่ใจหรือจิตเป็นเหตุ แต่ก็สามารถมีโรคอันเกิดแต่กาย เช่น โรคจากการติดเชื้อ สารพิษ หรือกรรมพันธ์ แต่ปุถุชนนั้นการเจ็บไข้ได้ป่วยส่วนใหญ่แล้วมีเหตุมาจากจิตหรือใจเป็นส่วนใหญ่แทบทั้งสิ้นแต่ไม่รู้เหตุ นอกจากกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อ สารพิษ หรือกรรมแห่งเผ่าพันธ์แห่งตน(วิบากกรรม)เช่นกัน
วิญญาณ การรับรู้ สื่อสาร(รับรู้แบบข้อมูลดิบ เป็นการนําส่งข้อมูลในสิ่งที่กระทบสัมผัสไปให้สัญญาหรือสมองส่วนความจํา) ไม่ได้หมายถึงเจตภูติหรือปฏิสนธิวิญญาณอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป(หมายถึง ผี หรือ วิญญาณที่ลอยละล่องหรือออกจากร่างของผู้ที่ถึงกาลแตกดับ) วิญญาณจึงทําหน้าที่คล้ายรูปภาพถ่าย ส่วนตาทําหน้าที่คล้ายเลนส์กล้อง รูปถ่ายแค่บันทึกไว้ในกระดาษตามเป็นจริงแต่ตัวรูปถ่ายเองไม่รู้อะไร คนดูรูปถ่ายจึงทําหน้าที่เป็นสัญญา หรือกล่าวอย่างง่ายๆก็คือ วิญญาณทําหน้าที่เป็นสื่อเชื่อมระหว่างอายตนะภายนอก และอายตนะภายใน ต่ออารมณ์(รูป เสียง กลิ่น ฯลฯ.)ที่มาผัสสะ หรือก็คือระบบประสาทนั่นเอง อันจําเป็นต้องส่งให้สมอง(ที่มีสัญญาจําได้หมายรู้)รับรู้
เวทนา
ก่อนจะกล่าวเรื่องเวทนาขอกล่าวถึงสัมมาทิฏฐิ(ความเห็นชอบหรือความเข้าใจชอบ)ฝ่ายโลกุตตระหรือโลกุตตรสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบระดับเหนือโลกหรือเหนือสภาวะทางโลกๆ หรือรู้เข้าใจตามสภาวะเป็นจริงของธรรมชาติ(ธรรม) สัมมาทิฏฐิประเภทนี้จักเกิดจากโยนิโสมนสิการคือการพิจารณาโดยละเอียดและแยบคายตามความเป็นจริงเท่านั้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการอ่าน การฟัง การเชื่อโดยศรัทธาแต่เพียงฝ่ายเดียว ต้องเอาธรรม(ชาติ)เป็นข้อพิจารณาโดยตรงจนเกิดความเข้าใจจึงเชื่อมั่นถึงใจหมดวิจิกิจฉาความสงสัยใดๆ จึงสามารถเปลี่ยนทัศนะคติ ความเชื่อ ความยึดถือเดิมๆ จึงจะกําจัดกิเลสได้ มิใช่กดข่ม หรือทับไว้ จึงจะเกิดความมั่นคงดุจหินผาในคุณธรรม
เวทนาคือการรับรู้ความรู้สึกและจําได้ในสิ่งที่กระทบสัมผัส หรือการเสพรสอารมณ์ หรือกล่าวคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการกระทบสัมผัส(ผัสสะ)อันพร้อมด้วยความจําได้ หรือมีประสบการณ์ในสิ่งที่ผัสสะนั้นๆ เช่นในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส(โผฏฐัพพะ) และธรรมารมณ์(ความคิด) อันแบ่งเป็น ๓ ชนิด ตามความรู้สึก
๑ สุขเวทนา ทางตา-สบายใจ ชอบ, ทางหู-สบายใจ ชอบ, ทางจมูก-สบายใจ ชอบ, ทางลิ้น-สบายใจ ชอบ, ทางกาย-สบาย ชอบ, ทางใจ-รู้สึกสบายใจ ชอบ สนุก เพลิดเพลิน
๒ ทุกขเวทนา ทางตา-ไม่สบายใจ ไม่ชอบ, ทางหู-ไม่สบายใจ ไม่ชอบ, ทางจมูก-ไม่สบายใจ ไม่ชอบ, ทางลิ้น-ไม่สบายใจ ไม่ชอบ, ทางกาย-ไม่สบาย ไม่ชอบ, ทางใจ-ไม่ สบายใจ ไม่ชอบ เบื่อ
๓ อทุกขมสุข ความรู้สึกเฉยๆ ไม่มีอะไร ไม่สุข ไม่ทุกข์
กระบวนการทํางานของขันธ์๕ (แค่เวทนา)
ตา กระทบกับรูป
จักขุวิญญาณ
ผัสสะ
สัญญา(จํา)
เวทนา
....ไปตามขบวนธรรมของขันธ์๕.....
หรือเขียนเป็นดังนี้
ตา
รูป
วิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาจําในรูป
เวทนา
.....ไปตามขบวนธรรมของขันธ์๕.......
พิจารณาให้ดี ในทุกขบวนที่เกิดขึ้นนี้ มีกองธรรมใดที่เราจะดับหรือระงับได้ไหม?
อธิบายตามหลักพุทธศาสตร์ประยุกติ์กับหลักวิทยาศาสตร์
ตากระทบกับรูปหรือภาพที่เห็น ประสาทตา(ทางพุทธศาสตร์คือ"จักขุวิญญาณ")จะทําการรับภาพที่เห็นอันประกอบด้วยอารมณ์ส่งไปให้สมองส่วนความจํา(หรือ"สัญญา"ในทางพุทธศาสตร์) ซึ่งจะตีความภาพที่เห็นว่าเป็นสิ่งใดมีความรู้ในสิ่งนั้นๆอย่างไร แล้วสรุปลงมาเป็นการรับรู้ความรู้สึกที่พร้อมความจําในรูปด้วย(เวทนา)ในขั้นแรกๆที่เรียกกันว่า สบาย(ชอบ), ไม่สบาย(ไม่ชอบ), เฉยๆ หรือก็คือสุขเวทนา, ทุกขเวทนา, อทุกขมสุขในทางพุทธศาสตร์นั่นเอง
ตามหลักวิปัสสนา ต้องเห็นตามความเป็นจริงของสภาวธรรม(ธรรมชาติ)นั้นๆ
ตา - เป็นอวัยวะประจํากาย เราทิ้งตาไปได้ไหม?
รูป - สิ่งที่เป็นอารมณ์ หรือสิ่งถูกรู้ หรือสิ่งที่เห็น จะไม่ให้มี ให้หายไป ไม่ให้เห็นได้ไหม? มันเป็นไปตามธรรมหรือธรรมชาติของเขาใช่ไหม? เปลี่ยนแปลงรูปเหล่านั้นให้เป็นไปตามปรารถนาได้ไหม?
กระทบกัน - ผัสสะ - ห้ามไม่ให้มีการกระทบคือการเห็น, การรู้ได้ไหม?
วิญญาณ - หรือประสาทรับรู้ - ห้ามไม่ให้ทําหน้าที่ได้ไหม?
สัญญา - ความจําทั้งหลายทิ้งไปได้ไหม ถ้าทิ้งได้จะเป็นเช่นไร? ความรู้ก็เป็นสัญญาจํา การยังชีวิตในโลกก็ต้องใช้สัญญาจำ และสัญญาเป็นขันธ์ตัวแปรอันสำคัญยิ่งในการดับทุกข์ เพราะปัญญาก็เป็นสัญญาอย่างหนึ่งและสามารถศึกษาพัฒนาให้เกิดภูมิรู้ภูมิญาณในขั้นดับทุกข์ขึ้นได้
ดังนั้นจักเห็นว่าเวทนาย่อมต้องเกิดตามเหตุปัจจัยข้างต้น ไม่สามารถไปห้ามหรือหยุดได้เป็นกระบวนการธรรมชาติแท้ๆเป็นธรรมดาแต่สูงสุด ที่ต้องยอมรับตามความเป็นจริง อย่าไปหลงหวังพึ่งสิ่งใดๆหรือปฏิบัติแบบใดๆเพื่อดับเวทนาให้ดับสูญจริงๆ เวทนาไม่สามารถดับได้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่สามารถที่จะดับอุปาทานเวทนาอันเป็นทุกข์ให้เป็นเพียงเวทนาธรรมดาๆตามธรรมชาติเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ประชุมกันชั่วระยะหนึ่งนั่นเอง จึงสามารถเกิดปัญญาให้เหนือเวทนาได้
ต้องหมั่นพิจารณาและรู้ทันเวทนาเป็นประจําสมํ่าเสมอ ว่าสักแต่ว่าเป็นกระบวนการธรรมชาติ มันเป็นเช่นนั้นเอง เพียงแค่รับรู้แล้วไม่ต้องไปทําอะไรกับเขา กล่าวคือ เมื่อเป็นสุขเวทนาก็ไม่ไปติดเพลิน บ่นถึง หรือเมื่อเป็นทุกขเวทนาก็ไม่ครํ่าครวญ พิรี้พิไร รำพันในทุกขเวทนาต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านั้น เมื่อเป็นอทุกขมสุขหรืออุเบกขาเวทนาก็รู้เท่าทันไม่ปรุงแต่งต่อไป
ตัวอย่างเช่น
ตา
เงิน(ของชอบ)
จักขุวิญญาณ
เกิดกระทบกันหรือผัสสะ เห็นเงิน
สัญญาจําได้หรือเข้าใจว่า เงินมีความหมายใช้ซื้ออะไรก็ได้ตามใจปรารถนา
เวทนาชนิดสบายใจ(สุขเวทนา)
.........
เกิดสังขารใจ โลภ - คิดไปซื้อโน่น,ซื้อนี่ หรือเกิดกายสังขาร คิดอ่านแล้วออกไปหาซื้อของถูกใจ
ตา
คนที่ไม่ชอบ
จักขุวิญญาณ
เกิดกระทบกันหรือผัสสะ เห็นคนนั้น
สัญญาจําได้ว่าเป็นศตรูหรือไม่ชอบ
เวทนาชนิดไม่ชอบ(ทุกขเวทนา ไม่สบายใจ)
......เกิดสังขารทางใจหรือจิตสังขารเช่น โกรธคิดไม่พอใจ หรือเกิดสังขารกายโดดเข้าทําร้าย คนที่ไม่ชอบ แสดงว่าคือคนๆนี้เคยถูกครอบงําด้วยอุปาทานของเรามาแล้ว และเก็บเป็นอาสวะกิเลสอยู่ในจิต หรือเคยเป็นอุปาทานขันธ์๕ที่จะเข้าวงจรการเกิดทุกข์อีกครั้งหรือพูดง่ายๆก็คือความทุกข์เก่าในรูปอาสวะกิเลสที่อาจก่อให้เกิดความทุกข์ใจใหม่ได้ ถ้ามีตัณหาความอยากหรือไม่อยากปรุงแต่งเข้าไปอีก ขันธ์ ๕ ชนิดนี้เกิดในชีวิตประจําวันอยู่ตลอดเวลา
ตา
คน
จักขุวิญญาณ
เกิดกระทบกันหรือผัสสะ เห็นคน
สัญญาจำ ไม่มีความจําอะไรในบุคคลนั้น
เวทนา ชนิดอทุกขมสุขคือรู้สึกเฉย...ฯลฯ จึงเกิดสังขารใจชนิดเฉยๆไม่มีอะไร ไม่คิด ไม่ทํา ไม่พูด ไม่รู้สึกอันใด ซึ่งเกิดขึ้นในชีวิตประจําวันที่ตากระทบรูปทั่วๆไปอยู่เสมอๆแทบตลอดเวลา เพียงแต่แผ่วเบาและเคยชินจนสังเกตุไม่เห็น จึงต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาจึงจะเห็นที่หมายถึงเข้าใจได้
ตา
อาหาร
จักขุวิญญาณ
เกิดกระทบกันหรือผัสสะ เห็นอาหารนั้น
สัญญาจํา ได้ว่าของชอบของโปรด
เวทนา ชนิดสุขเวทนาคือชอบ.....เกิดสังขารใจหรือจิตสังขาร ชนิดโลภคิดอยากกิน, น่ากิน หรือสังขารกายคิดอ่านขวยขวายและลงมือกินเลย ขันธ์๕นี้ไม่เป็นขันธ์๕บริสุทธ์ จริงๆแล้วเป็นอุปาทานขันธ์เก่าที่เป็นอาสวะกิเลส คืออาหารนั้นเคยอุปาทานรูปอันคือรูปที่มีเคยมีอุปาทานครอบงํามาแล้ว, และเช่นกันในสัญญาหรือความจําได้ว่าเป็นของโปรด เพราะฉนั้นเวทนาอันนี้จริงๆแล้วเป็น "เวทนูปาทานขันธ์" หรืออุปาทานเวทนาในอดีต หรือพูดได้ว่าอาหารนี้เป็นทุกข์เก่า(ของชอบ)ชนิดที่ก่อให้เกิดทุกข์ใหม่ถ้ามีตัณหาปรุงแต่งเกิดขึ้น
ตา
อาหาร
จักขุวิญญาณ
กระทบกัน เห็นอาหาร
จําได้หมายรู้ว่าอิ่มแล้ว
อทุกขมสุข เฉยๆ.......ฯลฯ.
กาย
ลูบไล้
กายวิญญาณ
กระทบกัน รู้สัมผัส