กลับไปสารบัญ                

 รู้จัก"ทุกข์"  ไม่ใช่เพื่อให้เป็นทุกข์  แต่เพื่อใช้ประโยชน์ไปในการดับทุกข์

เป็นไปดังพุทธดำรัสที่ว่า

เราตถาคต บัญญัติขึ้นสอนแต่เรื่องทุกข์ และการดับไปของทุกข์เท่านั้น

เหตุเพราะ

        ความทุกข์ทั้งหลาย เป็นทุกข์โดยธรรมชาติจึงยิ่งใหญ่มีอำนาจ จึงไม่มีผู้ใดสามารถหลบเลี่ยงหนีหายจากมันได้ตลอด ตราบเท่าที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่    โยนิโสมนสิการดูจากความทุกข์ดังต่อไปนี้ว่าสามารถหลีกเลี่ยงหนีพ้นได้ตลอดไปได้ดังใจหมายไหม? ดังความทุกข์จากการต้อง เกิด๑, การแก่๑, การเจ็บ,ป่วย,ไข้๑, การตาย๑, การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก๑, การประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบ๑, การปรารถนาในสิ่งใดแล้วไม่ได้ในสิ่งนั้น๑ ในทุกข์ทั้ง ๗ หรือทุกขอริยสัจนี้  ซึ่งเมื่อทุกข์เหล่านี้โคจรมาตามกาลของมันโดยธรรม(ธรรมชาติ) ก็ย่อมไม่มีผู้ใดหลบเลี่ยงหนีหายหรือไปควบคุมบังคับมันได้,  แต่ผู้ถึงซึ่งธรรมของพระองค์แม้ต้องประสบในปัญหาสิ่งเหล่านี้เช่นกัน ดังที่กล่าวข้างต้นแล้วว่าไม่มีผู้ใดหลีกพ้นได้ เหมือนกันทุกรูปทุกนาม  แต่สิ่งที่ต่างจากปุถุชนคือ ท่านเหล่านี้จะไม่เป็นทุกข์อันประกอบด้วยความเร่าร้อนเผาลน และยาวนานแสนนาน ด้วยวนเวียนเกิดดับๆๆ..อันเนื่องจากทุกข์เหล่านั้นประกอบด้วยอุปาทานความยึดมั่นความถือมั่นด้วยกิเลส จึงวนเวียนเป็นวงจรของทุกข์(ปฏิจจสมุปบาท)อยู่เนืองๆ  กล่าวคือท่านเกิดแต่ทุกข์โดยธรรมชาติ เช่น ทุกขเวทนาที่ย่อมเกิดจากการต้องรับรู้รสในการผัสสะกับสิ่งต่างๆคืออารมณ์ต่างๆ เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดาของการดำรงชีวิตเพราะประสาทสัมผัสยังมีอยู่เพื่อสื่อสารกับโลก  และแม้เกิดสังขารขันธ์ทุกข์ต่างๆแล้วเช่นโทสะ ทุกข์ใจ ฯลฯ ที่แม้เกิดขึ้นเป็นทุกข์ก็จริงอยู่ แต่ท่านเหล่านั้นไม่เอาคืออุเบกขาสัมโพชฌงค์เสีย  ท่านผู้ปฏิบัติดีเหล่านั้นย่อมขาดเสียซึ่งความเร่าร้อนจนเผาลนกระวนกระวายใจ และอีกทั้งไม่ยาวนานเพราะไม่วนเวียนเป็นวงจรของทุกข์ปฏิจจสมุปบาท ด้วยปัญญาพละที่รู้ดียิ่งในเหตุและผล  จึงไม่เหมือนดังทุกข์ที่ประกอบด้วยอุปาทานในปุถุชน  แล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว กลับอยู่ได้อย่างสุข สงบ สบายในที่สุด

 

ความจริง ทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด   ทุกข์ย่อมตั้งอยู่  และเสื่อมสิ้นไป

นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด   นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ ฯ

( วชิราสูตร )

ขยายความได้ดังนี้

   ความจริงขั้นปรมัตถ์ "สังขารทั้งปวง"อันย่อมเป็นทุกข์ในที่สุดเท่านั้นที่เกิดขึ้น   "สังขารทั้งปวง"อันย่อมเป็นทุกข์ในที่สุดย่อมตั้งอยู่ และเสื่อมดับไป

นอกจาก"สังขารทั้งปวง"อันย่อมเป็นทุกข์ในที่สุด ไม่มีอะไรเกิด   นอกจาก"สังขารทั้งปวง"อันย่อมเป็นทุกข์ในที่สุด ไม่มีอะไรดับ

เหตุเพราะ

สิ่งใดที่มีการเกิดการดับ ล้วนเกิดจากการปรุงแต่งของเหตุปัจจัย ล้วนเป็นสังขารทั้งสิ้นนั่นเอง

จึงย่อมไม่เที่ยง  จึงคงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้  จึงเป็นที่ตั้งของทุกข์ในที่สุด

เป็นไปตามทุกขลักษณะ(ลักษณะที่แสดงว่าเป็นทุกข์)

เพราะย่อมยังให้เป็นทุกข์เพราะความแปรปรวนและคงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้ ด้วยเหตุดังกล่าวในที่สุดนั่นเอง

ท่านให้รู้ในสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เพื่อให้เป็นทุกข์ แต่เพื่อใช้ดับทุกข์ อันเป็นสุข สงบยิ่ง

เพื่อไม่ให้ไปอยากด้วยตัณหาเพราะความไม่รู้

จนเกิดอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นด้วยกิเลสตน จนเป็นทุกข์เร่าร้อนเผาลน

 

    "จิต"อุปมาดั่ง"เงา" กล่าวคือ จิตไม่มีตัวตนเหมือนดั่งเงา และเกิดแต่เหตุปัจจัยเหมือนดั่ง"เงา"   "เงา"นั้นก็ไม่มีในแสง  "เงา"นั้นก็ไม่มีในวัตถุทึบที่กั้นบังแสง  "เงา"นั้นก็ไม่มีในพื้นที่ตกกระทบของแสง  แต่เมื่อเหตุทั้ง ๓ ดังกล่าวมาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกัน  จึงเกิดสิ่งที่เรียกกันโดยโลกสมมติว่า "เงา" ขึ้น   สังขารทั้งปวงก็เฉกเช่นกัน

 

ความทุกข์

       ทั้งๆที่ความจริงแล้ว  ทุกข์นั้นเกิดแล้วดับๆ....ชั่วขณหนึ่งๆ แต่สามารถดำเนินต่อเนื่องหมุนหนุนเนื่องเป็นวงจรของทุกข์ได้อย่างยาวนาน  ก็ด้วยธรรมารมณ์คือความคิดนึกที่ปรุงแต่งต่อเนื่องเรื่อยๆไป ที่เกิดขึ้นทั้งโดยไม่รู้ตัว หรือรู้ตัวแต่หยุดไม่ได้ก็ดีนั่นเอง  จนมีความรู้สึกราวกับว่า"ความทุกข์นั้นๆ"เกิดจากการกระทบผัสสะเพียงครั้งเดียว แล้วคงทนวนเวียนอยู่ได้อย่างแสนยาวนาน  แต่แท้จริงแล้วทุกข์เหมือนดังหลอดไฟที่กระพริบเกิดดับๆ..ตามความถี่ของกระแสไฟสลับ แม้มีการกระพริบอยู่ เพียงแต่ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าความสามารถของตามนุษย์เราจะจับภาพได้ (ส่วนทุกข์ต้องใช้ปัญญาจับจึงเท่าทันได้)  จึงแลดูเหมือนหลอดไฟสว่างโร่ต่อเนื่อง ราวกับว่าเป็นแสงต่อเนื่องชิ้นเดียวกัน ไม่มีการกระพริบแบบเกิดดับๆ..ของแสง  ทั้งๆที่ความจริงแล้ว มีการกระพริบแบบเกิดดับ..เกิดดับๆ...เยี่ยงนี้ อยู่ตลอดเวลาตามความถี่ของกระแสสลับ ซึ่งเป็นที่เรียนรู้กันในวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบัน  พระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นการเกิดดับ(อนิจจัง)หรือกระพริบนี้ในนามธรรมอีกด้วย คือความทุกข์เช่นกัน คือความทุกข์ใจก็เป็นเฉกเช่นกัน เมื่อเกิดขึ้นแล้วแทนที่จะเสื่อมดับไปเป็นธรรมดาในชั่วขณะๆหนึ่ง แต่ไปเกิดการกระพริบแบบเกิดดับๆ..อยู่ตลอดเวลา ด้วยความคิดปรุงแต่งต่างๆที่เกิดสืบเนื่อง โดยไม่รู้ตัว หรือรู้ตัวแต่หยุดไม่ได้ก็ดีนั่นเอง  จนเรารู้สึกราวกับว่าเกิด"ทุกข์ที่เกิดจากการผัสสะต่างๆ"หรือจาก"การผัสสะของความคิด"ครั้งเดียวเท่านั้น แล้วเกิดขึ้นแล้วอยู่สืบเนื่องยาวนานอย่างต่อเนื่อง  แต่แท้จริงแล้วเราคิดนึกปรุงแต่งต่างๆวนเวียนอยู่โดยไม่รู้ตัว ถ้าเราหยุดเหตุคือการ"คิดปรุงแต่ง"นั้นเสียด้วยกำลังของปัญญาที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งจนเกิดปัญญาพละ ว่าเมื่อคิดนึกปรุงแต่งอีก ย่อมเกิดการผัสสะอีก ย่อมยังให้เกิดทุกขเวทนาและสังขารขันธ์ทุกข์ขึ้นอีกตามมา  ดังนั้นเมื่อหยุดการคิดนึกปรุงแต่งลงไปได้ การเกิดดับๆ..หรือการกระพริบก็จะเสื่อมดับไป  หรือด้วยการ"อุเบกขาสัมโพชฌงค์"เสียนั่นเอง แล้วทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้วนั้นก็ย่อมเสื่อมดับไปด้วยธรรมนิยามหรือพระไตรลัษณ์ ไม่เป็นอื่นไปได้

 รูป หรือ ธรรมารมณ์ + ใจ + มโนวิญญูาณขันธ์  anired06_next.gif เวทนาขันธ์

                            ขันธ์ทั้ง ๕                                     

สังขารขันธ์                                                สัญญาขันธ์

วงจรแสดงขันธ์ทั้ง๕

รูปูปาทานขันธ์ + ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์  anired06_next.gif เวทนูปาทานขันธ์

                           อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕                             

สังขารูปาทานขันธ์ เช่นคิดที่เป็นทุกข์          สัญญูปาทานขันธ์

วงจรอุปาทานขันธ์ทั้ง๕ที่ล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทาน

วนเวียนเป็นวงจรดั่งนี้  จึงอุปมาดั่งปาหินใส่น้ำไม่หยุดหย่อน  ผิวน้ำ(จิตอันเป็นทุกข์)ย่อมกระเพื่อมหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลา

 

ดังนั้นถ้าดับธรรมารมณ์ คือการหยุดคิดนึกปรุงแต่งในเรื่องนั้นๆเสีย ก็คือ"อวิชชา"ดับ ย่อมทำให้

  ด้วยการอุเบกขาเสีย                                                                                           ผัสสะย่อมไม่มี

ธรรมารมณ์ดับ  มโนย่อมไม่เกิด(ทำงานในเรื่องนั้น)  มโนวิญญาณในเรื่องนั้นไม่เกิด anired06_next.gif สัญญาจําดับ  เวทนาดับ  สัญญาหมายรู้ดับ  สังขารขันธ์ทุกข์ย่อมดับไป   

 

ธรรมารมณ์ข้างต้น ทำหน้าที่เป็นเหตุ จึงสามารถดับได้  ไม่ใช่ขันธ์อันทำหน้าที่อิสระ ซึ่งควบคุมบังคับไม่ได้

แต่ต้องใช้ปัญญาพละจึงมีกำลังหยุดเขาได้

เมื่อรู้แล้ว จงหยุดความคิดฟุ้งซ่านออกไปปรุงแต่งเสีย หรืออุเบกขา

 

ข้อคิดแนวทางปฏิบัติ

หลักปฏิบัติ สมถสมาธิ(สมถกรรมฐาน) (ทำสมาธิ)

- ให้หยุดคิดหยุดนึกทั้งปวง  มีแต่สติหรือจิตแน่วแน่อยู่แต่ในอารมณ์

หลักปฏิบัติ วิปัสสนา(วิปัสสนากรรมฐาน) (ทำวิปัสสนาคือการเจริญปัญญา)

- ให้หยุดแต่การคิดนึกปรุงแต่ง  มีแต่สติหรือจิตอยู่กับการคิดพิจารณา(ใช้ปัญญา)ในเหล่าธรรมอันเป็นกุศล

หลักปฎิบัติ สมถวิปัสสนา (สมาธิ + วิปัสสนา)

- เมื่อปฏิบัติสมถสมาธิ(สมถกรรมฐาน) เมื่อจิตสงบระงับดำริพล่านเป็นกำลัง แล้วเจริญวิปัสสนา(วิปัสสนากรรมฐาน)

 

มีสติระลึกรู้เท่าทัน  พร้อมด้วยสมาธิชนิดจิตตั้งมั่น จึงย่อมสงบระงับความดำริพล่าน ไม่ส่งส่ายออกไปปรุงแต่ง   จึงทำให้มีกำลังในการสังเกตุเห็นเวทนาหรือจิต(เวทนานุปัสสนาและจิตตานุปัสสนา)ที่เกิดขึ้นในขณะสงบได้แจ่มแจ้งขึ้น  พรั่งพร้อมด้วยการเจริญวิปัสสนา จึงยังให้เกิดปัญญาพละจากสัมมาญาณ อันเป็นเพื่อการพ้นไปจากทุกข์คือสัมมาวิมุตติ

 

มิจฉาสมาธิ  ย่อมบังเกิดแก่ผู้มีมิจฉาสติ

สัมมาสมาธิ  ย่อมบังเกิดแก่ผู้มีสัมมาสติ

มิจฺฉาสติสฺส  มิจฺฉาสมาธิ ปโหติ

สมฺมาสติสฺส  สมฺมาสมาธิ  ปโหติ

สัมมาสติ ได้แก่การมีสติเห็นในกาย เวทนา จิต หรือธรรม  เห็นที่มีความหมายว่าระลึกรู้เท่าทันตามความเป็นจริง,   ส่วนมิจฉาสติ ได้แก่อาการที่มีสติระลึกเท่าทันถึงการหรือสิ่งอันจะยั่วให้เกิดราคะ โทสะ โมหะ ฯ.ตลอดจนความติดเพลินไปในความสงบหรือความสุขหรือความสบายจากสมาธิหรือฌาน จึงจดจ่อเสพรสอยู่ภายในกายหรือใจของตน ที่เรียกว่าจิตส่งใน ซึ่งก็คือมิจฉาสติอย่างหนึ่ง ที่คอยส่งเข้าเสพรสในภายในกายหรือจิตตน

 

เวทนาเป็นเหตุปัจจัย จึงมีตัณหา

เวทนาเป็นเหตุ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาอันเร่าร้อนทะยานอยากขึ้น อันเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท   แต่ในการปฏิบัติไม่ใช่ดับเวทนาจึงดับตัณหาได้ง่ายๆเช่่นนั้น   เหตุเพราะเวทนาเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิต เป็นขันธ์(กอง)อย่างหนึ่ง ที่จำเป็นที่ต้องมีอยู่อย่างนั้นเองในการดำรงขันธ์หรือชีวิต  ไม่มีเสียไม่ได้เลย และเกิดทุกครั้งทุกทีที่มีการผัสสะ   จึงต้องใช้วิธีสติรู้เท่าทัน, ทั้งรู้เข้าใจจึงมีปัญญาพละในเวทนา ไม่ยึดมั่น จึงไม่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้น จึงถูกต้อง  การปฏิบัติจึงไม่ใช่โดยวิธีหาทางดับเวทนาด้วยการจะไม่ให้ทุกขเวทนาเกิดขึ้น หรือกดข่มเวทนาไว้เสีย ด้วยเข้าใจผิด

 

ราคะ โทสะ โมหะ ฯ

ราคะ โทสะ โมหะ ฯ ไม่มีตัวตน เป็นเจตสิก เป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่ง คือ อาการของจิต ที่ไปปรุงแต่งจิตให้เกิดสัญเจตนาคือคิดอ่านให้กระทำสิ่งต่างๆ(กรรม) ได้ทั้งทางดีชั่ว และกลางๆทั่วๆไปในการดำเนินชีวิต ได้ทั้งทางกาย วาจา และทางใจเช่นธรรมารมร์หรือความคิด  กล่าวคือเกิดเจตนาความคิดอ่านที่แฝงกิเลสมากับสังขารขันธ์เหล่านั้นๆ เช่น ในความคิดต่างๆ  จึงเกิดการกระทำต่างๆขึ้น กายกรรมการกระทำทางกายต่างๆ  หรือวจีกรรมคือการกระทำทางวาจาต่างๆ และมโนกรรมคือความคิดหรือธรรมารมณ์ต่างๆ  กล่าวคือเจตนาต้องมีที่เกิด หรือเหตุอันคือสังขารขันธ์ จึงเกิดขึ้นมาและไปครอบงำการกระทำต่างๆให้เป็นไปตามเจตนาความคิดอ่าน

 

เมื่อใดที่สมาธิหรือฌานดำเนินไปดังนี้

อาสวะกิเลส+อวิชชา   จึงเป็นปัจจัย  ให้เกิด  สังขาร อันย่อมเป็นสังขารกิเลส เพราะร่วมด้วยอาสวะ ดังเช่น ฌานสมาธิที่คือสังขารที่ปรุงขึ้น แม้โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ดี  ด้วยความติดใจเพลินในรส จึงมักร่วมด้วยอาการจิตส่งใน    จึงเป็นปัจจัย  ให้เกิด  วิญญาณ   จึงเป็นปัจจัย  ให้เกิด  นาม-รูป   จึงเป็นปัจจัย  ให้เกิด  สฬายตนะ   จึงเป็นปัจจัย  ให้เกิด  ผัสสะ   จึงเป็นปัจจัย  ให้เกิด  เวทนาเป็นสุขเวทนาจากอำนาจของสมาธิและฌาน คือความสงบ ความสุข ความสบายต่างๆ   จึงเป็นปัจจัย  ให้เกิด  นันทิเกิดการติดเพลินขึ้นอันคือตัณหา   จึงเป็นปัจจัย  ให้เกิด  อุปาทาน ยึดเอาไว้ให้คงอยู่   จึงเป็นปัจจัย  ให้เกิด  ภพ คือรูปภพหรืออรูปภพตามที่สังขารขึ้นโดยไม่รู้ตัว   จึงเป็นปัจจัย  ให้เกิด  ชาติ การเกิดของทุกข์   จึงเป็นปัจจัย  ให้เกิด  ชรา จึงวนเวียนกระทำการต่างๆ แต่ย่อมล้วนแฝงหรือประกอบด้วยอำนาจของฌานสมาธิด้วยโดยไม่รู้ตัว  จนมรณะคือดับไป และโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส......แล้วก็วนเวียนเกิดวงจรของทุกข์ปฏิจจสมุปบาทขึ้นใหม่ได้อีกเสมอๆ......

ย่อมไม่ใช่สัมมาสมาธิในองค์มรรคอีกต่อไปแล้ว  แต่หมายถึงติดสุข ในมิจฉาสมาธิหรือมิจฉาฌานเสียแล้ว

กล่าวคือกำลังดำเนินไปตามวงจรของทุกข์ ปฏิจจสมุปบาท เป็นที่สุด

 

สุขเวทนา  เป็นสุขเพราะตั้งอยู่  เป็นทุกข์เพราะแปรไป

ทุกขเวทนา  เป็นทุกข์เพราะตั้งอยู่  เป็นสุขเพราะแปรไป

อทุกขมสุขเวทนา  เป็นสุขเพราะรู้ชอบ  เป็นทุกข์เพราะรู้ผิด.

(จูฬเวทัลลสูตร)

 

สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง   สังขารทั้งปวงจึงทนอยู่ไม่ได้ต้องดับไป   สังขารทั้งปวงล้วนอนัตตา  ไม่ใช่ตัวใช่ตน, ไม่มีตัวตน ของตนจริง

อสังขตธรรมทั้งปวงล้วนเที่ยง   อสังขตธรรมทั้งปวงจึงล้วนอกาลิโกคือคงทนต่อทุกกาล   อสังขตธรรมทั้งปวงล้วนอนัตตา ไม่มีตัวตนเฉกเช่นสังขาร

(ถ้ายังวิจิกิจฉาสงสัยในคำกล่าวนี้  ขอให้โยนิโสมนสิการโดยแยบคายในบท พระไตรลักษณ์ )

 

คิดหรือธรรมารมณ์(อันเป็นเหตุ)   ผุดหรือเจตนาขึ้นมา กระทบกับ ใจ   เป็นปัจจัยให้เกิด   มโนวิญญาณ    การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น เรียกว่า  ผัสสะ   ย่อมเกิดความจำได้หมายรู้ในสิ่งที่เห็นนั้น   สัญญาจำ    จึงย่อมเกิดความรู้สึกในสิ่งที่กระทบนั้น เวทนา   จึงหมายรู้ หมายกระทำ  สัญญาหมายรู้    จึงเกิดสังขารขันธ์ คือ เจตนา และการกระทำขึ้น สังขารขันธ์ โกรธ ยังให้เกิดมโนกรรมคิดหรือธรรมารมณ์(อันเป็นผล)

    

คิดหรือธรรมารมณ์(อันเป็นผล)มาทำหน้าที่เป็นเหตุอีก   ผุดขึ้นมากระทบกับ ใจ   เป็นปัจจัยให้เกิด    มโนวิญญาณ    การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น เรียกว่า  ผัสสะ   ย่อมเกิดความจำได้หมายรู้ในสิ่งที่เห็นนั้น   สัญญาจำ    จึงย่อมเกิดความรู้สึกในสิ่งที่กระทบนั้น เวทนา   จึงหมายรู้ หมายกระทำ   สัญญาหมายรู้    จึงเกิดสังขารขันธ์ คือ เจตนา และการกระทำขึ้น สังขารขันธ์ - คิดหรือธรรมารมณ์(อันเป็นผล)

เนื่องต่อไป มักเป็นดั่งนี้อยู่เสมอๆ

หรือจะเขียนเป็นวงจร เพื่อให้เห็นความต่อเนื่อง เพื่อจะได้เห็นความเนื่องสัมพันธดังนี้ จึงยาวนานไปเรื่อยๆได้ชัดเจนขึ้น ดังนี้

 

 คิด อันเป็นเหตุ (ธรรมารมณ์) + ใจ + มโนวิญญูาณ    anired06_next.gif   เวทนา

                                 คิดนึกปรุงแต่ง  วนเวียนเป็นวงจรไม่หยุดหย่อน                              

                สังขารขันธ์ คิดหรือธรรมารมณ์(อันเป็นผล)    สัญญูา(หมายรู้)               

 

ในวงจรจึงล้วนเป็นความคิดที่วนเวียน  หรือคิดนึกปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา จนมักเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ขึ้นในที่สุด  ดังความแสดงด้านล่างนี้

กระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕ จึงมักดำเนินเป็นไปตามวงจรสั่งสมทุกข์ในลักษณะดังเช่นนี้อยู่เนืองๆ   โดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา

จึงย่อมเกิดผลต่างๆอันเป็นทุกข์ขึ้น  ด้วยเป็นไปดังนี้

 

คิดนึกขึ้น ๑ ครั้ง

คือ ย่อมเกิดกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ ขึ้น ๑ ครั้ง ทุกคราไป โดยธรรมชาติ  

 

เกิดกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ ขึ้น ๑ ครั้ง

ย่อมต้องเกิดเวทนาขึ้น ๑ ครั้ง โดยธรรม(ธรรมชาติ) ทุกคราไป

 

ดังนั้นคิดนึกปรุงแต่ง ๑๐๐ ครั้ง

ย่อมต้องเกิดเวทนาต่างๆขึ้น ๑๐๐ ครั้งเช่นกัน ทุกคราไป

 

เวทนาเกิดขึ้น ๑๐๐ ครั้ง

ย่อมเปิดโอกาสเป็นปัจจัยเครื่องสนับสนุนให้เกิดตัณหาได้ ๑๐๐ ครั้ง เช่นกัน ทุกคราไป

 

ตัณหาเกิดขึ้นเมื่อใด อุปาทานก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น

กล่าวคือ ย่อมดำเนินไปตามวงจรของทุกข์ ปฏิจจสมุปบาท โดยธรรมชาติ

 

ดังนั้นจงมีแต่คิด ในขันธ์ ๕

แต่ไม่มีคิดนึกปรุงแต่งหรือจิตฟุ้งซ่านปรุงแต่ง ให้เกิดโอกาสเป็นทุกข์

 

แม้ว่าเหล่าตัณหานั้น จักได้รับการตอบสนองให้เกิดเป็นสุขขึ้นชั่วขณะ ก็มีอยู่  แต่ย่อมคงสภาพทนอยู่ไม่ได้ จนตัองดับไป

แต่จักเก็บจำไว้ในเป็น"อาสวะกิเลส" ในรูปปริเทวะคือการโหยไห้อาลัยหาในภายหน้า

อันจักก่อเป็นภพชาติอันยังให้เกิดทุกข์อุปาทานในภายหน้าเป็นที่สุด

 

 ความจริงอันน่ารู้ยิ่งเกี่ยวกับ ตัวกู ของกู

ตัวกู ยังไม่ใช่ ของกู   แล้วสิ่งอื่นๆทั้งหลายทั้งปวงจะเป็น ของกู ได้อย่างไร

ตัวกู ยังสักแต่ว่า ธาตุ ๔    แม้ ชีวิตกู ก็สักว่าขันธ์ ๕

เพราะ ตัวกู เป็นอนัตตา

ถ้าตัวกูเป็นของกูแล้วไซร้  กูจะต้องควบคุมบังคับได้ตามปรารถนา

ไม่ใช่บังเอิญได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพียงเพราะความบังเอิญที่ไปตรงตามความปรารถนา

และไม่เป็นไปเพื่ออาพาธเจ็บป่วย ตาย

แต่เพราะตัวกู ไม่ใช่ของกู อย่างแท้จริง

จึงควบคุมไม่ได้ตามปรารถนา

เพราะขึ้นหรืออิงอยู่กับเหตุปัจจัยที่มาปรุงแต่งกัน

เพียงแต่บางครั้ง บังเอิญไปตรงเข้ากับความปรารถนา

จึงไปหลงคิดหลงยึดว่าเป็น ตัวกู ของกู

จึงเป็นทุกข์ร้อนกันไปทั่วทุกโลกธาตุ

(พนมพร)

ตัวกูยังไม่ใช่ของกู  แล้วสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะเป็นของกูได้อย่างไร

 

สังขารทั้งหลายทั้งปวง 

            สังขารทั้งหลายทั้งปวง ล้วนเกิดขึ้นมาแต่มีเหตุมาเป็นปัจจัยกันล้วนสิ้น  กล่าวคือมีแรงหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากระทำให้เกิดการปรุงแต่งกันขึ้น  จึงล้วนไม่ใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง เกิดแต่การประกอบหรือประชุมกันขึ้น(เหมือนสารประกอบทั้งหลาย)  เมื่อแรงหรือสิ่งที่กระทำให้เกิดการประชุมกันนั้นอ่อนแรงหรือเสื่อมหรือดับไป จึงเกิดความไม่เสถียรต่อสังขาร กล่าวคือเกิดอาการแปรปรวนไปมาคือไม่เที่ยง คงอยู่สภาพเดิมๆไม่ได้  จึงคืนสู่สภาวะเดิมๆ จนในที่สุดถึงสภาวะสุดท้ายของการแปรปรวนคือดับไปนั่นเอง   ล้วนเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวใช่ตนแท้จริง ตัวตนที่เห็นหรือสัมผัสได้ด้วยอายตนะใดๆก็ตามที เป็นเพียงกลุ่ม(ฆนะ)หรือก้อนหรือมวลรวมของเหตุหรือสิ่งต่างๆที่มาเป็นปัจจัยประชุมกันขึ้นมาในขณะหนึ่งๆเท่านั้น จึงขึ้นหรืออิงอยู่กับเหตุหรือสิ่งที่มาประชุมเป็นปัจจัยกันเป็นสำคัญ  ตัวตนที่หมายถึงเราจึงไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาได้

 

ตัวกู ยังไม่ใช่ ของกู   ก็เพราะ กู ยังบังคับบัญชา ตัวกู ไม่ได้เลย

เพราะ ตัวกู แท้จริงแล้วอิงหรือขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย  ไม่อิงหรือขึ้นกับตัวกู

 

อนัตตา

รูปที่ตาเห็น  หรือสิ่งที่ผัสสะได้ด้วยอายตนะใดๆก็ตามที  ล้วนไม่ใช่ตัวตน ของรูปหรือสิ่งนั้นๆ

ไอ้ที่เห็นหรือผัสสะได้แล้วคิดไปว่าเป็นตัวตนนั้นๆ  ตามความจริงแล้ว เป็นเพียงกลุ่มก้อน(ฆนะ)มายาของเหตุที่มาเป็นปัจจัยกันเท่านั้น

(ขยายความแสดง เหตุปัจจัย)

 

สิ่งที่น่ารู้เป็นอย่างยิ่ง

กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ ผัสสะ ย่อมต้องเกิดเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น

เป็นสุขเวทนา(สุข)บ้าง หรือทุกขเวทนา(ทุกข์)บ้าง หรืออทุกขมสุข(ไม่สุขไม่ทุกข์)บ้าง  ตามสัญญา(ความจดจำได้)นั้นๆ เป็นธรรมดา(ที่ไม่ธรรมดา)

อาการความรู้สึกที่ว่า  เฉยๆ  เปล่าๆ  ไม่รู้สึกอะไร  ไม่มีอะไร  นั่นแหละอทุกขสุขเวทนาหรืออุเบกขาเวทนาที่เกิดขึ้น

สิ่งที่น่ารู้เป็นอย่างยิ่ง คือ อายตนะภายในทั้ง ๖ อันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  ต่างล้วนทำงานในลักษณาการเดียวกันทั้งสิ้น

จงโยนิโสมนสิการในเวทนา ที่เกิดแต่อายตนะทั้ง ๖

ตา รูป จักษุวิญญาณ

หู เสียง โสตวิญญาณ

จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ

ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ

กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ

ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ

ผัสสะ

 เวทน

และกระบวนธรรมของจิต ก็ย่อมดำเนินต่อไปจนเกิดสังขารขันธ์ในที่สุด

ตา รูป จักษุวิญญาณ

หู เสียง โสตวิญญาณ

จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ

ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ

กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ

ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ

ผัสสะ

เวทนา

 สัญญา

 

 

สังขารขันธ์ อาการต่างๆของจิต หรืออารมณ์ทางโลกต่างๆเช่น โลภ โกรธ หลง หดหู่ ฟุ้งซ่าน สุข ทุกข์ ฯ.  จึงยังให้เกิดสัญเจตนา ให้เกิดการกระทำต่างๆ(กรรม) ได้ทั้งทางดี ชั่ว หรือแม้แต่กลางๆที่ใช้ในการดำเนินชีวิตโดยทั่วไป

 

จิตฟุ้งซ่าน  จิตปรุงแต่ง  คิดนึกปรุงแต่ง  ส่งจิตไปภายนอก

            จิตฟุ้งซ่านออกไปปรุงแต่งต่างๆนาๆ  ย่อมยังให้เกิดผัสสะ  ย่อมยังให้เกิดผลคือเวทนา  จึงอาจเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหา ซึ่งย่อมยังให้เกิดอุปาทาน จึงยังให้เกิดทุกข์ชนิดที่ประกอบด้วยอุปาทาน(ทุกข์อุปาทาน-อุปาทานขันธ์ ๕)อันเป็นทุกข์เร่าร้อนเผาลนขึ้น   ดังนั้นในการปฏิบัติจึงต้องหยุดจิตฟุ้งซ่าน อันมีความหมายนัยยะเดียวกันกับ จิตปรุงแต่ง  หรือคิดนึกปรุงแต่ง  ส่งจิตออกไปภายนอก เสียด้วยการอุเบกขาสัมโพชฌงค์

 

             การปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้าไปตามควร  ส่วนใหญ่เกิดจากการไม่เข้าใจสภาวธรรม(ธรรมชาติ)  จึงมักปฏิบัติกันเหนือสภาวธรรม(เหนือสภาวะของธรรมชาติ)ก็ด้วยความไม่รู้สภาวธรรมหรือธรรมชาติ,  จึงไม่มีวันประสบผลสําเร็จ  ดังเช่นไม่เข้าใจเวทนา การปฏิบัติจึงเป็นในลักษณะเหนือธรรมชาติของเวทนา คือทุกขเวทนาก็ไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้มี,  แยกไม่ออกและไม่รู้ว่าเป็นกระบวนการรับรู้ความรู้สึกต่อสิ่งที่กระทบสัมผัสเท่านั้น  ที่ย่อมเกิดขึ้น  ตั้งอยู่ระยะหนึ่ง(ถ้าเข้าใจมันแล้วไม่ไปคิดนึกปรุงแต่ง เวทนาจะอยู่แค่สั้นๆช่วงผัสสะ) แล้วต้องดับไป,  และยังไม่ใช่ความทุกข์จริงๆ,  เป็นแต่ทุกขเวทนาอันเป็นสภาวธรรมตามธรรมชาติ อันจําเป็นสําหรับผู้ที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่ ทุกรูปนาม

           ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือการเชื่อตามความเชื่อหรือความคิด(ทิฏฐุปาทาน)  หรือเชื่อตามที่ยึดถือสืบทอดกันตามๆกันมาโดยงมงาย(สีลัพพตุปาทาน) โดยไม่รู้ไม่เข้าใจอย่างแท้จริง ที่ครอบงำอยู่โดยไม่รู้ตัว จึงทำให้เข้าใจธรรมได้ยาก

 

สมการทางเคมีเปรียบเทียบกับสมการทางพุทธศาตร์

จักเห็นได้ว่าทั้งสอง ต่างล้วนเกิดมาแต่เหตุปัจจัย อันมาประชุมกันชั่วขณะ

นํ้า

= 2H + O           >>

มีไฟเป็นคาตาลิสท์หรือตัวเร่งปฏิกริยา

H2O (ชื่อทางวิทยาศาสตร์)

ความทุกข์

= เวทนา + ตัณหา >>

มีอุปาทานเป็นตัวเร่งปฏิกริยา

= ชรา หรืออุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์(ชื่อทางพุทธศาสตร์)

หลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์โดยแท้ถึงขั้นปรมัตถ์

คือตามความเป็นจริงขั้นสูงสุด ทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม  เป็นอกาลิโก ไม่ขึ้นอยู่กับกาล

 

 

ธรรมชาติของจิตและนํ้า

(พิจารณาเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น)

        ธรรมชาติของจิตนั้นเปรียบประดุจดั่งธรรมชาติของนํ้า

        นํ้านั้นไร้รูปร่าง แปรปรวนไปตามภาชนะที่บรรจุหรือรองรับ,  จิตนั้นก็ไร้รูปร่าง แปรปรวนไปตามสิ่งแวดล้อมทุกชนิดที่กระทบสัมผัส(ผัสสะ),

        นํ้าประกอบด้วยเหตุปัจจัยต่างๆมาประชุมรวมกันชั่วระยะหนึ่งเช่น H และ O,  จิตก็ประกอบด้วยเหตุปัจจัยอันมากหลายมาประชุมกันชั่วระยะหนึ่ง เช่น สิ่งที่มากระทบ(อายตนะภายนอก) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ฯลฯ.

        นํ้าโดยธรรมชาติแล้วมีคุณสมบัติไหลลงสู่ที่ตํ่าเพราะแรงดึงดูดโลก,  จิตก็มีคุณสมบัติเหมือนดั่งนํ้าที่โดยธรรมชาติแล้วย่อมต้องไหลลงสู่ที่ตํ่าตามแรงดึงดูดของความเคยชินที่ได้สั่งสม(สังขาร) จึงย่อมดำเนินไปตามกิเลส>>ตัณหา>>แลอุปาทานนั่นเอง,

        นํ้าไม่มีวันไหลสู่เบื้องสูงได้เองฉันใด,  จิตก็ไม่มีวันไหลสู่เบื้องสูง(เจริญในธรรม)ได้เอง ฉันนั้น

        ถ้าเราต้องการยกระดับนํ้าให้สูงขึ้น ย่อมต้องออกแรงพยายามฉันใด,  จิตจักสูงขึ้นได้ ก็ย่อมต้องการ การพยายามปฏิบัติฉันนั้น,

        การยกระดับนํ้าให้สูงขึ้นโดยใช้วิธีการที่ถูกต้องเช่นเครื่องกล,ภาชนะหรืออุปกรณ์ที่ถูกต้อง ย่อมยกระดับนํ้าได้รวดเร็วฉันใด,  จิตก็ย่อมต้องการการปฏิบัติอันถูกต้องจึงจักยกระดับจิตให้สูงขึ้นได้เร็วฉันนั้น,

        ธรรมชาติของนํ้าเดือดพล่านเพราะไฟอันเป็นของร้อนฉันใด,  ธรรมชาติของจิตก็เช่นกัน ย่อมเดือดพล่านเพราะไฟอันเป็นของร้อนของกิเลสตัณหาอุปาทาน ฉันนั้น

        นํ้าบริสุทธ์คือนํ้าที่ไม่มีสิ่งเจือปน,  จิตบริสุทธ์ก็คือจิตเดิมแท้ที่ไม่เจือด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานนั่นเอง  หรือจิตเดิมแท้นั่นแหละคือจิตพุทธะหรือปภัสสร อันมีอยู่แล้วในทุกผู้คนโดยธรรมชาติ เพียงแต่ถูกบดบังหรือครอบงําด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานให้มัวหมอง เหมือนน้ำสกปรกนั่นเอง

        ข้อสังเกตุ นักปฏิบัติที่เจริญก้าวหน้าแล้วหยุดหรือพอใจแค่นั้น จึงถูกธรรมชาติของจิตเล่นงาน ไหลกลับลงสู่ความเคยชินที่ได้สั่งสมไว้(สังขารในปฏิจจสมุปบาท)หรือตามแรงดึงดูดของกิเลสตัณหาอุปาทานนั่นเอง,  กลับคืนสู่สภาพเดิมๆในไม่ช้า

        ลองโยนิโสมนสิการแบบสนุกๆดู,  บุคคลใดมีทรัพย์สมบัติมากมาย ไม่มีการงานให้ต้องทําหรือรับผิดชอบ มีความสุขทางโลกเต็มที่ ทําบุญครั้งละมากๆ  แต่มิได้ปฏิบัติ  ท่านว่าบุคคลนี้จักถูกธรรมชาติของจิตดึงดูดลงสู่ที่ตํ่าหรือไม่?

        สังขารขันธ์ต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น ในชีวิตประจําวันนั้น ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากความเคยชิน คิดสั่งการใดแล้ว ก็จักกระทําไปตามความเคยชินหรือการเรียนรู้ ที่ได้ประพฤติปฏิบัติมาแล้ว แต่แยกไม่ออก จึงไม่รู้ว่าความเคยชินนี้แหละหรือสังขารในปฏิจจสมุปบาทมีอิทธิพลเยี่ยงไร  ดังจะไปกินข้าว เพียงคิดขึ้นมาจะเกิดสังขารขันธ์ต่างๆหลายอย่างเช่นลุกขึ้น, เดิน, หาจาน ช้อน,ทานอาหาร อันเป็นการประพฤติปฏิบัติโดยอัติโนมัติไม่รู้ตัว เพราะอิทธิพลของความเคยชิน ที่ได้ประพฤติปฏิบัติ เรียนรู้ อันได้สั่งสมไว้ อันทํางานอยู่เบื้องหลังโดยไม่รู้ตัว ด้วยเหตุนี้นักปฏิบัติหลายๆท่านที่ปฏิบัติก้าวหน้าดีแล้ว จนจางคลายจากทุกข์ได้ผลตามควรแก่ตนแล้ว แต่หยุดปฏิบัติเพราะความพอใจแล้ว หรือหยุดเพราะฤทธิ์ของความเคยชินแล้ว จึงเกิดสภาพไหลลงสู่ที่ตํ่า กล่าวคือกลับสู่สภาพเดิมๆอันได้สั่งสมอบรมไว้เป็นเวลานาน  นี้แหละคือธรรมชาติของจิต   ดังนั้นความเพียรจนเกิดเป็นสังขารความเคยชินใหม่อันไม่เกิดแต่อวิชชา ดังเช่นการปฏิบัติให้เห็นเวทนาและความคิด(จิต) จึงเป็นสิ่งจําเป็นควบคู่ไปกับความเข้าใจในสภาวธรรม

 

ตัวกู ยังไม่ใช่ของกู, แล้วสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจักเป็นของกูได้อย่างไร

ถ้าตัวกู เป็นของกูจริงแล้วไซร้  จักต้องควบคุมบังคับได้

ไม่ต้องขึ้นหรืออิงกับสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยกัน

ไม่ต้องอยู่ภายใต้อํานาจของสภาวธรรมหรือธรรมชาติ

 

        เมื่อเกิดเวทนาทางใจขึ้นมา จึงมีตัณหาอยากหรือไม่อยากเกิดขึ้น จักได้หรือประสบตามความอยากหรือไม่อยากไหม? ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย แล้วไปอยาก,ไม่อยากให้เสียเวลาและเป็นทุกข์ทําไม  ต้องทําเหตุปัจจัยให้ถูกหรือดีที่สุดเท่าที่ทําได้ แล้วไม่ต้องอยากหรือไม่อยากให้เป็นทุกข์ รู้เท่าทันเวทนาตัณหาที่ทําให้จิตขุ่นมัวเศร้าหมอง เท่ากับลดปริมาณการเกิดสังขารลง

       ถ้าผ่าน ๔ ด่านนี้อันมี ๑. จิตที่ขุ่นมัว (กิเลส) ๒.เวทนา ๓.ตัณหา ความอยาก, ไม่อยาก และ ๔.อุปาทานพึงพอใจของตน  ไปได้ย่อมเป็นอุปาทานทุกข์แน่นอน อันจักต้องดับเสียเช่นกันโดยหยุดคิดนึกปรุงแต่งลงเสีย

        อุปาทาน คือการสนองตอบต่อตัณหาตนเอง ภายใต้การยึดมั่นถือมั่นในความพึงพอใจหรือสุขของตนเองเป็นหลักสําคัญสูงสุด เป็นสุขที่อยู่ลึกๆแอบซ่อนอยู่ในจิตเป็นการเสพสุขที่ละเอียดอ่อนที่สุด สิ่งใดที่ยิ่งใกล้ชิดกับตัวตนหรือของตนก็ยิ่งมีการตอบสนองรุนแรงขึ้นเป็นลําดับเช่น(เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย)อันมี ตนเอง บุตร ภรรยา สิ่งของ ของตน คนรู้จัก คนอื่น ดังเช่น บุตร เราอยากให้เขาประสบความสําเร็จ เรียนดี พ่อแม่แทบทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ต้องการอะไรจากลูกแค่อยากให้ลูกมีความสุขความเจริญก็พอใจแล้วลองมองดูลึกๆ(จิตในจิต)จะเห็น ความจริงว่าเรานั้นต้องการเสพสุขให้ตัวเราเองเป็นหลักสําคัญสูงสุด เพราะเราจะรู้สึกเป็นสุขหรือ "พึงพอใจอยู่ลึกๆในใจ"เพราะลูกประสบความสําเร็จ จะเห็นได้ว่าเป็นการสนองตอบที่ละเอียดซับซ้อนที่สุด แม้แต่สิ่งที่ดูไม่มีความสําคัญอุปาทานก็ยังแอบแฝงทํางานตลอดเวลาเช่น สังเกตุง่ายๆเวลาไปไกลบ้านพบคนที่มาจากบ้านเดียวกันกับพบคนที่มาจากคนละพื้นที่ ความรู้สึกใกล้ชิดอบอุ่นใจในขั้นแรกที่พบจะต่างกันมาก เพราะคนบ้านเดียวกันใกล้ชิดกับตัวตนมากกว่าทําให้เกิดความพึงพอใจหรือสุขเพราะรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยกว่าสิ่งที่ไม่คุ้นเคยใกล้ตัว อันนี้ก็เป็นผลของอุปาทาน

        เมื่อโยนิโสมนสิการให้กระจ่างจักค้นพบความเห็นแก่ตัวตนหรือยึดมั่นในตัวตนคือสุขหรือความพึงพอใจของตนเองในรูปแบบที่ละเอียดอ่อน ไม่เคยทราบมาก่อนอยู่ในก้นลึกของใจหรืออวิชชา ตามหลักอนัตตา ตัวตนเป็นเพียงการรวมตัวของเหตุปัจจัยต่างๆชั่วขณะของชีวิตที่คงอยู่อันอุปมาดั่งแสงแดด แว่นขยาย เชื้อไฟ เมื่อเหตุปัจจัยดับหรือแยกตัวออกจากกัน ตัวตนที่เรายึดมั่นถือมั่นเฝ้าทะนุถนอมอยู่ลึกๆอยู่ในจิตตลอดเวลาก็ต้องดับไปด้วย ไม่มีแก่นสาร ไร้สาระไร้ค่าให้ยึดถือ เป็นเพียงธาตุ๔และนาม๔(รูป-นาม)ที่มาประชุมรวมกันตามเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยนั้นดับลง ธาตุ๔ และนาม๔นั้นก็แยกสลายไปตามสภาวะของมัน ไม่จีรังยั่งยืนไป ตลอดกาล เป็นไปเพื่ออาพาธ(แปรปรวน-เจ็บ,ป่วย,ดับ)

        ทุกข์ คือ อาการต่างๆของจิตที่เกิดขึ้น เมื่อมีตัณหาอุปาทานร่วมด้วย  และไม่สามารถตอบสนองตัณหาอุปาทานนั้นๆได้

        สุข คือ อาการต่างๆของจิตที่เกิดขึ้น เมื่อทุกข์อันเกิดจากตัณหาอุปาทานได้รับการตอบสนองทางใดทางหนึ่ง เป็นปัจจัยให้เกิดภพ ชาติ ชรามรณะในภาวะที่จิตจะมีอาการพึงพอใจ หรือเป็นสุขในภาวะนั้น, เมื่อทุกข์ได้รับการตอบสนองที่เราๆเรียกว่าสุข แล้วก็ต้องดับไป  เพราะสุขนี้เป็นอนิจจัง,ทุกขัง,อนัตตา เมื่อดับไปแล้วปุถุชนทั่วไปจึงแสวงหาทุกข์ใหม่ เพื่อดับมันให้เกิดสุขขึ้นใหม่ที่ยิ่งแก่กล้าขึ้นอีกอยู่เรื่อยๆเป็นวงจรอุบาทที่ไม่มีสิ้นสุด เพราะเกิดจากตัวเองเป็นผู้สร้างตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองต้องสร้างทุกข์ขึ้นก่อน แล้วต้องตอบสนองมันได้จึงจักมีสุขเกิดขึ้นได้  และสุขนี้เมื่อได้เสพก็ประดุจดั่งยาเสพติดจึงแสวงหาอยู่ตลอดเวลา และเพิ่มปริมาณความอยากขึ้นเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุดไม่มีประมาณขึ้นตามแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน จนในที่สุดไม่สามารถสนองตอบความต้องการนั้นได้ก็กลายเป็นทุกข์อีก จึงกล่าวได้ว่า

"สุขนั้นไม่มี มีแต่ทุกข์ และดับทุกข์เท่านั้น"

ดับทุกข์ คือความสุข

ดับทุกข์ทั้งปวง จึงคือสุขอย่างยิ่ง

(พนมพร คูภิรมย์ )

หรือสุขก็คือทุกข์อย่างละเอียด สังเกตุให้ดี จะมีสุขต้องมีทุกข์ทางใจเกิดขึ้นก่อนเสมอ คือความอยาก,ไม่อยาก(ตัณหา)  หรือความพึงพอใจของตน(อุปาทาน)ในสิ่งใดต้องเกิดขึ้นก่อน แล้วต้องดับทุกข์คือได้รับการตอบสนองความอยากหรือความไม่อยากหรือความพึงพอใจของตนเสียก่อน และปกติจะดับตัณหาไม่ได้ทันที จะเกิดๆดับๆ คือจะลืมไปชั่วขณะแล้วเกิดใหม่ แต่ค้างคาเป็นอาสวะกิเลสอยู่ภายใน เมื่อคิดขึ้นมาก็เกิดทุกข์ต่อ แล้วก็ลืมอีกเป็นวงจรดั่งนี้ไปเรื่อยๆ แล้วอย่างนี้เมื่อไรจะจบสิ้น? จะจบลงต่อเมี่อได้รับการตอบสนองเท่านั้นเป็นสุขขึ้นมา แต่ก็เป็นเวลาไม่นานก็ต้องดับไป คุ้มค่าการลงทุนหรือไม่?  แต่ก็ไม่ใช่การผลักไส อะไรเป็นสุขก็จะไม่เอาดังนี้ก็เป็นอวิชชา สุขมีก็มีสติรู้เท่าทันอยู่แต่ไม่ติดเพลินหรือมีตัณหา   

 ความสุข คือสิ่งที่มนุษย์ทั้งหลายแสวงหากันอยู่

หรือ

สิ่งที่มนุษย์ทั้งหลายแสวงหากันอยู่ก็คือ การดับทุกข์นั่นเอง

อันเป็นสุขที่สงบ สะอาด บริบูรณ์

 

ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น  ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่  ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป

(วชิราสูตร)

เพราะสิ่งทั้งปวงที่เกิดดับขึ้น ล้วนเป็นสังขาร จึงไม่เที่ยง คงสภาพอยู่ไม่ได้ทั้งสิ้น จึงเป็นทุกข์ในที่สุดนั่นเอง

 

        ระวังเมื่อมีผัสสะรุนแรงเข้ากระทบอันเข้ามาทางสฬายตนะ, หรือบางครั้งในเวลาแวบคิดขึ้นมา(สังขารความคิดหรือธรรมมารมณ์)กระทบโดยตรง  เวทนาที่เกิดเป็นทุกขเวทนาอย่างรุนแรงหรือแรงกล้า จนทําให้สติใม่ทันว่าเป็น"แค่เวทนาเท่านั้น" จึงเกิดอาการผลักไสคือ ไม่อยากให้เกิด, ไม่อยากให้มี ขึ้นทันที ซึ่งเป็นวิภวตัณหาความไม่อยากอันก่ออุปาทานขึ้นแล้วเป็นอุปาทานขันธ์๕อันเป็นทุกข์จริงๆขึ้นทันที  แต่เมื่อมีสติรู้แล้ว เห็นหรือปฏิบัติตามควรแก่เหตุแล้ว ต้องเป็นกลางวางเฉยหรืออุเบกขา กล่าวคือ หยุดการปรุงแต่งไปทั้งทางดีหรือทางชั่วอันจักยังให้เกิดเวทนา อันมักจะหรืออาจจะเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ในที่สุด

 

        ตัณหาเป็นปฏิกริยาจิตตอบสนองต่อเวทนา มักอยู่ในรูปคิดปรุงแต่งหรือปปัญจสัญญาคือความคิดที่สลับซับซ้อนเจือด้วยกิเลสตัณหา เหตุที่อยู่ในรูปคิดนึกปรุงแต่งเพราะจักยังให้เกิดเวทนาอันเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหานั่นเอง, อุปาทานยิ่งใหญ่กว่า รุนแรง ยาวนาน มองเห็นได้ยากกว่าเพราะไปสัมผัสความพึงพอใจของตัวตน หรือความเป็นตัวกูของกูโดยตรง

 

        สุขเวทนา อารมณ์สุขก่อให้เกิดความพึงพอใจ และอยากยึดไว้ ทําให้เกิดราคานุสัยความปรารถนาความอยากในทางโลกๆ

        ทุกขเวทนา อารมณ์ทุกข์ก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจ และ ไม่อยากยึด พยายามผลักไสทําให้เกิด ปฏิฆานุสัย ขุ่นข้อง ขัดเคือง

        อทุกขมสุข เกิดเฉยๆหรือ ไม่สุขไม่ทุกข์ ทําให้เกิดอวิชชานุสัย(ไม่รู้ตามความเป็นจริง) อันอาจกลายเป็นทุกข์ขึ้นได้ และมักจักไหลเลื่อนไปเป็นทุกข์ เพราะความที่รู้สึกไม่มีอะไร ดูไม่น่ามีโทษ จึงปล่อยกายปล่อยใจไปกับคิดนึกปรุงแต่งหรือตัณหาปรุงแต่ง หรือความคิดเรื่อยเปื่อยโดยไม่ระวังตัว หรือขาดสติจากความไม่รู้ว่ามันก่อโทษขึ้นได้

        ในปฏิจจสมุปบาท จักแนะนําให้รู้เท่าทันที่เวทนา ถ้าไม่เห็นหรือไม่ทันให้สังเกตุจากสังขารขันธ์เช่นใจสั่น กายสั่น อันเป็นกายสังขารอันสังเกตุได้ง่าย และทางกายก็จะเห็นที่เวทนา เช่น เจ็บปวดต่างๆ พอรู้เท่าทันแล้วใช้ไม่ยึดมั่นในเวทนาคือไม่สนใจไม่ให้ค่า และเป็นกลางวางอุเบกขาโดยไม่ปรุงแต่งต่อไปในทางใดๆไม่ว่าดีหรือร้ายต่อความรู้สึกหรืออารมณ์ที่ผัสสะนั้น

 

        นิพพาน - สุญญตา - ว่าง - ว่างจากทุกข์ - ว่างจากกทุกข์อุปาทาน - ว่างจากกิเลส,ตัณหาแลอุปาทาน - ว่างจากจิตขุ่นมัว,ความอยาก,ไม่อยากแลคววามพึงพอใจ,ยินดียินร้าย

 

        ความทุกข์ เกิดจากอุปาทาน หรือจิตที่มีความพึงพอใจ,ยินดียินร้ายเกิดร่วม และไม่สามารถตอบสนองความพึงพอใจนั้นได้ อุปาทานมีปัจจัยทําให้เกิดโดยตัณหา ตัณหามีปัจจัยทําให้เกิดโดยเวทนา เพราะไม่รู้เห็นเวทนาตามความเป็นจริงของสภาวะเวทนานั้น

 

        อุปาทาน เป็นปัจจัยให้มีภพคือการตกลงใจในขณะจิตที่จะเลือกบทบาทหรือภาวะที่จะแสดงออกหรือกระทําหลังจากรับรู้ว่าอุปาทานได้รับการตอบสนองแบบใด ภพแบ่งเป็น

       กามภพ คือการกระทําในทางโลกๆชนิดต่างๆเช่นภพของขุ่นเคือง ราคะ โกรธ หลง

        หรือกามภพ เป็นการตัดสินใจแสดงหรือกระทําตามบทบาทหรือภาวะที่เลือกเช่นโทโสะก็ลงมือทําร้าย โลภก็ขโมย โมหะความหลงเพราะไม่รู้ตัดสินใจไม่ได้แน่นอนเพราะตัณหาแบบนั้นบ้าง แบบนี้บ้าง เช่นความรู้สึกในทางดีกับความรู้สึกในทางชั่ว ขณะไหนมีกําลังแรงกว่าก็ไปทางนั้น เป็นสุขก็เฉกเช่นเดียวกัน

        รูปภพ หมายถึงสังขารขันธ์ที่เกิดในรูปฌาน เช่นภาวะต่างๆของสมาธิ และฌานเช่นปีติ สุข อันเกิดแต่ตัณหา

        อรูปภพ หมายถึงสังขารขันธ์ที่เกิดในอรูปฌาน ภาวะต่างๆของอรูปฌาน อันเกิดแต่ตัณหา

สิ่งใดเกิดภพ สิ่งนั้นเป็นทุกข์

 

        เวทนาเป็นขบวนการรับรู้ขั้นพื้นฐานของชีวิต เป็นการรับรู้สื่อสารระหว่างกาย,จิต,สิ่งแวดล้อมที่กระทบสัมผัสกัน อาจกล่าวได้ว่า รับรู้แล้วจําแนกโดยความจําได้หมายรู้(สัญญา)ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์และสัญชาติญาณเท่านั้น เป็นขบวนการที่ไม่เกี่ยวกับการปรุงแต่งใดๆ จึงควบคุมบังคับไม่ได้ จึงควรทําความรู้จักเวทนาให้กระจ่างในจิตแล้วจะหมดความยึดมั่นหรือยึดความพึงพอใจในเวทนา(ลดละอุปาทานในเวทนาคือหมดความยึดมั่นพึงพอใจในเวทนา)

 

        วิญญาณ และ สัญญาทั่วไปเป็น "ปริญเญยธรรม" ควรกําหนดรู้ ทําความรู้จักเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ที่ จะต้องทําอะไรต่อมันอีก เพราะมันก็ทําหน้าที่ของมันอยู่อย่างนั้นตามสภาวะธรรมของมัน

        สัญญาเจือกิเลส หรือปปัญจสัญญา เป็น "ปหาตัพพธรรม" คือเป็นสิ่งที่ควรละหรือกําจัดทิ้ง

สัญญาที่ส่งเสริมพัฒนาความรู้หรือกุศลธรรมเป็น "ภาเวตัพพธรรม "คือสิ่งที่ควรเจริญ ควรทําให้เกิดให้มี และให้เพิ่มพูนจนใช้ประโยชน์ให้บริบูรณ์ เช่นสติและปัญญา

        ปัญญาเป็นสัญญาเช่นกันแต่เป็น "ภาเวตัพพธรรม "เช่นกัน ควรอบรมให้เกิดให้มีและเจริญยิ่งจนทําลายโมหะหรืออวิชชาจนหมดสิ้น

        สติและปัญญา เป็นสัญญาแต่ก็ทําหน้าที่เป็นสังขารขันธ์ ตามที่เคยกล่าวมาแล้ว

 

        ตันหา ๑๐๘ ที่กล่าวๆกันว่าตัณหามีร้อยแปดอย่างนั้นมาจาก

        ตัณหาอันมี ๓ กามตัณหา, ภวตัณหา, วิภวตัณหา = ๓

        ตัณหาอันมี ๖ ใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ = ๓ X ๖ อย่าง จึงรวมได้ ๑๘

        ตัณหาอันมี ๖ ใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ = ๓ X ๖ อย่าง จึงรวมได้อีก ๑๘

        รวมเป็น ๑๘+๑๘ = ๓๖ X กาลทั้ง ๓  คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต = ๑๐๘ อย่าง

        ดังนั้นตัณหาจึงมี ๑๐๘ อย่าง มากมายเสียเหลือเกิน ผู้เขียนจึงสรุปออกมาเป็น อาการของจิตทะยานอยาก และไม่อยาก

 

    ข้อควรระวัง "ตัณหาซ้อนตัณหา "ในหมู่นักปฏิบัติ คือการสร้างตัณหาในทางธรรมหรือตัณหาในการปฏิบัติ หรือกุศลตัณหา ขึ้นซ้อนตัณหาทั่วๆไปหรือตัณหาในทางโลกๆ คือสร้างตัณหาความไม่อยาก ขึ้นซ้อน ตัณหาความอยาก ซึ่งก็เป็นตัณหาทั้งสิ้น ตัณหาดีก็ไม่เอา ตัณหาชั่วก็ไม่เอา ล้วนก่อทุกข์ทั้งสิ้น แต่ถ้าจักต้องกระทําตัณหาฝ่ายดีคือกุศลจิต หรือกุศลตัณหา เพื่อเกื้อกูล ก็จักต้องมีสติรู้เท่าทันจริงๆ มิเช่นนั้นก็จักกลายเป็นทุกข์เช่นกัน

 

ความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะ อาฆาต หดหู่ ฟุ้งซ่าน เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสังขารขันธ์ชนิดจิตสังขารหรือมโนสังขาร อันก่อเป็นทุกข์อุปาทานเมื่อเกิดขึ้นแล้วให้มีสติรู้แล้วละทันที ให้มีสติรู้ในสังขารขันธ์นั้นหรือ จิตเห็นจิต คือจิตหรือสติเห็นความโลภ โกรธ หลง แต่ต้องละเหตุโดยเด็ดขาดอันคือกิเลสหรือตัณหาอันมักมากับความคิดปรุงแต่งต่างๆนาๆอันยังให้เป็นเหตุเกิดเวทนาอันนี้ต้องละอย่างเด็ดขาด ให้มีสติรู้อยู่แต่จิต(สังขาร) ที่มีโลภ โกรธ หลง หดหู่ ฟุ้งซ่าน ฯลฯ. ว่าเกิด ว่ามี เห็นการเกิด การดับซึ่งเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติ ไม่ใช่ไม่ดี แต่ถ้าปรุงแต่งเหตุอีกจักหยุดไม่ได้ จะไหลเลื่อนไปในขบวนการเกิดทุกข์หรือเกิดตัณหาซ้อนตัณหา

 

ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว

        เป็นสัจจธรรมที่เที่ยงแท้อยู่เยี่ยงนั้นเอง  แต่ในปัจจุบันมีผู้ไม่เห็นเป็นไปเช่นนี้  จึงได้ยินทุภาษิตเป็นไปดังนี้อย่างแพร่หลายคือ  ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดีมีถมไป  เป็นเพราะความไม่เข้าใจธรรมหรือเกิดความน้อยเนื้อตํ่าใจ   จึงมองเห็นแต่สภาวะความเป็นไปตามความเห็นเข้าใจของตน เช่น เห็นคนทำชั่วแล้วรํ่ารวยมีอำนาจเป็นต้น   แต่ตามความเป็นจริงนั้นการทำดีนั้นยังย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ไม่สามารถแปรผันเป็นอื่นได้เลย กล่าวคือ ย่อมเป็นไปตามผลกรรม(ผลของการกระทำ)นั่นเอง  อุปมาดั่ง ปลูกข้าวย่อมได้ข้าว จะได้องุ่น เผือก มัน ย่อมเป็นไปไม่ได้ฉันใด ก็ฉันนั้น   เพียงแต่ไม่เห็นตามความเป็นจริงว่า เมื่อปลูกข้าวแล้วย่อมได้ข้าวแต่ไปอยากไปยึดให้มันรวยขายได้ราคาดี   ตามความเป็นจริงแล้วเป็นคนละเหตุปัจจัยกัน  ย่อมไม่สามารถเนื่องสัมพันธ์กันได้  แต่ด้วยความไม่รู้จึงไม่เห็นตามความเป็นจริง จึงคิดไปยึดเป็นไปดังนั้นเอง   กล่าวคือ ไปมองเห็นหรือเข้าใจว่าทำดีแล้วไม่รวย หรือทำไมทำดีแล้วยังมีเหตุแห่งทุกข์มากระทบอีก   หรือคนทำชั่วทำไมถึงรวย  คือไปมองในมุมมองที่ผิดไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลกัน  มองตามความเห็นความเข้าใจของตนจึงเอาไปคิดว่าเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันด้วยความไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง   และเพราะว่าวิบากกรรม(ผลที่ได้รับจากการกระทำ)เป็นอจินไตย  ไม่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงให้เป็นสูตรตายตัวได้เท่านั้นเอง ผลกรรมนั้นจึงเพียงไปแสดงออกในรูปอื่นโดยไม่รู้เท่านั้นเอง   ดังนั้นจึงอย่าท้อแท้ด้วยมิจฉาทิฏฐิ    เพราะว่าทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว  นั้นเป็นสภาวะธรรมอันเที่ยงแท้แน่นอนเป็นที่สุด  และเกิดขึ้นแก่จิต ณ ขณะนั้นโดยทันทีด้วยเช่นกัน 

 

ความไม่เที่ยง  มีความเที่ยงเป็นธรรมดา

        มิได้มีความขัดแย้งในธรรมกันแต่ประการใด   ความไม่เที่ยง มีความหมายถึง สังขารสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวงมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดาตามกฎพระไตรลักษณ์   ส่วนความเที่ยงนั้นหมายถึงอสังขตธรรมหรือสภาวะธรรม หมายถึง เป็นไปตามธรรมชาติ หรือมันต้องเป็นไปเช่นนี้เอง(ตถาตา) หรือเที่ยงแท้แน่นอน

         ดังเช่นความตาย เมื่อกล่าวถึงความตายอันเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาตินั้น  ย่อมมีความเที่ยงและคงทนอยู่อย่างนี้ในผู้มีชีวิตเป็นธรรมดา   แต่เมื่อพูดถึงสังขารชีวิตที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วย่อมมีความไม่เที่ยง    ไม่สามารถคงทนอยู่ได้   ไม่รู้ว่าจะตายแต่เมื่อไร

 

 

สังขาร

        สังขาร คือ สิ่งปรุงแต่ง  หรือสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น  กล่าวคือ  สิ่งอันเกิดขึ้นจากการที่มีเหตุต่างๆ มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นมา จึงครอบคลุมแทบทุกสรรพสิ่ง ยกเว้นแต่เพียงอสังขตธรรมเท่านั้น,  เมื่อโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย จักพึงเห็นได้ว่า มิได้เกิดแต่เหตุหรือสิ่งๆเดียว แต่มีเหตุหรือสิ่งต่างๆมากกว่าหนึ่งขึ้นไปมาประชุมปรุงแต่งกัน  จึงมิใช่สิ่งๆเดียวกันโดยแท้จริง แต่มีสิ่งหรือเหตุต่างๆมาประชุมหรือมาประกอบกันขึ้น   และด้วยเหตุนี้เอง ว่ามิใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง จึงมีความไม่เสถียร เพราะย่อมมีแรงบีบเค้นหรือแรงผลักดันระหว่างกันอันเป็นไปโดยธรรมหรือธรรมชาติ เพื่อคืนสู่สภาวะธรรมหรือธรรมชาติเดิมๆก่อนการปรุงแต่งกันนั่นเอง  จึงเกิดอาการแปรปรวน ทรงตัวอยู่ไม่ได้ขึ้น คือจึงไม่เที่ยงเป็นธรรมดา(อนิจจัง) จึงไม่สามารถควบคุมบังคับให้คงที่คงทนได้อย่างถาวรตลอดไป     เมื่อไม่เที่ยงแปรปรวนไปเป็นธรรมดาอยู่เยี่ยงนั้นตลอดเวลา จนย่อมถึงที่สุดแห่งการแปรปรวนเสื่อมถอย  จนมาถึงสภาพสุดท้ายของการแปรปรวนที่ต้องดับไปเป็นธรรมดา(ทุกขัง)  ซึ่งจักก่อให้เป็นทุกข์แก่ผู้ที่อยากด้วยตัณหา หรือไปยึดมั่นไว้ด้วยอุปาทาน เพราะความที่ต้องแปรปรวนและต้องดับไปเป็นที่สุดเป็นธรรมดา    และต่างล้วนเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวใช่ตน,ไม่มีตัวตน ที่เป็นแก่นแกนหรือแก่นสาระอย่างแท้จริง  เพราะความที่ล้วนเกิดจากการประชุมปรุงแต่งกันของสิ่งต่างๆที่มิใช่สิ่งเดียวกัน  จึงไม่สามารถคงสภาพตัวตนนั้นๆไว้ได้อย่างถาวรเที่ยงแท้  เพราะเมื่อเหตุต่างๆอันมาประชุมปรุงแต่งกันนั้นมีอาการแปรปรวนและเสื่อมถอยจนดับไปด้วยเหตุอันใดก็ดี   สิ่งนั้นๆหรือตัวตนนั้นๆจึงย่อมดับไปไ ม่มีความเป็นตัวตนหรือสิ่งนั้นๆอยู่อีกต่อไป  จึงกล่าวว่า ไม่มีแก่นแกนหรือแก่นสาระ อย่างแท้จริง   ตัวตนหรือสังขารนั้นๆ จึงอิงหรือขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ที่มาประชุมปรุงแต่งกันนั่นเอง  จึงไม่ได้ขึ้นกับตัวตนหรือเป็นของตัวตนแต่อย่างใด

 

         ข้อน่าสังเกตุเวลาพิจารณาธรรมเรื่องสังขารหรือธรรมในพระไตรลักษณะ    สังขารเท่านั้นที่อยู่ภายใต้กฏพระไตรลักษณ์ทั้ง๓  ที่ไม่เที่ยง(อนิจจัง)  ทนอยู่ไม่ได้เป็นทุกข์(ทุกขัง) และอนัตตา,     ส่วนธรรม,สภาวะธรรมหรือธรรมชาตินั้น อยู่ภายใต้กฏพระไตรลักษณ์เพียงข้อเดียว คือ อนัตตา คือไม่มีตัวตนเป็นแก่นแกนอย่างแท้จริง  แต่ธรรมหรือธรรมชาติทั้งหลายนั้นเที่ยง จึงคงทนอยู่เยี่ยงนั้นเอง

 

         โดยทั่วไปแล้วถ้าเราไปหาหมอเพื่อขอคำแนะปรึกษาว่า ควรรับประทานอาหารอะไร  หมอทุกๆคนย่อมแนะนำโดยหลักพื้นฐานทั่วไป คือให้รับประทานอาหารครบทุกหมู่อย่างแน่นอน   แต่ควรมีความเข้าใจด้วยว่าคำแนะนำนั้น ย่อมหมายถึงคนโดยปกติทั่วๆไป   ย่อมมิได้หมายครอบคลุมถึงผู้ป่วยบางโรค  ที่อาจต้องยกเว้นอาหารบางหมู่บางชนิดลง เพื่อประกอบการรักษา    ในกรณีเดียวกันกับการปฏิบัติ  โดยทั่วไปก็มักไปกราบไหว้หลวงปู่หลวงพ่อครูบาอาจารย์ ตลอดจนศึกษาจากการอ่านตามสื่อต่างๆ เพื่อขอคำแนะแนวในการปฏิบัติ  ทุกท่านทุกองค์ย่อมแนะให้เจริญในศีล สมาธิ และปัญญา อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฏิบัติ  แต่การปฏิบัติสมถสมาธิและการบริกรรมแม้เป็นสิ่งที่ดีที่สมควรปฏิบัติแก่นักปฏิบัติโดยทั่วไป  แต่ในนักปฏิบัติบางท่าน เช่น มีอาการทางจิต  หรือติดสุขหรือองค์ฌานต่างๆนั้น  ก็ต้องละเว้นเป็นการชั่วคราวเช่นเดียวกันกับผู้ป่วยที่พึงต้องละเว้นอาหารบางชนิดเป็นธรรมดา  จนกว่าจะแก้ไขอาการต่างๆให้ดีขึ้น   จึงพึงควรเจริญปัญญาแต่ฝ่ายเดียวไปก่อน.....

 

พระไตรลักษณ์

เพราะไม่เที่ยง   เมื่อไม่เป็นไปตามปรารถนา   จึงเป็นทุกข์

เพราะคงทนอยู่ไม่ได้   เมื่อไม่เป็นไปตามปรารถนา   จึงเป็นทุกข์

เพราะไม่มีตัวตนเป็นแก่นแกนแท้จริง   เกิดแต่เหตุปัจจัย   จึงควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้   จึงเป็นทุกข์

        ทั้งไม่เที่ยง   ทั้งคงทนอยู่ไม่ได้   ทั้งไม่มีแก่นแกนถาวรอย่างแท้จริง   ดังนั้นถ้าไปอยากหรือไปยึดว่าเป็นของตัวของตน  ย่อมเกิดอุปาทานทุกข์อันเผาลนเร่าร้อนอย่างแน่นอน

 

ปฏิจฺจสมุปฺบาท

   ปฏิจฺจสมุปฺบาท เป็นกระบวนธรรมทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงสุดทางนามธรรม(จิต) ที่โลกนี้จักพึงบังเกิด, พึงมี ควรศึกษาใคร่ครวญให้ละเอียดลึกซึ้ง เพราะเป็นวิทยาศาสตร์ขั้นสูงสุดแต่พึงพิสูจน์ได้ด้วยตนเองเท่านั้น สมดังคํากล่าว

ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ

(ธรรมอันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน)

 

คติธรรม

 

จิตมีตัณหา จากการปรุงแต่งของเวทนาเป็นเหตุ

เป็นสมุทัย เหตุแห่งทุกข์  

 

 

ผลของจิตมีตัณหา จากการปรุงแต่งของเวทนา

เป็นอุปาทานขันธ์๕ อันเป็นทุกข์

 

 

สติเห็นกาย,เวทนา,จิตหรือธรรมเป็นเหตุ

เป็นมรรค ปฏิบัติ           

 

 

ผลของสติเห็นกาย,เวทนา,จิต,ธรรม

เป็นนิโรธ อันพ้นทุกข์     

 

(พนมพร คูภิรมย์)

คติธรรมนี้รวบรวมแก่นธรรมอันสําคัญยิ่งทางพุทธศาสนา

อันเมื่อบริกรรม ท่องบ่น เพื่อเป็นเครื่องรู้ เครื่องระลึก เครื่องเตือนสติ เครื่องพิจารณา ก็ควรมีความเข้าใจในธรรมเหล่านี้ด้วย  อันมี

อิทัปปัจจยตา  :

แสดงธรรมอิทัปปัจจยตาที่ว่า  เพราะเหตุนี้มี  ผลเหล่านี้จึงเกิดขึ้น

ปฏิจจสมุปบาท:

เวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา หมายถึงเมื่อเกิดเวทนาขึ้นอันเป็นสภาวธรรมของชีวิตที่ย่อมเกิดขึ้นรับเสวยอารมณ์ของสิ่งที่ผัสสะ  แล้วอาจเกิดตัณหาความทะยานอยากหรือความไม่อยาก ต่อจากเวทนาที่เกิดขึ้นเหล่านั้น

เพราะตัณหาจึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นให้เป็นไปตามกิเลสตนเป็นสำคัญ จึงเกิดเป็นความทุกข์อันเร่าร้อนและยาวนานขึ้น

สังขาร อันเกิด จาก อาสวะกิเลสและอวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด ทุกข์  (อ่านรายละเอียดใน ปฏิจจสมุปบาท)

อริยสัจ            :

อันมี   ทุกข์อริยสัจ และทุกข์อุปาทานอันเป็นทุกข์             สมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์,

         นิโรธคือการพ้นทุกข์                                         มรรคคือทางปฏิบัติให้พ้นไปจากทุกข์

สติปัฏฐาน๔    :

ทางสายเอกในการปฏิบัติ  อันควรปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวัน  สติเห็นธรรมใดก่อนปฏิบัติธรรมนั้น

สติเห็นเวทนา หรือ เวทนานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔(เห็นเวทนาในเวทนา), อันคือมีสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจ ในเวทนา

สติเห็นจิตสังขาร(คิด) หรือ จิตตานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔(เห็นจิตในจิต) อันคือสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจใน จิตหรือจิตสังขาร(ความคิด ความนึก)

สติเห็นกาย หรือ กายานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔ (เห็นกายในกาย) อันคือฝึกสติและมีสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจใน กายหรือกายสังขาร เช่น สักว่าธาตุ๔ ฯลฯ.

สติเห็นธรรม ดังเช่น ธรรมานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔ (เห็นธรรมในธรรม) หรือสติเห็นปฏิจจสมุปบาท  สติเห็นคือรู้เท่าทันและเข้าใจในธรรมดังกล่าวเพื่อเป็นเครื่องรู้  เครื่องระลึก  เครื่องเตือนสติ  เพื่อให้เกิดปัญญาญาณ(สัมมาญาณ)อันสําคัญยิ่งในการปฏิบัติเพื่อการดับไปแห่งทุกข์

แล้วเป็นกลางวางทีเฉย(อุเบกขา)โดยการไม่เอนเอียงไปคิดนึกปรุงแต่งทั้งทางดีหรือชั่ว อันหมายถึงไม่ยึดมั่นถือมั่นใดๆ  กล่าวคือไม่ไปยึดทั้งในด้านดี(กุศล)หรือด้านร้าย(อกุศล)ในเรื่องนั้นๆ  อันต่างล้วนเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา อันยังให้เกิดทุกข์ในที่สุดโดยไม่รู้ตัว

  

 

 "ทุกข์ของขันธ์๕ทางกายและใจ(ทั้งเวทนาและสังขารขันธ์) นั้นเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติ ยังคงมีอยู่  แต่ไม่มี "อุปาทานทุกข์ "

จริงๆแล้วที่มนุษย์ทั้งหลายเป็นทุกข์กันอยู่ทุกขณะก็คือ "อุปาทานทุกข์ "นี้นั่นเอง แต่ไม่รู้จึงจําแนกไม่ออก

 

 

ความคิด ความนึกแต่อดีตที่ผุดขึ้น  อีกทั้งจากการผัสสะสิ่งเร้าจึงผุดขึ้น  นั่นแหละอาจเป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์

การมีสติระลึกรู้เท่าทันความคิดหรือความนึกที่ผุดขึ้น อีกทั้งเวทนาจากผัสสะในสิ่งเร้า  นั่นแหละมรรคปฏิบัติ

 

หลักการปฏิบัติแนวทางเวทนา

๑.อัน สุขเวทนา ถูกต้อง(กระทบ)แล้ว  ย่อมไม่เพลิดเพลิน  ไม่พูดถึง  ไม่ดำรงอยู่ด้วยความติดใจ  แล้วอุเบกขา

๒.อัน ทุกขเวทนา ถูกต้องแล้ว  ไม่เศร้าโศก  ไม่ลำบาก  ไม่ร่ำไห้  ไม่คร่ำครวญตีอกชกหัว  ไม่ถึงความหลง(โมหะ)  แล้วอุเบกขา

๓.อัน อทุกขมสุขเวทนา ถูกต้องแล้ว  ย่อมทราบชัดความตั้งขึ้น(เกิด)  ความดับไป  คุณ  โทษ  และที่สลัดออกแห่งเวทนานั้น ตามความเป็นจริง จึงไม่ฟุ้งซ่านปรุงแต่งไปเปิดโอกาสให้เกิดเวทนาต่างๆขึ้นอีก  แล้วอุเบกขาเช่นกัน

อุเบกขา  ด้วยเวทนาทั้งหลายก็ย่อมยังให้เกิดสังขารขันธ์ต่างๆในที่สุด  เมื่ออุเบกขาเสียแล้ว ก็ย่อมไม่เกิดเวทนาต่างๆอีกทั้งสังขารขันธ์อีกด้วย ไม่ให้เนื่องสัมพันธ์ต่อไปอีก

เวทนา สักว่าเวทนา มันเกิดขึ้นเช่นนี้เองตามธรรม เมื่อมีการผัสสะ โดยการพิจารณาการเกิด การดับ ฯ.

 

รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์  แม้ชีวิตและสังขารทั้งปวง ต่างล้วนเป็นอนัตตา จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะความที่ไม่มีตัวตน ของตนเองจริง  แท้จริงแล้วจึงไม่สามารถไปบังคับบัญชาหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้เลย  เพราะมันเป็นไปตามเหตุปัจจัย (จึงเพียงสามารถแค่แก้ไขที่เหตุปัจจัยบางอย่างบางประการได้บ้างบางส่วนเท่านั้นเอง)  ดังนั้นมันจึงเป็นเช่นนี้เอง  แต่ปุถุชนมักไปคิดหรือคาดหวังว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในบางสิ่งบางอย่างให้เป็นไปตามความปรารถนาของตัวตนได้ด้วยอุปาทาน   ดังนั้น เราจึงมีหน้าที่เพียงแต่มีสติรู้เท่าทัน และประกอบด้วยปัญญาญาณว่า มันเป็นเช่นนี้เองตามสภาพธรรมคือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ จึงไม่เป็นอื่น  จึงเกิดการปล่อยวางไม่ยึดถือได้ด้วยปัญญาญาณ อันเป็นการดับตัณหานั่นเอง ด้วยสักว่ามันต้องเป็นเช่นนี้เอง  อีกทั้งอุเบกขาไม่แทรกแซงเข้าไปปรุงแต่ง

 

จิต เมื่อไปอยู่กับกาย๑ ดังสังเกตุลมหายใจ สังเกตุอิริยาบถการเคลื่อนไหว การพิจารณากายไม่เที่ยง เป้นปฏิกุล ฯ. ฯ. (ใช้คำว่าสังเกตุเพราะไม่ได้หมายถึงการไปนั่งสมาธิปฏิบัติแต่หมายถึง ปฏิบัติในขณะดำเนินชีวิตประจำวัน)

หรือการที่ จิตไปอยู่กับเวทนา๑ คือการมีสติรู้เท่าทันเวทนา  หรือสติหรือจิตคิดพิจารณาในเวทนา เช่นการเกิด การดับของเวทนา ฯ.

หรือการที่ จิตไปอยู่กับจิต๑  จิตแรกที่หมายถึงสติ ส่วนจิตตัวหลังหมายถึงสังขารขันธ์ต่างๆ จึงหมายถึงรวมถึงอารมณ์ในทางโลกต่างๆ  จึงรวมทั้งจิตตสังขารอันเป็นผลมาจากสังขารขันธ์(อารมณ์)ที่ทำให้เกิดการคิดอ่านคือความคิดนึกต่างๆขึ้น  จึงหมายถึงการมี จิตหรือสติรู้เท่าทันจิตคือสังขารขันธ์  หรือจิตอยู่ในการพิจารณาการเกิด การดับ ฯ. ของสังขารขันธ์  

หรือการที่ จิตอยู่ในธรรม๑ คือมีสติพิจารณาในธรรม คำสอนอันมีประโยชน์ต่างๆ เช่น นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ ปฏิจจสมุปบาท พระไตรลักษณ์ ฯ. ให้เห็นความจริงอันเป็นไปตามหลักเหตุและผล

เมื่อจิตคือสติไปอยู่ในธรรมทั้ง ๔ คือ กาย๑ เวทนา๑ จิต๑ ธรรม๑ ดังข้างต้น  เมื่อนั้นจิตย่อมระงับความดำริพล่านลงไป  ไม่ฟุ้งซ่านปรุงแต่งออกไปในเรื่องต่างๆ  อีกทั้งถ้าประกอบด้วยความเพียร ย่อมเป็นการดำเนินไปในสัมโพชฌงค์ทั้ง ๗ อีกด้วย โดยเฉพาะ สติสัมโพชฌงค์...สมาธิสัมโพชฌงค์ อีกทั้งเมื่อเกิดปัญญาพละย่อมยังให้เกิดอุเบกขาสัมโพชฌงค์อย่างมีกำลังเป็นที่สุด

 

จำไว้ให้แม่น  แม้จิตมีสติระลึกรู้เท่าทันจิต ต้องเท่าทัน ไม่ใช่รู้ตาม แล้วจิตตั้งมั่น อุเบกขา ไม่ให้เข้าประตูบ้าน จึงได้ผล

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ