มิจฉาสมาธิ ย่อมบังเกิดแก่ผู้มีมิจฉาสติ
สัมมาสมาธิ ย่อมบังเกิดแก่ผู้มีสัมมาสติ
มิจฺฉาสติสฺส มิจฺฉาสมาธิ ปโหติ
สมฺมาสติสฺส สมฺมาสมาธิ ปโหติ
สัมมาสติ ได้แก่การมีสติเห็นในกาย เวทนา จิต หรือธรรม เห็นที่มีความหมายว่าระลึกรู้เท่าทันตามความเป็นจริง, ส่วนมิจฉาสติ ได้แก่อาการที่มีสติระลึกเท่าทันถึงการหรือสิ่งอันจะยั่วให้เกิดราคะ โทสะ โมหะ ฯ.ตลอดจนความติดเพลินไปในความสงบหรือความสุขหรือความสบายจากสมาธิหรือฌาน จึงจดจ่อเสพรสอยู่ภายในกายหรือใจของตน ที่เรียกว่าจิตส่งใน ซึ่งก็คือมิจฉาสติอย่างหนึ่ง ที่คอยส่งเข้าเสพรสในภายใน
![]()
เวทนาเป็นเหตุปัจจัย จึงมีตัณหา
เวทนาเป็นเหตุ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาอันเร่าร้อนทะยานอยากขึ้น อันเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท แต่ในการปฏิบัติไม่ใช่ดับเวทนาจึงดับตัณหาง่ายๆดั่งนั้น เหตุเพราะเวทนาเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิต ที่จำเป็นที่ต้องมีอยู่อย่างนั้นเองในการดำรงขันธ์หรือชีวิต ไม่มีเสียไม่ได้เลย และเกิดทุกครั้งทุกทีที่มีการผัสสะ จึงต้องใช้วิธีสติรู้เท่าทัน,ทั้งรู้เข้าใจคือปัญญาในเวทนา จึงจะไม่เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้น จึงถูกต้อง จึงไม่ใช่การปฏิบัติโดยวิธีหาทางดับเวทนาหรือกดข่มเวทนาเสียด้วยเข้าใจผิด
![]()
ราคะ โทสะ โมหะ ฯ
ราคะ โทสะ โมหะ ฯ ไม่มีตัวตน เป็นเจตสิก คืออาการของจิต ที่ต้องแฝงอาศัยอยู่กับ มโนกรรมคือธรรมารมณ์เช่นความคิดต่างๆ หรือกายกรรมการกระทำทางกายต่างๆ หรือวจีกรรมคือการกระทำทางวาจาต่างๆ กล่าวคือต้องมีที่ยึดเกาะอาศัยจึงอยู่ได้
![]()
เมื่อใดที่สมาธิหรือฌานดำเนินไปดังนี้
อวิชชา
สังขาร อันย่อมเป็นสังขารกิเลสด้วยอวิชชาร่วมด้วยอาสวะกิเลส คือฌานสมาธิที่สังขารปรุงขึ้นแม้โดยรู้ตัว หรือไม่รู้ตัว เพราะความติดใจในรส จึงมักร่วมด้วยอาการจิตส่งใน
วิญญาณ
นาม-รูป
สฬายตนะ
ผัสสะ
เวทนาเป็นสุขเวทนาจากอำนาจของสมาธิและฌาน คือความสงบ ความสุข ความสบายต่างๆ
นันทิเกิดการติดเพลินขึ้นอันคือตัณหา
อุปาทาน ยึดเอาไว้ให้คงอยู่
ภพ คือรูปภพหรืออรูปภพตามที่สังขารขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ชาติ การเกิดของทุกข์
ชรา จึงวนเวียนกระทำการต่างๆ แต่ย่อมล้วนแฝงหรือประกอบด้วยอำนาจของฌานสมาธิด้วยโดยไม่รู้ตัว จนมรณะคือดับไป และโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส......แล้วก็วนเวียนเกิดวงจรของทุกข์ปฏิจจสมุปบาทขึ้นใหม่ได้อีกเสมอๆ......
ย่อมไม่ใช่สัมมาสมาธิในองค์มรรคอีกต่อไปแล้ว แต่หมายถึงติดสุข ในมิจฉาสมาธิหรือมิจฉาฌานเสียแล้ว
กล่าวคือกำลังดำเนินไปตามวงจรของทุกข์ปฏิจจสมุปบาทเป็นที่สุด
![]()
สุขเวทนา เป็นสุขเพราะตั้งอยู่ เป็นทุกข์เพราะแปรไป
ทุกขเวทนา เป็นทุกข์เพราะตั้งอยู่ เป็นสุขเพราะแปรไป
อทุกขมสุขเวทนา เป็นสุขเพราะรู้ชอบ เป็นทุกข์เพราะรู้ผิด.
![]()
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงจึงทนอยู่ไม่ได้ต้องดับไป สังขารทั้งปวงล้วนอนัตตาไม่ใช่ตัวใช่ตน หรือไม่มีตัวตน อย่างแท้จริง
อสังขตธรรมทั้งปวงล้วนเที่ยง อสังขตธรรมทั้งปวงจึงล้วนอกาลิโกคือทนหรือเป็นจริงทุกกาลเวลา อสังขตธรรมทั้งปวงล้วนอนัตตาไม่มีตัวตนเฉกเช่นสังขาร
(ถ้ายังวิจิกิจฉาสงสัยในคำกล่าวนี้ ขอให้โยนิโสมนสิการโดยแยบคายในบท พระไตรลักษณ์ )
![]()
คิดหรือธรรมารมณ์(อันเป็นเหตุ)
ใจ
มโนวิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาจำ
เวทนา
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์
- คิดอันเป็นผล
คิดอันเป็นผลมาทำหน้าที่เป็นเหตุอีก
ใจ
มโนวิญญาณ
ผัสสะ
สัญญาจำ
เวทนา
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์ คิด อันเป็นผล
หรือจะเขียนเป็นวงจรเพื่อให้เห็นความต่อเนื่องหรือความเนื่องสัมพันธ์ได้ชัด ได้ดังนี้
|
คิด
อันเป็นเหตุ
(ธรรมารมณ์)
+ ใจ + มโนวิญญูาณ สังขารขันธ์
- คิด อันเป็นผล
ในวงจรจึงล้วนเป็นความคิดที่วนเวียน หรือคิดนึกปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา จนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ดังความแสดงด้านล่างนี้ |
กระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕ จึงมักดำเนินเป็นไปตามการสั่งสมในลักษณะดังเช่นนี้อยู่เสมอๆ โดยไม่รู้ตัวอีกด้วยอวิชชา
จึงย่อมเกิดผลต่างๆขึ้น อันเป็นไปดังนี้
|
คิดนึกปรุงแต่ง ๑ ครั้ง |
คือการเกิดขึ้นของกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ ขึ้น ๑ ครั้ง |
|
เกิดกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ ขึ้น ๑ ครั้ง |
ย่อมต้องเกิดเวทนาขึ้น ๑ ครั้ง
โดยธรรม(ธรรมชาติ)
|
|
ดังนั้นคิดนึกปรุงแต่ง ๑๐๐ ครั้ง |
ย่อมต้องเกิดเวทนาขึ้น ๑๐๐ ครั้งเช่นกัน |
|
เวทนาเกิดขึ้น ๑๐๐ ครั้ง |
ย่อมเปิดโอกาสเป็นปัจจัยเครื่องสนับสนุนให้เกิดตัณหาได้ ๑๐๐ ครั้ง เช่นกัน |
|
ตัณหาเกิดขึ้นเมื่อใด อุปาทานก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น |
กล่าวคือย่อมดำเนินไปตามวงจรของทุกข์ ปฏิจจสมุปบาท ทันที |
|
ดังนั้นจงมีแต่คิด ในขันธ์ ๕ |
แต่ไม่มีคิดนึกปรุงแต่ง หรือจิตฟุ้งซ่านออกไปปรุงแต่ง. |
แม้ว่าเหล่าตัณหานั้น จักได้รับการตอบสนองให้เกิดเป็นสุขชั่วขณะ ก็มีอยู่ แต่จักเก็บจำไว้ในเป็น"อาสวะกิเลส" ในรูปปริเทวะคือการโหยไห้อาลัยหาในภายหน้า
อันจักก่อเป็นภพชาติอันยังให้เกิดทุกข์อุปาทานในภายหน้าเป็นที่สุด
(ดูภาพประกอบ คลิ๊กที่นี่
หมายเลข 22 และ14 คือคิดนึกปรุงแต่ง)
คิดนึก กับ ความคิดนึกปรุงแต่ง จักแยกจากกันได้ต้องใช้ปัญญาพิจารณาโดยใช้หลักธรรม
![]()
ความจริงอันน่ารู้ยิ่งเกี่ยวกับ ตัวกู ของกู
ตัวกู ยังไม่ใช่ ของกู แล้วสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะเป็น ของกูได้อย่างไร
ตัวกู ยังสักแต่ว่า ธาตุ ๔ แม้ ชีวิตกู ก็สักแต่ว่าขันธ์ ๕
เพราะ ตัวกู เป็นอนัตตา
ถ้าตัวกูเป็นของกูแล้วไซร้ จะต้องควบคุมบังคับได้ตามปรารถนา
ไม่ใช่ควบคุมได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
และไม่เป็นไปเพื่ออาพาธเจ็บป่วย
แต่เพราะตัวกูไม่ใช่ของกูอย่างแท้จริง
จึงควบคุมไม่ได้ตามปรารถนา
แต่ขึ้นหรืออิงอยู่กับเหตุปัจจัยที่มาปรุงแต่งกัน
เพียงแต่บางครั้ง อาจเป็นไปตามปรารถนา
จึงไปหลงคิดหลงยึดว่าเป็น ตัวกูของกู
จึงเป็นทุกข์ร้อนกันไปทั่วทุกโลกธาตุ
(พนมพร)
![]()
สังขารทั้งหลายทั้งปวง ล้วนเกิดขึ้นมาแต่มีเหตุมาเป็นปัจจัยกันล้วนสิ้น กล่าวคือมีแรงหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากระทำให้เกิดการปรุงแต่งกันขึ้น จึงล้วนไม่ใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง เกิดแต่การประกอบหรือประชุมกันขึ้น(เหมือนสารประกอบทั้งหลาย) เมื่อแรงหรือสิ่งที่กระทำให้เกิดการประชุมกันนั้นอ่อนแรงหรือเสื่อมไป จึงเกิดความไม่เสถียร กล่าวคือเกิดอาการไม่เที่ยง มีอาการแปรปรวนไปมา ก็เพื่อคืนสู่สภาวะเดิมๆ จนในที่สุดถึงสภาวะสุดท้ายของการแปรปรวนคือดับไปนั่นเอง จึงล้วนเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวใช่ตนแท้จริง ตัวตนที่เห็นหรือสัมผัสได้ด้วยอายตนะใดๆก็ตามที เป็็นเพียงกลุ่มหรือก้อนหรือมวลรวมของเหตุหรือสิ่งต่างๆที่มาเป็นปัจจัยประชุมกันขึ้นมา จึงขึ้นหรืออิงอยู่กับเหตุหรือสิ่งที่มาเป็นปัจจัยกันเป็นสำคัญ ตัวตนที่หมายถึงเราจึงไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาได้อย่างแท้จริง
![]()
ตัวกู ยังไม่ใช่ ของกู ก็เพราะ กู ยังบังคับบัญชา ตัวกู ไม่ได้เลย
เพราะ ตัวกู แท้จริงแล้วอิงหรือขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ไม่อิงหรือขึ้นกับตัวกู
![]()
อนัตตา
รูปที่ตาเห็น หรือสิ่งที่ผัสสะได้ด้วยอายตนะใดๆก็ตามที ล้วนไม่ใช่ตัวตน ของรูปหรือสิ่งนั้นๆ
ไอ้ที่เห็นหรือผัสสะได้แล้วคิดไปว่าเป็นตัวตนนั้นๆ ตามความจริงแล้ว เป็นเพียงกลุ่มก้อน(ฆนะ)มายาของเหตุที่มาเป็นปัจจัยกันเท่านั้น
(ขยายความแสดง เหตุปัจจัย)
![]()
สิ่งที่น่ารู้เป็นอย่างยิ่ง
กาย
โผฏฐัพพะ
กายวิญญาณ
ผัสสะ
ย่อมต้องเกิดเวทนา
อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น
เป็นสุขเวทนา(สุข)บ้าง หรือทุกขเวทนา(ทุกข์)บ้าง หรืออทุกขมสุข(ไม่สุขไม่ทุกข์)บ้าง ตามสัญญา(ความจดจำได้)นั้นๆ เป็นธรรมดา(ที่ไม่ธรรมดา)
อาการความรู้สึกที่ว่า เฉยๆ เปล่าๆ ไม่รู้สึกอะไร ไม่มีอะไร นั่นแหละอทุกขสุขเวทนาหรืออุเบกขาเวทนาที่เกิดขึ้น
สิ่งที่น่ารู้เป็นอย่างยิ่ง คือ อายตนะภายในทั้ง ๖ อันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต่างล้วนทำงานในลักษณาการเดียวกันทั้งสิ้น
จงโยนิโสมนสิการในเวทนา ที่เกิดแต่อายตนะทั้ง ๖
|
ตา
หู
จมูก
ลิ้น
|
![]()
จิตฟุ้งซ่าน จิตปรุงแต่ง คิดนึกปรุงแต่ง ส่งจิตไปภายนอก
จิตฟุ้งซ่านออกไปปรุงแต่งต่างๆนาๆ ย่อมยังให้เกิดผัสสะ ย่อมยังให้เกิดผลคือเวทนา จึงอาจเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหา ซึ่งย่อมยังให้เกิดอุปาทาน จึงยังให้เกิดทุกข์ชนิดที่ประกอบด้วยอุปาทาน(ทุกข์อุปาทาน)อันเร่าร้อนเผาลนขึ้น ดังนั้นในการปฏิบัติจึงต้องหยุดจิตฟุ้งซ่าน อันมีความหมายนัยยะเดียวกันกับ จิตปรุงแต่ง หรือคิดนึกปรุงแต่ง ส่งจิตออกไปภายนอก
![]()
การปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้าไปตามควร ส่วนใหญ่เกิดจากการไม่เข้าใจสภาวธรรม(ธรรมชาติ) จึงมักปฏิบัติกันเหนือสภาวธรรม(เหนือสภาวะของธรรมชาติ)ก็ด้วยความไม่รู้สภาวธรรมหรือธรรมชาติ, จึงไม่มีวันประสบผลสําเร็จ ดังเช่นไม่เข้าใจเวทนา การปฏิบัติจึงเป็นในลักษณะเหนือธรรมชาติของเวทนา คือทุกขเวทนาก็ไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้มี, แยกไม่ออกและไม่รู้ว่าเป็นกระบวนการรับรู้ความรู้สึกต่อสิ่งที่กระทบสัมผัสเท่านั้น ที่ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ระยะหนึ่ง(ถ้าเข้าใจมันแล้วไม่ไปคิดนึกปรุงแต่ง เวทนาจะอยู่แค่สั้นๆ) แล้วต้องดับไป, และยังไม่ใช่ความทุกข์จริงๆ, เป็นแต่ทุกขเวทนาอันเป็นสภาวธรรมตามธรรมชาติ อันจําเป็นสําหรับผู้ที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่ ทุกรูปนาม
ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือการเชื่อตามความเชื่อหรือความคิด(ทิฏฐุปาทาน) หรือเชื่อตามที่ยึดถือสืบทอดกันตามๆกันมาโดยงมงาย(สีลัพพตุปาทาน) โดยไม่รู้ไม่เข้าใจอย่างแท้จริง ที่ครอบงำอยู่โดยไม่รู้ตัว จึงทำให้เข้าใจธรรมได้ยาก
![]()
สมการทางเคมีเปรียบเทียบกับสมการทางพุทธศาตร์
จักเห็นได้ว่าทั้งสอง ต่างล้วนเกิดมาแต่เหตุปัจจัย อันมาประชุมกันชั่วขณะ
|
นํ้า |
= 2H + O >> |
มีไฟเป็นคาตาลิสท์หรือตัวเร่งปฏิกริยา |
= H2O (ชื่อทางวิทยาศาสตร์) |
|
ความทุกข์ |
= เวทนา + ตัณหา >> |
มีอุปาทานเป็นตัวเร่งปฏิกริยา |
= ชรา หรืออุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์(ชื่อทางพุทธศาสตร์) |
หลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์โดยแท้ถึงขั้นปรมัตถ์คือตามความเป็นจริงขั้นสูงสุด ทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม จึงไม่ควรงมงาย
ธรรมชาติของจิตและนํ้า
(พิจารณาเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น)
ธรรมชาติของจิตนั้นเปรียบประดุจดั่งธรรมชาติของนํ้า
นํ้านั้นไร้รูปร่าง แปรปรวนไปตามภาชนะที่บรรจุหรือรองรับ, จิตนั้นก็ไร้รูปร่าง แปรปรวนไปตามสิ่งแวดล้อมทุกชนิดที่กระทบสัมผัส(ผัสสะ),
นํ้าประกอบด้วยเหตุปัจจัยต่างๆมาประชุมรวมกันชั่วระยะหนึ่งเช่น H และ O, จิตก็ประกอบด้วยเหตุปัจจัยอันมากหลายมาประชุมกันชั่วระยะหนึ่ง เช่น สิ่งที่มากระทบ(อายตนะภายนอก) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ฯลฯ.
นํ้าโดยธรรมชาติแล้วมีคุณสมบัติไหลลงสู่ที่ตํ่าเพราะแรงดึงดูดโลก, จิตก็มีคุณสมบัติเหมือนดั่งนํ้าที่โดยธรรมชาติแล้วย่อมต้องไหลลงสู่ที่ตํ่าตามแรงดึงดูดของความเคยชินที่ได้สั่งสม(สังขาร) จึงย่อมดำเนินไปตามกิเลส>>ตัณหา>>แลอุปาทานนั่นเอง,
นํ้าไม่มีวันไหลสู่เบื้องสูงได้เองฉันใด, จิตก็ไม่มีวันไหลสู่เบื้องสูง(เจริญในธรรม)ได้เอง ฉันนั้น
ถ้าเราต้องการยกระดับนํ้าให้สูงขึ้น ย่อมต้องออกแรงพยายามฉันใด, จิตจักสูงขึ้นได้ ก็ย่อมต้องการ การพยายามปฏิบัติฉันนั้น,
การยกระดับนํ้าให้สูงขึ้นโดยใช้วิธีการที่ถูกต้องเช่นเครื่องกล,ภาชนะหรืออุปกรณ์ที่ถูกต้อง ย่อมยกระดับนํ้าได้รวดเร็วฉันใด, จิตก็ย่อมต้องการการปฏิบัติอันถูกต้องจึงจักยกระดับจิตให้สูงขึ้นได้เร็วฉันนั้น,
ธรรมชาติของนํ้าเดือดพล่านเพราะไฟอันเป็นของร้อนฉันใด, ธรรมชาติของจิตก็เช่นกัน ย่อมเดือดพล่านเพราะไฟอันเป็นของร้อนของกิเลสตัณหาอุปาทาน ฉันนั้น
นํ้าบริสุทธ์คือนํ้าที่ไม่มีสิ่งเจือปน, จิตบริสุทธ์ก็คือจิตเดิมแท้ที่ไม่เจือด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานนั่นเอง หรือจิตเดิมแท้นั่นแหละคือจิตพุทธะหรือปภัสสร อันมีอยู่แล้วในทุกผู้คนโดยธรรมชาติ เพียงแต่ถูกบดบังหรือครอบงําด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานให้มัวหมอง
ข้อสังเกตุ นักปฏิบัติที่เจริญก้าวหน้าแล้วหยุดหรือพอใจแค่นั้น จึงถูกธรรมชาติของจิตเล่นงาน ไหลกลับลงสู่ความเคยชินที่ได้สั่งสมไว้(สังขารในปฏิจจสมุปบาท)หรือตามแรงดึงดูดของกิเลสตัณหาอุปาทานนั่นเอง, กลับคืนสู่สภาพเดิมๆในไม่ช้า
ลองโยนิโสมนสิการแบบสนุกๆดู, บุคคลใดมีทรัพย์สมบัติมากมาย ไม่มีการงานให้ต้องทําหรือรับผิดชอบ มีความสุขทางโลกเต็มที่ ทําบุญครั้งละมากๆ แต่มิได้ปฏิบัติ ท่านว่าบุคคลนี้จักถูกธรรมชาติของจิตดึงดูดลงสู่ที่ตํ่าหรือไม่?
สังขารขันธ์ต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น ในชีวิตประจําวันนั้น ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากความเคยชิน คิดสั่งการใดแล้ว ก็จักกระทําไปตามความเคยชินหรือการเรียนรู้ ที่ได้ประพฤติปฏิบัติมาแล้ว แต่แยกไม่ออก จึงไม่รู้ว่าความเคยชินนี้แหละหรือสังขารในปฏิจจสมุปบาทมีอิทธิพลเยี่ยงไร ดังจะไปกินข้าว เพียงคิดขึ้นมาจะเกิดสังขารขันธ์ต่างๆหลายอย่างเช่นลุกขึ้น, เดิน, หาจาน ช้อน,ทานอาหาร อันเป็นการประพฤติปฏิบัติโดยอัติโนมัติไม่รู้ตัว เพราะอิทธิพลของความเคยชิน ที่ได้ประพฤติปฏิบัติ เรียนรู้ อันได้สั่งสมไว้ อันทํางานอยู่เบื้องหลังโดยไม่รู้ตัว ด้วยเหตุนี้นักปฏิบัติหลายๆท่านที่ปฏิบัติก้าวหน้าดีแล้ว จนจางคลายจากทุกข์ได้ผลตามควรแก่ตนแล้ว แต่หยุดปฏิบัติเพราะความพอใจแล้ว หรือหยุดเพราะฤทธิ์ของความเคยชินแล้ว จึงเกิดสภาพไหลลงสู่ที่ตํ่า กล่าวคือกลับสู่สภาพเดิมๆอันได้สั่งสมอบรมไว้เป็นเวลานาน นี้แหละคือธรรมชาติของจิต ดังนั้นความเพียรจนเกิดเป็นสังขารความเคยชินใหม่อันไม่เกิดแต่อวิชชา ดังเช่นการปฏิบัติให้เห็นเวทนาและความคิด(จิต) จึงเป็นสิ่งจําเป็นควบคู่ไปกับความเข้าใจในสภาวธรรม
![]()
ตัวกู ยังไม่ใช่ของกู, แล้วสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจักเป็นของกูได้อย่างไร
ถ้าตัวกู เป็นของกูจริงแล้วไซร้ จักต้องควบคุมบังคับได้
สภาวะไม่ต้องขึ้นหรืออิงกับสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยกัน
ไม่ต้องอยู่ภายใต้อํานาจของสภาวธรรมหรือธรรมชาติ
![]()
ดับทุกข์อย่างง่ายที่สุดจากปฏิจจสมุปบาท คือปรับจิตให้สดใส และรู้,เข้าใจสภาวธรรมชาติของเวทนาอย่างถูกต้องและรู้ว่าเกิดสุขเวทนา, ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข รู้แล้วมีสติหยุดตัณหาปรุงแต่งชูรสคือหยุดคิดนึกปรุงแต่งชูรสเกี่ยวกับความอยากและความไม่อยากในเวทนานั้นๆ อันมักแอบแฝงมากับความคิดที่ไหลเลื่อนไปทีละน้อยหรือความคิดเรื่อยเปื่อยอันมักจะไม่ค่อยรู้ตัว ดังนั้นเมื่อรู้ตัวแล้ว ไม่ควรเออออ คล้อยตามหรือผลักไส ให้จิตมีโอกาสปรุงแต่งเป็นเรื่องเป็นราวยืดยาวออกไป ซึ่งทําให้ตัณหายิ่งมีโอกาสไหลเลื่อนเข้ามากยิ่งขึ้น จึงควรหยุดแต่เพียงแค่นี้เอง ทุกข์ก็จักเกิดไม่ได้
ต้องมีสติอย่างต่อเนื่องในการหยุดตัณหา โดยการมีสติหยุดคิดนึกปรุงแต่งชูรส เพราะตัณหามักแอบแฝงเลื่อนไหลเนื่องมากับความปรุงแต่งชูรสต่างๆเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว
อยากหรือไม่อยากที่เกิดจากขันธ์๕ เป็นเรื่องปกติในทุกๆเรื่อง เช่นอยากทานอาหาร ทานนํ้า ซื้อของ ทํางาน ฯลฯ. ทุกชนิดในชีวิต แต่ถ้าปรุงแต่งชูรสใดๆเข้าไปก็จักเป็นตัณหาอันก่อเป็นอุปาทานทุกข์ในที่สุด
อุปาทานเป็นธรรมที่บังเกิดแก่จิตที่ลึกซึ้ง สลับซับซ้อนและละเอีอดและกล้าแข็งที่สุด จนเรามองไม่ออกนอกจากใช้ตาปัญญาเท่านั้น จึงเป็นต้นเหตุของสรรพทุกข์ทั้งหลายทั่วสากลโลกตราบชั่วฟ้าดินสลาย
โกรธ, เกลียด ในสิ่งใดให้สังเกตุดูว่าเป็นเพราะความพึงพอใจของตนอันแอบยึดถือว่าสําคัญที่สุดสําหรับตน เหนืออื่นใดโดยไม่รู้ตัวนั้น ถูกขัดขวางหรือรบกวนใช่หรือไม่ อยากได้ในสิ่งใดมากๆแล้วไม่ได้ดังใจ(ไม่ได้รับการตอบสนอง) ความพึงพอใจของตนไม่ได้รับการสนองตอบดังใจ
เชื่อมั่น ยึดมั่นในสิ่งใด(ทิฏฐุปาทาน)แล้วมีสิ่งใดมาขัดหรือไม่เห็นด้วย ความพึงพอใจถูกขัดขวางใช่ไหม? เกิดขึ้นเพราะอยากให้เป็นไปตามความเชื่อ หรือไม่อยากให้ขัดกับความเชื่อมั่นเดิมนั้นนั่นเอง
![]()
เมื่อเกิดเวทนาทางใจขึ้นมา แล้วมีตัณหาอยากหรือไม่อยากเกิดขึ้น จักได้หรือประสบตามความอยากหรือไม่อยากไหม? ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย แล้วไปอยาก,ไม่อยากให้เสียเวลาและเป็นทุกข์ทําไม ต้องทําเหตุปัจจัยให้ถูกหรือดีที่สุดเท่าที่ทําได้ แล้วไม่ต้องอยากหรือไม่อยากให้เป็นทุกข์ รู้เท่าทันเวทนาตัณหาที่ทําให้จิตขุ่นมัวเศร้าหมอง เท่ากับลดปริมาณการเกิดสังขารลง
ถ้าผ่าน ๔ ด่านนี้อันมี ๑. จิตที่ขุ่นมัว (กิเลส) ๒.เวทนา ๓.ตัณหา ความอยาก, ไม่อยาก และ ๔.อุปาทานพึงพอใจของตนไปได้ย่อมเป็นอุปาทานทุกข์แน่นอน อันจักต้องดับเสียเช่นกันโดยหยุดตัณหาคิดนึกปรุงแต่งในอุปาทานทุกข์ลงเสีย(ดูรูปประกอบ หยุดคิดนึกปรุงแต่งหรืออุปาทานขันธ์ที่14 และคิดนึกปรุงแต่ง22)
อุปาทาน คือการสนองตอบต่อตัณหาตนเอง ภายใต้การยึดมั่นถือมั่นในความพึงพอใจหรือสุขของตนเองเป็นหลักสําคัญสูงสุด เป็นสุขที่อยู่ลึกๆแอบซ่อนอยู่ในจิตเป็นการเสพสุขที่ละเอียดอ่อนที่สุด สิ่งใดที่ยิ่งใกล้ชิดกับตัวตนหรือของตนก็ยิ่งมีการตอบสนองรุนแรงขึ้นเป็นลําดับเช่น(เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย)อันมี ตนเอง บุตร ภรรยา สิ่งของ ของตน คนรู้จัก คนอื่น ดังเช่น บุตร เราอยากให้เขาประสบความสําเร็จ เรียนดี พ่อแม่แทบทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ต้องการอะไรจากลูกแค่อยากให้ลูกมีความสุขความเจริญก็พอใจแล้วลองมองดูลึกๆ(จิตในจิต)จะเห็น ความจริงว่าเรานั้นต้องการเสพสุขให้ตัวเราเองเป็นหลักสําคัญสูงสุด เพราะเราจะรู้สึกเป็นสุขหรือ "พึงพอใจอยู่ลึกๆในใจ"เพราะลูกประสบความสําเร็จ จะเห็นได้ว่าเป็นการสนองตอบที่ละเอียดซับซ้อนที่สุด แม้แต่สิ่งที่ดูไม่มีความสําคัญอุปาทานก็ยังแอบแฝงทํางานตลอดเวลาเช่น สังเกตุง่ายๆเวลาไปไกลบ้านพบคนที่มาจากบ้านเดียวกันกับพบคนที่มาจากคนละพื้นที่ ความรู้สึกใกล้ชิดอบอุ่นใจในขั้นแรกที่พบจะต่างกันมาก เพราะคนบ้านเดียวกันใกล้ชิดกับตัวตนมากกว่าทําให้เกิดความพึงพอใจหรือสุขเพราะรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยกว่าสิ่งที่ไม่คุ้นเคยใกล้ตัว อันนี้ก็เป็นผลของอุปาทาน
เมื่อโยนิโสมนสิการให้กระจ่างจักค้นพบความเห็นแก่ตัวตนหรือยึดมั่นในตัวตนคือสุขหรือความพึงพอใจของตนเองในรูปแบบที่ละเอียดอ่อน ไม่เคยทราบมาก่อนอยู่ในก้นลึกของใจหรืออวิชชา ตามหลักอนัตตา ตัวตนเป็นเพียงการรวมตัวของเหตุปัจจัยต่างๆชั่วขณะของชีวิตที่คงอยู่อันอุปมาดั่งแสงแดด แว่นขยาย เชื้อไฟ เมื่อเหตุปัจจัยดับหรือแยกตัวออกจากกัน ตัวตนที่เรายึดมั่นถือมั่นเฝ้าทะนุถนอมอยู่ลึกๆอยู่ในจิตตลอดเวลาก็ต้องดับไปด้วย ไม่มีแก่นสาร ไร้สาระไร้ค่าให้ยึดถือ เป็นเพียงธาตุ๔และนาม๔(รูป-นาม)ที่มาประชุมรวมกันตามเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยนั้นดับลง ธาตุ๔ และนาม๔นั้นก็แยกสลายไปตามสภาวะของมัน ไม่จีรังยั่งยืนไป ตลอดกาล เป็นไปเพื่ออาพาธ(แปรปรวน-เจ็บ,ป่วย,ดับ)
ทุกข์ คือ อาการต่างๆของจิตที่เกิดขึ้น เมื่อมีตัณหาอุปาทานร่วมด้วย และไม่สามารถตอบสนองตัณหาอุปาทานนั้นๆได้
สุข คือ อาการต่างๆของจิตที่เกิดขึ้น เมื่อทุกข์อันเกิดจากตัณหาอุปาทานได้รับการตอบสนองทางใดทางหนึ่ง เป็นปัจจัยให้เกิดภพ ชาติ ชรามรณะในภาวะที่จิตจะมีอาการพึงพอใจ หรือเป็นสุขในภาวะนั้น, เมื่อทุกข์ได้รับการตอบสนองที่เราๆเรียกว่าสุข แล้วก็ต้องดับไป เพราะสุขนี้เป็นอนิจจัง,ทุกขัง,อนัตตา เมื่อดับไปแล้วปุถุชนทั่วไปจึงแสวงหาทุกข์ใหม่ เพื่อดับมันให้เกิดสุขขึ้นใหม่ที่ยิ่งแก่กล้าขึ้นอีกอยู่เรื่อยๆเป็นวงจรอุบาทที่ไม่มีสิ้นสุด เพราะเกิดจากตัวเองเป็นผู้สร้างตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองต้องสร้างทุกข์ขึ้นก่อน แล้วต้องตอบสนองมันได้จึงจักมีสุขเกิดขึ้นได้ และสุขนี้เมื่อได้เสพก็ประดุจดั่งยาเสพติดจึงแสวงหาอยู่ตลอดเวลา และเพิ่มปริมาณความอยากขึ้นเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุดไม่มีประมาณขึ้นตามแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน จนในที่สุดไม่สามารถสนองตอบความต้องการนั้นได้ก็กลายเป็นทุกข์อีก จึงกล่าวได้ว่า
"สุขนั้นไม่มี มีแต่ทุกข์ และดับทุกข์เท่านั้น"
ดับทุกข์ คือความสุข
ดับทุกข์ทั้งปวง จึงคือสุขอย่างยิ่ง
(พนมพร คูภิรมย์ )
หรือสุขก็คือทุกข์อย่างละเอียด สังเกตุให้ดี จะมีสุขต้องมีทุกข์ทางใจเกิดขึ้นก่อนเสมอ คือความอยาก,ไม่อยาก(ตัณหา) หรือความพึงพอใจของตน(อุปาทาน)ในสิ่งใดต้องเกิดขึ้นก่อน แล้วต้องดับทุกข์คือได้รับการตอบสนองความอยากหรือความไม่อยากหรือความพึงพอใจของตนเสียก่อน และปกติจะดับตัณหาไม่ได้ทันที จะเกิดๆดับๆ คือจะลืมไปชั่วขณะแล้วเกิดใหม่ แต่ค้างคาเป็นอาสวะกิเลสอยู่ภายใน เมื่อคิดขึ้นมาก็เกิดทุกข์ต่อ แล้วก็ลืมอีกเป็นวงจรดั่งนี้ไปเรื่อยๆ แล้วอย่างนี้เมื่อไรจะจบสิ้น? จะจบลงต่อเมี่อได้รับการตอบสนองเท่านั้นเป็นสุขขึ้นมา แต่ก็เป็นเวลาไม่นานก็ต้องดับไป คุ้มค่าการลงทุนหรือไม่? แต่ก็ไม่ใช่การผลักไส อะไรเป็นสุขก็จะไม่เอาดังนี้ก็เป็นอวิชชา สุขมีก็มีสติรู้เท่าทันอยู่แต่ไม่ติดเพลินหรือมีตัณหา
ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป
ดังนั้นทางพุทธศาสนาจึงสอนให้เดินสายกลาง คือไม่ยึดในสิ่งใดๆ สุขก็ไม่ ทุกข์ก็ไม่, ดีก็ไม่ ชั่วก็ไม่ บุญก็ไม่ บาปก็ไม่, ยึดว่าถูกก็ไม่ ยึดว่าผิดก็ไม่, ดําเนินชีวิตอยู่ในทางสายกลางเป็นสุขในทางโลกุตระหรือเหนือโลกคือไม่ถูกครอบงําโดยสภาวะทางโลก ไม่ไปอยากหรือยึดมั่นอยู่กับสิ่งใดเหมือนกับสุขทางโลก ซึ่งต้องก่อทุกข์อันคือความอยาก ความยึด ขึ้นมาเสียก่อน แล้วเมื่อสนองได้จึงจักเกิดสุขขึ้นได้
ความสุข คือสิ่งที่มนุษย์ทั้งหลายแสวงหากันอยู่
หรือ
สิ่งที่มนุษย์ทั้งหลายแสวงหากันอยู่ก็คือ การดับทุกข์นั่นเอง
อันเป็นสุขที่สงบ สะอาด บริบูรณ์
ระวังเมื่อมีผัสสะรุนแรงเข้ากระทบอันเข้ามาทางสฬายตนะ, หรือบางครั้งในเวลาแวบคิดขึ้นมา(สังขารความคิดหรือธรรมมารมณ์)กระทบโดยตรง เวทนาที่เกิดเป็นทุกขเวทนาอย่างรุนแรงหรือแรงกล้า จนทําให้สติใม่ทันว่าเป็น"แค่เวทนาเท่านั้น" จึงเกิดอาการผลักไสคือ ไม่อยากให้เกิด, ไม่อยากให้มี ขึ้นทันที ซึ่งเป็นวิภวตัณหาความไม่อยากอันก่ออุปาทานขึ้นแล้วเป็นอุปาทานขันธ์๕อันเป็นทุกข์จริงๆขึ้นทันที แต่เมื่อมีสติรู้แล้ว เห็นหรือปฏิบัติตามควรแก่เหตุแล้ว ต้องเป็นกลางวางเฉยหรืออุเบกขา กล่าวคือ หยุดการปรุงแต่งไปทั้งทางดีหรือทางชั่วอันจักยังให้เกิดเวทนา อันมักจะหรืออาจจะเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ในที่สุด
![]()
ตัณหาเป็นปฏิกริยาจิตตอบสนองต่อเวทนา มักอยู่ในรูปคิดปรุงแต่งหรือปปัญจสัญญาคือความคิดที่สลับซับซ้อนเจือด้วยกิเลสตัณหา เหตุที่อยู่ในรูปคิดนึกปรุงแต่งเพราะจักยังให้เกิดเวทนาอันเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหานั่นเอง, อุปาทานยิ่งใหญ่กว่า รุนแรง ยาวนาน มองเห็นได้ยากกว่าเพราะไปสัมผัสความพึงพอใจของตัวตน หรือความเป็นตัวกูของกูโดยตรง
![]()
สุขเวทนา อารมณ์สุขก่อให้เกิดความพึงพอใจ และอยากยึดไว้ ทําให้เกิดราคานุสัยความปรารถนาความอยากในทางโลกๆ
ทุกขเวทนา อารมณ์ทุกข์ก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจ และ ไม่อยากยึด พยายามผลักไสทําให้เกิด ปฏิฆานุสัย ขุ่นข้อง ขัดเคือง
อทุกขมสุข เกิดเฉยๆหรือ ไม่สุขไม่ทุกข์ ทําให้เกิดอวิชชานุสัย(ไม่รู้ตามความเป็นจริง) อันอาจกลายเป็นทุกข์ขึ้นได้ และมักจักไหลเลื่อนไปเป็นทุกข์ เพราะความที่รู้สึกไม่มีอะไร ดูไม่น่ามีโทษ จึงปล่อยกายปล่อยใจไปกับคิดนึกปรุงแต่งหรือตัณหาปรุงแต่ง หรือความคิดเรื่อยเปื่อยโดยไม่ระวังตัว หรือขาดสติจากความไม่รู้ว่ามันก่อโทษขึ้นได้
ในปฏิจจสมุปบาท จักแนะนําให้รู้เท่าทันที่เวทนา ถ้าไม่เห็นหรือไม่ทันให้สังเกตุจากสังขารขันธ์เช่นใจสั่น กายสั่น อันเป็นกายสังขารอันสังเกตุได้ง่าย และทางกายก็จะเห็นที่เวทนา เช่น เจ็บปวดต่างๆ พอรู้เท่าทันแล้วใช้ไม่ยึดมั่นในเวทนาคือไม่สนใจไม่ให้ค่า และเป็นกลางวางอุเบกขาโดยไม่ปรุงแต่งต่อไปในทางใดๆไม่ว่าดีหรือร้ายต่อความรู้สึกหรืออารมณ์ที่ผัสสะนั้น
![]()
นิพพาน - สุญญตา - ว่าง - ว่างจากทุกข์ - ว่างจากทุกข์อุปาทาน - ว่างจากกิเลส,ตัณหาแลอุปาทาน - ว่างจากจิตขุ่นมัว,ความอยาก,ไม่อยากแลความพึงพอใจ,ยินดียินร้าย
![]()
ความทุกข์ เกิดจากอุปาทาน หรือจิตที่มีความพึงพอใจ,ยินดียินร้ายเกิดร่วม และไม่สามารถตอบสนองความพึงพอใจนั้นได้ อุปาทานมีปัจจัยทําให้เกิดโดยตัณหา ตัณหามีปัจจัยทําให้เกิดโดยเวทนา เพราะไม่รู้เห็นเวทนาตามความเป็นจริงของสภาวะเวทนานั้น
![]()
อุปาทาน เป็นปัจจัยให้มีภพคือการตกลงใจในขณะจิตที่จะเลือกบทบาทหรือภาวะที่จะแสดงออกหรือกระทําหลังจากรับรู้ว่าอุปาทานได้รับการตอบสนองแบบใด ภพแบ่งเป็น
กามภพ คือการกระทําในทางโลกๆชนิดต่างๆเช่นภพของขุ่นเคือง ราคะ โกรธ หลง
หรือกามภพ เป็นการตัดสินใจแสดงหรือกระทําตามบทบาทหรือภาวะที่เลือกเช่นโทโสะก็ลงมือทําร้าย โลภก็ขโมย โมหะความหลงเพราะไม่รู้ตัดสินใจไม่ได้แน่นอนเพราะตัณหาแบบนั้นบ้าง แบบนี้บ้าง เช่นความรู้สึกในทางดีกับความรู้สึกในทางชั่ว ขณะไหนมีกําลังแรงกว่าก็ไปทางนั้น เป็นสุขก็เฉกเช่นเดียวกัน
รูปภพ หมายถึงสังขารขันธ์ที่เกิดในรูปฌาน เช่นภาวะต่างๆของสมาธิ และฌานเช่นปีติ สุข อันเกิดแต่ตัณหา
อรูปภพ หมายถึงสังขารขันธ์ที่เกิดในอรูปฌาน ภาวะต่างๆของอรูปฌาน อันเกิดแต่ตัณหา
สิ่งใดเกิดภพ สิ่งนั้นเป็นทุกข์
![]()
เวทนาเป็นขบวนการรับรู้ขั้นพื้นฐานของชีวิต เป็นการรับรู้สื่อสารระหว่างกาย,จิต,สิ่งแวดล้อมที่กระทบสัมผัสกัน อาจกล่าวได้ว่า รับรู้แล้วจําแนกโดยความจําได้หมายรู้(สัญญา)ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์และสัญชาติญาณเท่านั้น เป็นขบวนการที่ไม่เกี่ยวกับการปรุงแต่งใดๆ จึงควบคุมบังคับไม่ได้ จึงควรทําความรู้จักเวทนาให้กระจ่างในจิตแล้วจะหมดความยึดมั่นหรือยึดความพึงพอใจในเวทนา(ลดละอุปาทานในเวทนาคือหมดความยึดมั่นพึงพอใจในเวทนา)
หลังจากเข้าใจปฏิจจสมุปบาทดีขึ้นแล้ว ให้สังเกตุความยินดียินร้ายหรือความพึงพอใจที่เกิดในทุกกองธรรมของปฏิจจสมุปบาทหรือจะเรียกว่าอุปาทานที่นอนเนื่องและแอบแฝงอยู่(หมายอยู่ในอวิชชา)อุปาทานในวงจรปฏิจจสมุปบาทอาจจะเรียกว่าอุปาทานเฉพาะกิจหรือเฉพาะเรื่อง แต่ตัณหาและอุปาทานหลักที่นอนเนื่องก็คงมีอยู่เช่นกันในอาสวะและอวิชชา(ทําหน้าที่เหมือนสัญญูปาทานขันธ์คือความจําที่มีอุปาทานแฝงในอุปาทานขันธ์๕) คือจะมีรู้สึกยินดียินร้ายหรือพึงพอใจ,ไม่พึงพอใจอยู่ในกองธรรมทุกกอง แฝงมาโดยไม่รู้ไม่เห็น แต่ยังไม่ทํางานหรือหน้าที่ ต้องทําการโยนิโสมนสิการ จึงรู้, จึงจักเข้าใจ จักเห็นความยินดียินร้ายหรือความพึงพอใจเกิดขึ้นแต่แรก อุปาทานในอวิชชาหรือตัวอุปาทานหลักที่แฝงในตัวตนแสดงออกมาเป็นอุปาทานอย่างอ่อนๆทําให้เกิดสังขารคิดที่มีอุปาทานความยินดียินร้ายนั้นแฝงติดมาด้วย
วิญญาณความรับรู้ที่เกิดย่อมนําอุปาทานความยินดียินร้ายนั้นติดมาด้วย
นามรูปที่เกิดขึ้นย่อมมีอุปาทานความยินดียินร้ายเกิดขึ้นคือทํางานพร้อมด้วย
สฬายตนะที่เป็นส่วนหนึ่งของนามรูปย่อมมีอุปาทานนั้นร่วมด้วย
ผัสสะที่เกิดขึ้นย่อมแฝงอุปาทานความยินดียินร้ายมาด้วยที่บางทีเรียกว่า อวิชชา-ผัสสะ
เวทนาที่เกิดขึ้นย่อมมีอุปาทานความยินดียินร้ายเกิดขึ้นแอบแฝงตั้งแต่ต้น ถ้าเราไปยินดียินร้ายพึงพอ
ใจใดๆในเวทนานั้นซํ้าเข้าไปอีก ก็เป็นการกระตุ้นให้เกิดตัณหาและ
อุปาทานเฉพาะในเรื่องนั้นขึ้นมาเข้าวงจรปฏิจจ.ในส่วนที่ทําให้เป็นทุกข์เต็มรูปแบบหรือ
อุปาทานขันธ์๕ ไม่เป็นในรูปแอบแฝงซึ่งเนื่องมาจากอวิชชาอีกต่อไป กล่าวคือเมื่อมีตัณหาเกิดอีก
อุปาทานก็จักทํางานตามหน้าที่อย่างเต็มที่ ก็เป็นทุกข์อุปาทานอีกทันที
วิญญาณ และ สัญญาทั่วไปเป็น "ปริญเญยธรรม" ควรกําหนดรู้ ทําความรู้จักเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ที่ จะต้องทําอะไรต่อมันอีก เพราะมันก็ทําหน้าที่ของมันอยู่อย่างนั้นตามสภาวะธรรมของมัน
สัญญาเจือกิเลส หรือปปัญจสัญญา เป็น "ปหาตัพพธรรม" คือเป็นสิ่งที่ควรละหรือกําจัดทิ้ง
สัญญาที่ส่งเสริมพัฒนาความรู้หรือกุศลธรรมเป็น "ภาเวตัพพธรรม "คือสิ่งที่ควรเจริญ ควรทําให้เกิดให้มี และให้เพิ่มพูนจนใช้ประโยชน์ให้บริบูรณ์ เช่นสติและปัญญา
ปัญญาเป็นสัญญาเช่นกันแต่เป็น "ภาเวตัพพธรรม "เช่นกัน ควรอบรมให้เกิดให้มีและเจริญยิ่งจนทําลายโมหะหรืออวิชชาจนหมดสิ้น
สติและปัญญา เป็นสัญญาแต่ก็ทําหน้าที่เป็นสังขารขันธ์ ตามที่เคยกล่าวมาแล้ว
![]()
ตันหา๑๐๘ ที่กล่าวๆกันว่าตัณหามีร้อยแปดอย่างนั้นมาจาก
ตัณหาอันมี ๓ กามตัณหา, ภวตัณหา, วิภวตัณหา = ๓
ตัณหาอันมี ๖ ใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ = ๓ * ๖ อย่าง จึงรวมได้๑๘
ตัณหาอันมี ๖ ใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ = ๓*๖ อย่าง จึงรวมได้อีก๑๘
รวมเป็น ๑๘+๑๘ = ๓๖ * กาลทั้ง๓ คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต = ๑๐๘ อย่าง
ดังนั้นตัณหามี๑๐๘อย่างมากมายเหลือเกิน ผู้เขียนจึงสรุปออกมาเป็นอยากและไม่อยาก
![]()
ข้อควรระวัง "ตัณหาซ้อนตัณหา "ในหมู่นักปฏิบัติ คือการสร้างตัณหาในทางธรรมหรือตัณหาในการปฏิบัติ หรือกุศลตัณหา ขึ้นซ้อนตัณหาทั่วๆไปหรือตัณหาในทางโลกๆ คือสร้างตัณหาความไม่อยาก ขึ้นซ้อน ตัณหาความอยาก ซึ่งก็เป็นตัณหาทั้งสิ้น ตัณหาดีก็ไม่เอา ตัณหาชั่วก็ไม่เอา ล้วนก่อทุกข์ทั้งสิ้น แต่ถ้าจักต้องกระทําตัณหาฝ่ายดีคือกุศลจิต หรือกุศลตัณหา เพื่อเกื้อกูล ก็จักต้องมีสติรู้เท่าทันจริงๆ มิเช่นนั้นก็จักกลายเป็นทุกข์เช่นกัน
![]()
ความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะ อาฆาต หดหู่ ฟุ้งซ่าน เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสังขารขันธ์ชนิดจิตสังขารหรือมโนสังขาร อันก่อเป็นทุกข์อุปาทานเมื่อเกิดขึ้นแล้วให้มีสติรู้แล้วละทันที ให้มีสติรู้ในสังขารขันธ์นั้นหรือ จิตเห็นจิต คือจิตหรือสติเห็นความโลภ โกรธ หลงแต่ต้องละเหตุโดยเด็ดขาดอันคือกิเลสหรือตัณหาอันมักมากับความคิดปรุงแต่งต่างๆนาๆอันยังให้เกิดเวทนาอันนี้ต้องละอย่างเด็ดขาด ให้มีสติรู้อยู่แต่จิต(สังขาร) ที่มีโลภ โกรธ หลง หดหู่ ฟุ้งซ่าน ฯลฯ. ว่าเกิด ว่ามี เห็นการเกิด การดับซึ่งเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติ ไม่ใช่ไม่ดี แต่ถ้าปรุงแต่งเหตุอีกจักหยุดไม่ได้ จะไหลเลื่อนไปในขบวนการเกิดทุกข์หรือเกิดตัณหาซ้อนตัณหา
![]()
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
เป็นสัจจธรรมที่เที่ยงแท้อยู่เยี่ยงนั้นเอง แต่ในปัจจุบันมีผู้ไม่เห็นเป็นไปเช่นนี้ จึงได้ยินทุภาษิตเป็นไปดังนี้อย่างแพร่หลายคือ ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดีมีถมไป เป็นเพราะความไม่เข้าใจธรรมหรือเกิดความน้อยเนื้อตํ่าใจ จึงมองเห็นแต่สภาวะความเป็นไปตามความเห็นเข้าใจของตน เช่น เห็นคนทำชั่วแล้วรํ่ารวยมีอำนาจเป็นต้น แต่ตามความเป็นจริงนั้นการทำดีนั้นยังย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ไม่สามารถแปรผันเป็นอื่นได้เลย กล่าวคือ ย่อมเป็นไปตามผลกรรม(ผลของการกระทำ)นั่นเอง อุปมาดั่ง ปลูกข้าวย่อมได้ข้าว จะได้องุ่น เผือก มัน ย่อมเป็นไปไม่ได้ฉันใด ก็ฉันนั้น เพียงแต่ไม่เห็นตามความเป็นจริงว่า เมื่อปลูกข้าวแล้วย่อมได้ข้าวแต่ไปอยากไปยึดให้มันรวยขายได้ราคาดี ตามความเป็นจริงแล้วเป็นคนละเหตุปัจจัยกัน ย่อมไม่สามารถเนื่องสัมพันธ์กันได้ แต่ด้วยความไม่รู้จึงไม่เห็นตามความเป็นจริง จึงคิดไปยึดเป็นไปดังนั้นเอง กล่าวคือ ไปมองเห็นหรือเข้าใจว่าทำดีแล้วไม่รวย หรือทำไมทำดีแล้วยังมีเหตุแห่งทุกข์มากระทบอีก หรือคนทำชั่วทำไมถึงรวย คือไปมองในมุมมองที่ผิดไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลกัน มองตามความเห็นความเข้าใจของตนจึงเอาไปคิดว่าเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันด้วยความไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง และเพราะว่าวิบากกรรม(ผลที่ได้รับจากการกระทำ)เป็นอจินไตย ไม่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงให้เป็นสูตรตายตัวได้เท่านั้นเอง ผลกรรมนั้นจึงเพียงไปแสดงออกในรูปอื่นโดยไม่รู้เท่านั้นเอง ดังนั้นจึงอย่าท้อแท้ด้วยมิจฉาทิฏฐิ เพราะว่าทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว นั้นเป็นสภาวะธรรมอันเที่ยงแท้แน่นอนเป็นที่สุด และเกิดขึ้นแก่จิต ณ ขณะนั้นโดยทันทีด้วยเช่นกัน
![]()
ความไม่เที่ยง มีความเที่ยงเป็นธรรมดา
มิได้มีความขัดแย้งในธรรมกันแต่ประการใด ความไม่เที่ยง มีความหมายถึง สังขารสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวงมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดาตามกฎพระไตรลักษณ์ ส่วนความเที่ยงนั้นหมายถึงอสังขตธรรมหรือสภาวะธรรม หมายถึง เป็นไปตามธรรมชาติ หรือมันต้องเป็นไปเช่นนี้เอง(ตถาตา) หรือเที่ยงแท้แน่นอน
ดังเช่นความตาย เมื่อกล่าวถึงความตายอันเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาตินั้น ย่อมมีความเที่ยงและคงทนอยู่อย่างนี้ในผู้มีชีวิตเป็นธรรมดา แต่เมื่อพูดถึงสังขารชีวิตที่เกิดมาแล้วย่อมมีความไม่เที่ยง ไม่สามารถคงทนอยู่ได้ ไม่รู้ว่าจะตายแต่เมื่อไร
![]()
สังขาร
สังขาร คือ สิ่งปรุงแต่ง หรือสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น กล่าวคือ สิ่งอันเกิดขึ้นจากการที่มีเหตุต่างๆ มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นมา จึงครอบคลุมแทบทุกสรรพสิ่ง ยกเว้นแต่เพียงอสังขตธรรมเท่านั้น, เมื่อโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย จักพึงเห็นได้ว่า มิได้เกิดแต่เหตุหรือสิ่งๆเดียว แต่มีเหตุหรือสิ่งต่างๆมากกว่าหนึ่งขึ้นไปมาประชุมปรุงแต่งกัน จึงมิใช่สิ่งๆเดียวกันโดยแท้จริง แต่มีสิ่งหรือเหตุต่างๆมาประชุมหรือมาประกอบกันขึ้น และด้วยเหตุนี้เอง ว่ามิใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง จึงมีความไม่เสถียร เพราะย่อมมีแรงบีบเค้นหรือแรงผลักดันระหว่างกันอันเป็นไปโดยธรรมหรือธรรมชาติ เพื่อคืนสู่สภาวะธรรมหรือธรรมชาติเดิมๆก่อนการปรุงแต่งกันนั่นเอง จึงเกิดอาการแปรปรวน ทรงตัวอยู่ไม่ได้ขึ้น คือจึงไม่เที่ยงเป็นธรรมดา(อนิจจัง) จึงไม่สามารถควบคุมบังคับให้คงที่คงทนได้อย่างถาวรตลอดไป เมื่อไม่เที่ยงแปรปรวนไปเป็นธรรมดาอยู่เยี่ยงนั้นตลอดเวลา จนย่อมถึงที่สุดแห่งการแปรปรวนเสื่อมถอย จนมาถึงสภาพสุดท้ายของการแปรปรวนที่ต้องดับไปเป็นธรรมดา(ทุกขัง) ซึ่งจักก่อให้เป็นทุกข์แก่ผู้ที่อยากด้วยตัณหา หรือไปยึดมั่นไว้ด้วยอุปาทาน เพราะความที่ต้องแปรปรวนและต้องดับไปเป็นที่สุดเป็นธรรมดา และต่างล้วนเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวใช่ตน,ไม่มีตัวตน ที่เป็นแก่นแกนหรือแก่นสาระอย่างแท้จริง เพราะความที่ล้วนเกิดจากการประชุมปรุงแต่งกันของสิ่งต่างๆที่มิใช่สิ่งเดียวกัน จึงไม่สามารถคงสภาพตัวตนนั้นๆไว้ได้อย่างถาวรเที่ยงแท้ เพราะเมื่อเหตุต่างๆอันมาประชุมปรุงแต่งกันนั้นมีอาการแปรปรวนและเสื่อมถอยจนดับไปด้วยเหตุอันใดก็ดี สิ่งนั้นๆหรือตัวตนนั้นๆจึงย่อมดับไปไ ม่มีความเป็นตัวตนหรือสิ่งนั้นๆอยู่อีกต่อไป จึงกล่าวว่า ไม่มีแก่นแกนหรือแก่นสาระ อย่างแท้จริง ตัวตนหรือสังขารนั้นๆ จึงอิงหรือขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ที่มาประชุมปรุงแต่งกันนั่นเอง จึงไม่ได้ขึ้นกับตัวตนหรือเป็นของตัวตนแต่อย่างใด
![]()
ข้อน่าสังเกตุเวลาพิจารณาธรรมเรื่องสังขารหรือธรรมในพระไตรลักษณะ สังขารเท่านั้นที่อยู่ภายใต้กฏพระไตรลักษณ์ทั้ง๓ ที่ไม่เที่ยง(อนิจจัง) ทนอยู่ไม่ได้เป็นทุกข์(ทุกขัง) และอนัตตา, ส่วนธรรม,สภาวะธรรมหรือธรรมชาตินั้น อยู่ภายใต้กฏพระไตรลักษณ์เพียงข้อเดียว คือ อนัตตา คือไม่มีตัวตนเป็นแก่นแกนอย่างแท้จริง แต่ธรรมหรือธรรมชาติทั้งหลายนั้นเที่ยง จึงคงทนอยู่เยี่ยงนั้นเอง
![]()
โดยทั่วไปแล้วถ้าเราไปหาหมอเพื่อขอคำแนะปรึกษาว่า ควรรับประทานอาหารอะไร หมอทุกๆคนย่อมแนะนำโดยหลักพื้นฐานทั่วไป คือให้รับประทานอาหารครบทุกหมู่อย่างแน่นอน แต่ควรมีความเข้าใจด้วยว่าคำแนะนำนั้น ย่อมหมายถึงคนโดยปกติทั่วๆไป ย่อมมิได้หมายครอบคลุมถึงผู้ป่วยบางโรค ที่อาจต้องยกเว้นอาหารบางหมู่บางชนิดลง เพื่อประกอบการรักษา ในกรณีเดียวกันกับการปฏิบัติ โดยทั่วไปก็มักไปกราบไหว้หลวงปู่หลวงพ่อครูบาอาจารย์ ตลอดจนศึกษาจากการอ่านตามสื่อต่างๆ เพื่อขอคำแนะแนวในการปฏิบัติ ทุกท่านทุกองค์ย่อมแนะให้เจริญในศีล สมาธิ และปัญญา อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฏิบัติ แต่การปฏิบัติสมถสมาธิและการบริกรรมแม้เป็นสิ่งที่ดีที่สมควรปฏิบัติแก่นักปฏิบัติโดยทั่วไป แต่ในนักปฏิบัติบางท่าน เช่น มีอาการทางจิต หรือติดสุขหรือองค์ฌานต่างๆนั้น ก็ต้องละเว้นเป็นการชั่วคราวเช่นเดียวกันกับผู้ป่วยที่พึงต้องละเว้นอาหารบางชนิดเป็นธรรมดา จนกว่าจะแก้ไขอาการต่างๆให้ดีขึ้น จึงพึงควรเจริญปัญญาแต่ฝ่ายเดียวไปก่อน.....
![]()
พระไตรลักษณ์
เพราะไม่เที่ยง เมื่อไม่เป็นไปตามปรารถนา จึงเป็นทุกข์
เพราะคงทนอยู่ไม่ได้ เมื่อไม่เป็นไปตามปรารถนา จึงเป็นทุกข์
เพราะไม่มีตัวตนเป็นแก่นแกนแท้จริง เกิดแต่เหตุปัจจัย จึงควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้ จึงเป็นทุกข์
ทั้งไม่เที่ยง ทั้งคงทนอยู่ไม่ได้ ทั้งไม่มีแก่นแกนถาวรอย่างแท้จริง ดังนั้นถ้าไปอยากหรือไปยึดว่าเป็นของตัวของตน ย่อมเกิดอุปาทานทุกข์อันเผาลนเร่าร้อนอย่างแน่นอน
![]()
ปฏิจฺจสมุปฺบาท
ปฏิจฺจสมุปฺบาท เป็นกระบวนธรรมทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงสุดทางนามธรรม(จิต) ที่โลกนี้จักพึงบังเกิด, พึงมี ควรศึกษาใคร่ครวญให้ละเอียดลึกซึ้ง เพราะเป็นวิทยาศาสตร์ขั้นสูงสุดแต่พึงพิสูจน์ได้ด้วยตนเองเท่านั้น สมดังคํากล่าว
ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ
(ธรรมอันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน)
![]()
คติธรรม
|
จิตมีตัณหาปรุงแต่งเวทนาเป็นเหตุ |
|
|
ผลของจิตมีตัณหาปรุงแต่งเวทนา |
|
|
สติเห็นกาย,เวทนา,จิตสังขารหรือธรรม |
|
|
ผลของสติเห็นกาย,เวทนา,จิต,ธรรม |