กลับสารบัญ

ภิกขุนีสูตร

พระไตรปิฎก เล่ม๑๙

พุทธพจน์ และ พระสูตร ๑๓.

     

 คลิกขวาเมนู

         กล่าวโดยย่อ  เป็นการกล่าวถึงคุณอันวิเศษของจิตตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔   สำหรับผู้ปฏิบัติในสติปัฏฐาน๔  หรือผู้ที่มีสติระลึกรู้เท่าทันกาย,เวทนาหรือจิตและธรรมในปฏิจจสมุปบาท เพราะเป็นผู้ที่มีสติหรือจิตที่ตั้งมั่นในกาย เวทนา จิต ธรรมแล้วเช่นเดียวกัน   แม้แต่ในผู้ที่มีกำลังในการพิจารณาธรรมได้ตั้งมั่นหรือแนบแน่นด้วยความยินดีอยู่เสมอๆเพราะเท่ากับเป็นผู้มีสติในการเจริญธรรมานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔ นั่นเอง  เพราะจริงแล้วต่างล้วนเป็นธรรมเดียวกันนั่นเอง เพียงแต่จำแนกแจกแจงออกไปเป็นแนวทางต่างๆ เพื่อประโยชน์ให้นักปฏิบัติเล็งเห็นเข้าใจได้ง่ายตาม จริต สติ ปัญญาของนักปฏิบัติเอง,  ดังนั้นสามารถใช้คุณอันวิเศษ อันเกิดขึ้นแต่จิตที่มีสติตั้งมั่นนั้นได้ เมื่อเกิดความทุกข์เผาลนกระวนกระวายด้วย  ความเร่าร้อนอันเกิดแต่กายเป็นเหตุ,  หรือความหดหู่อันเกิดแต่จิตเป็นเหตุ,  หรือจิตฟุ้งซ่าน ไม่สามารถหยุดคิดนึกปรุงแต่งอันเป็นทุกข์ได้ แม้จะระลึกรู้เท่าทันในจิตสังขาร(คิด,โมหะ,โทสะ ฯลฯ.)เหล่านั้นเป็นอย่างดี อันเนื่องจากประกอบด้วยอุปาทานแล้ว หรือก็คืออุปาทานอันแรงกล้าได้ครอบงำเสียแล้ว(จิตกำลังดำเนินไปอยู่ในชราอันเร่าร้อนเผาลนในวงจรปฏิจจสมุปบาท)จึงหยุดไม่ได้   ดังนั้นเมื่อเกิดทุกข์ อันหนึ่งอันใดก็ดี อันเนื่องจาก กาย เวทนา จิต หรือธรรมตามสภาวะโลกๆตามที่กล่าว  กล่าวคือ นักปฏิบัติย่อมเป็นปกติมีสติรู้เท่าทันในกาย เวทนา จิต หรือธรรมอยู่แล้วด้วยจิตตั้งมั่นอย่างสมํ่าเสมอ(ประกอบด้วยสัมมาสมาธิ)พอควร  แล้วเกิดมีความทุกข์อันเร่าร้อน,หดหู่,ฟุ้งซ่าน เป็นทุกข์เกิดขึ้น หรือจรมากระทบ(ผัสสะ) แล้วเกาะติดแน่นสลัดไม่หลุด  จิตซัดส่ายปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านไม่เลิกรา  ก็ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้

         แม้ในขณะนั้นกำลังเป็นทุกข์เร่าร้อน, จิตหดหู่, จิตฟุ้งซ่านอันใดอยู่ก็ตาม มีสติหรือพยายามตั้งจิตให้ตั้งมั่นขึ้น ทำการน้อมนึกนิมิตขึ้นในใจ ในสิ่งที่ตนเองเลื่อมใสนั้นๆ   เมื่อน้อมนึกในนิมิตที่ตนเองเลื่อมใสได้เป็นอย่างดีแล้ว ย่อมเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา  ย่อมยังให้มีความปราโมทย์   แล้วเป็นเหตุให้เกิดปีติความอิ่มเอิบใจ  ดังนั้นทุกข์ที่เร่าร้อน,หดหู่,ฟุ้งซ่านเหล่าใดเหล่านั้นย่อมระงับไปเนื่องด้วยธรรมอันเป็นปฏิปักษ์กันโดยธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าธรรมคู่ปรับกัน  ดังเช่น นํ้ากับไฟ หรือ นํ้ากับนํ้ามัน ย่อมอยู่ร่วมกันไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น,  ดังนั้นเมื่อเกิดปีติความอิ่มเอิบใจขึ้น  ทุกข์เหล่าใดเหล่านั้นจึงเป็นอันต้องระงับหรือดับไปเพราะเป็นธรรมคู่ปรับกัน   ดังนั้นกายใจย่อมระงับ(ปัสสัทธิ)  จึงย่อมเกิดความสุขสงบขึ้น เมื่อสุขสงบจึงเสวยสุข,  เมื่อเสวยสุข จิตก็ย่อมตั้งมั่น(สัมมาสมาธิ)ขึ้นเป็นธรรมดา ดังกล่าวไว้ในพระสูตรนี้ (เมื่อมีความสุข  จิตย่อมตั้งมั่น ขยายความตามพระสูตร) ก็เป็นอันสำเร็จผลขั้นหนึ่ง

        ดังนั้นการปฏิบัติข้างต้นที่กล่าวไป  จึงเป็นการดับผลที่เกิดขึ้นนั้นเสียก่อนตรงๆเป็นลำดับแรก  ปฏิบัติแค่ไหน?  แค่พอทุกข์เหล่าใดเหล่านั้นระงับหรือดับไป  และอย่าติดเพลินหรือติดใจอยากจนปล่อยให้แช่เลื่อนไหลไปกับความสุขความสงบความสบายที่เกิดขึ้นนั้น  แล้วดำเนินการปฏิบัติในขั้นต่อไปอันสำคัญยิ่ง คือการดับที่เหตุ  ด้วยอุเบกขาสัมโพชฌงค์

        กล่าวคือ ยังต้องไปทำการดับที่เหตุ  อีกครั้ง เป็นลำดับต่อไป จึงจักถูกต้องดีงามอย่างบริบูรณ์ยิ่ง กล่าวคือ เมื่อทุกข์จางคลายหรือดับลงไปแล้ว ต้องคุมจิตหรือสติไว้ไม่คิดนึกปรุงแต่งในเรื่องทุกข์เหล่าใดเหล่านั้น กล่าวคือ พระองค์ท่านใช้คำว่า ไม่ตรึก ไม่ตรอง หมายถึงไม่ไปคิด ไม่ไปพิจารณาอันปรุงแต่งหาเรื่องก่อเหตุอีกในเรื่องนั้นๆ   หรือก็คือไม่วิตก ไม่วิจารใดๆอีก กล่าวคือ กุมจิตอยู่กับสติ หรือมีสติกุมจิต อุเบกขาโดยไม่คิดปรุงแต่งในเรื่องนั้นๆ กล่าวคือ ไม่ฟุ้งซ่าน คือไม่ส่งจิตออกไปปรุงแต่งภายนอก   ภายนอกใดเล่า?  ภายนอก กาย๑  เวทนา๑  จิต๑  ธรรม๑   ไม่คิดปรุงแต่งไปทั้งในอดีตแลอนาคต,   ให้จิตหรือมีสติในภายใน   ภายในใดเล่า?   ภายใน กาย๑  เวทนา๑  จิต๑  ธรรม๑  นั่นเอง,  ดังนั้นทุกข์อันเร่าร้อน หดหู่ ฟุ้งซ่านเหล่าใดเหล่านั้นที่ดับไปแล้วนั้น  เมื่อดับเหตุก่อก็ย่อมไม่เกิดขึ้นใหม่อีก  จึงย่อมเป็นสุข  ก็รู้ชัดตามที่มันเป็น กล่าวคือ ย่อมรู้ชัดด้วยว่า ด้วยเหตุด้วยผลอันใด  เมื่อหยุดการปรุงแต่งหรือหยุดจิตฟุ้งซ่านไปภายนอกแล้วจึงสุขสงบ

         กระบวนธรรมที่เกิดขึ้นเหล่านี้  จึงล้วนดำเนินและเป็นไปภายใต้ธรรมอิทัปปัจจยตาของพระองค์ท่าน อันเที่ยงแท้และคงทนต่อทุกกาล  ด้วยพระปัญญาธิคุณ  จึงมิได้เป็นไปอย่างไร้เหตุผล  หรือมิได้เป็นไปภายใต้อิทธิฤทธิ์ไสยศาสตร์แต่ประการใด  แต่ล้วนเกิดขึ้นและเป็นไปอย่างเปี่ยมด้วยเหตุและผลอย่างเต็มเปี่ยมด้วยหลักอิทัปปัจจยตา หรือการกระทำ(กรรม)   หรือธรรม(สิ่ง)ทั้งหลายล้วนเกิดแต่เหตุ   จึงควรเข้าใจเพื่อไม่ให้เกิดทิฏฐุปาทาน หรือสีลัพพตปรามาสอันเป็นธรรมหรือสิ่งที่ร้อยรัดสรรพสัตว์ไว้ให้ติดอยู่ในกองทุกข์(สังโยชน์๑๐)

ทุกคนย่อมเป็นไปตามการกระทำ(กรรม)

ยถากมฺมํ   คมิสฺสนฺติ

(อัยยิกาสูตร  ๑๕/๑๓๗)

อันพอจะแสดงกระบวนธรรมของจิต ที่ดำเนินและเป็นไปตามการปฏิบัติ ได้ดังนี้

ตั้งจิตให้มั่นในนิมิต    เป็นเหตุปัจจัยจึงมี  ปราโมทย์ เป็นเหตุปัจจัยจึงมี  ปีติ เป็นเหตุปัจจัยจึงมี  กายระงับ เป็นเหตุปัจจัยจึงมี  สุขสงบ   เป็นเหตุปัจจัยจึงมี  จิตย่อมตั้งมั่น(สติอันกอบด้วยสมาธิ) เป็นเหตุปัจจัยให้มีกำลัง  ทำการดับที่เหตุ โดยการไม่คิดนึกปรุงแต่ง กล่าวคือ ไม่ส่งจิตไปภายนอก ไม่ฟุ้งซ่านไปอดีตหรืออนาคต,  อันเป็นการปฏิบัติเพื่อการดับที่เหตุ เพื่อไม่ให้เกิดผล อันคืออุปาทานทุกข์ขึ้นอีกจากการฟุ้งซ่านปรุงแต่งนั่นเอง

          ขอเน้น  เพื่อกันข้อผิดพลาดในการปฏิบัติ ดังที่เคยเกิดขึ้นกับผู้เขียนมาแล้วด้วยอวิชชา กล่าวคือ สติหรือจิตอยู่ภายใน  มีความหมายว่า การมีสติหรือจิต ระลึกรู้เท่าทันหรือพิจารณาในกาย, เวทนา, จิต, ธรรม    ซึ่งไม่ใช่จิตส่งใน    จิตมีสติเห็นใน กาย, เวทนา, จิต, ธรรมนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง   ส่วนจิตส่งในเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  ผลออกมาแตกต่างกัน   ขอให้พิจารณาให้เข้าใจอาการอย่างแจ่มแจ้ง   ฝ่ายแรกนั้นเป็นการใช้อย่างมีสติเจริญวิปัสสนาทางสติ,ปัญญาให้พ้นทุกข์    ส่วนจิตส่งในเป็นการเจริญฌานสมาธิแต่ฝ่ายเดียวและอย่างผิดๆ อย่างขาดสติเลื่อนไหลแต่ไม่รู้เพราะอวิชชา จึงทำให้เลื่อนไหลติดเพลิน(นันทิหรือตัณหา)อยู่ในความสุข,สงบอันเป็นผล อันเกิดจากอำนาจของฌาน,สมาธิ  อันเป็นเหตุปัจจัยยังให้เกิดทุกข์ขึ้นในภายหน้าอย่างรุนแรง กล่าวคือ อาการที่คอยจดจ้องคอยเสพผลที่เกิดขึ้นจากฌาน,สมาธิ อันมีความสุขความสงบความสบายต่างๆอันเกิดขึ้นแต่กายหรือจิตเป็นเครื่องล่อลวง ทั้งจะโดยรู้ตัวหรือโดยไม่รู้ตัวก็ตามที,   ขอให้พึงระวัง ไม่เหมือนกัน  ผลออกมาตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง  ราวกับดั่งนรกกับสรรค์ ฉันใด ฉันนั้น นั่นแล

           ภิกขุนีสูตรนี้ แม้เป็นพระสูตรสั้นๆ  แต่ถ้าโยนิโสมนสิการโดยแยบคายแล้ว  จักยังให้เข้าใจในธรรมนานาประการ เช่น  สติหรือจิตภายใน  ภายในคืออะไร?  ซึ่งย่อมไม่ใช่จิตส่งใน,  สติหรือจิตภายนอก ภายนอกคืออย่างไร?,  จิตฟุ้งช่าน ใช่จิตคิดปรุงแต่งหรือไม่?   จิตกายเร่าร้อน, จิตหดหู่, จิตฟุ้งซ่านแก้ไขอย่างร?   ใช้คุณวิเศษอย่างไรในการดับทุกข์ที่กำลังรุมเร้าเผาลน   เห็นความเป็นเหตุปัจจัยในการดำเนินไปในการดับทุกข์ที่เร่าร้อนนั้น.   (มีอธิบายต่อจากพระสูตร)

ภิกขุนีสูตร

ผู้มีจิตตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔ ย่อมรู้คุณวิเศษ

    [๗๑๔] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น เวลาเช้า ท่านพระอานนท์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร

เข้าไปยังสำนักของนางภิกษุณีแห่งหนึ่ง  แล้วนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้

ครั้งนั้น ภิกษุณีมากรูปเข้าไปหาท่านพระอานนท์  ไหว้ท่านพระอานนท์แล้ว  จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นแล้ว จึงพูดกะท่านพระอานนท์ว่า  ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ  ภิกษุณีมีมากรูปในธรรมวินัยนี้

มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐาน ๔  ย่อมรู้คุณวิเศษอันยิ่งอย่างอื่นจากคุณวิเศษในกาลก่อน

ท่านพระอานนท์ ตอบว่า น้องหญิง ข้อนี้เป็นอย่างนั้น  ข้อนี้เป็นอย่างนี้  ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง

มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐาน ๔  ภิกษุหรือภิกษุณีรูปนั้นพึ่งหวังข้อนี้ได้ว่า จักรู้คุณวิเศษอันยิ่ง

อย่างอื่นจากคุณวิเศษในกาลก่อน  ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ยังภิกษุณีเหล่านั้นให้เห็นแจ้ง

ให้สมาทาน  ให้อาจหาญ  ให้ร่าเริงด้วยธรรมมีกถา  แล้วลุกจากอาสนะหลีกไป.

    [๗๑๕] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีแล้ว

ในเวลาปัจฉาภัต  กลับจากบิณฑบาต  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ  

ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เมื่อเช้านี้ ข้าพระองค์นุ่งแล้ว  ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังสำนักนางภิกษุณีแห่งหนึ่ง

แล้วนั่งบนอาสนะที่เข้าปูลาดไว้  ครั้งนั้น ภิกษุณีมากรูปเข้ามาหาข้าพระองค์  ไหว้ข้าพระองค์แล้ว

จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้วได้พูดกะข้าพระองค์ว่า

ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ  ภิกษุณีมากรูปในธรรมวินัยนี้   มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐาน ๔

ย่อมรู้คุณวิเศษอันยิ่งอย่างอื่นจากคุณวิเศษในกาลก่อน  เมื่อภิกษุณีทั้งหลายพูดอย่างนี้แล้ว

ข้าพระองค์ตอบว่า  น้องหญิง ข้อนี้เป็นอย่างนั้น   ข้อนี้เป็นอย่างนี้   ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง

มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐาน ๔   ภิกษุหรือภิกษุณีรูปนั้นพึงหวังข้อนี้ได้ว่า

จักรู้คุณวิเศษอันยิ่งอย่างอื่นจากคุณวิเศษในกาลก่อน.

 

    [๗๑๖] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  ดูกรอานนท์  ข้อนี้เป็นอย่างนั้น  ข้อนี้เป็นอย่างนี้

ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐาน ๔  ภิกษุหรือภิกษุณีรูปนั้นพึงหวัง

ข้อนี้ได้ว่า  จักรู้คุณวิเศษอันยิ่งอย่างอื่นจากคุณวิเศษในกาลก่อน สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน?

 

    [๗๑๗] ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้   ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่

มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

เมื่อเธอพิจารณาเห็นกายในกายอยู่   (แล้วเกิด)ความเร่าร้อนมีกายเป็นอารมณ์(กายเป็นเหตุ) เกิดขึ้นในกายก็ดี    

(หรือเกิด)ความหดหู่แห่งจิต เกิดขึ้นก็ดี   (หรือเกิดจาก)จิตฟุ้งซ่านไปในภายนอก ก็ดี   

ภิกษุนั้น พึงตั้งจิตไว้ให้มั่นในนิมิต   อันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสอย่างใดอย่างหนึ่ง

เมื่อเธอตั้งจิตไว้มั่นในนิมิต   อันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่  ปราโมทยย่อมเกิด

เมื่อเธอปราโมทย์  ปีติย่อมเกิด   เมื่อเธอมีใจประกอบด้วยปีติ กายย่อมระงับ

เธอมีกายระงับแล้ว ย่อมเสวยสุข   เมื่อเธอมีสุข  จิตย่อมตั้งมั่น   ขยายความตามพระสูตร

เธอย่อมพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า  เราตั้งจิตไวเพื่อประโยชน์ใด  ประโยชน์นั้นสำเร็จแก่เราแล้ว

บัดนี้เราจะคุมจิตไว้  เธอคุมจิตไว้   และไม่ตรึก ไม่ตรอง ย่อมรู้ชัดว่า เราไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร

มีสติในภายใน เป็นผู้มีความสุขดังนี้.

    [๗๑๘] ดูกรอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ .....(เหมือนข้างต้น  เห็นกายในกาย)

ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ .....(เหมือนข้างต้น)

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่    มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ

มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย  เมื่อเธอพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่

(เกิด)ความเร่าร้อนมีธรรมเป็นอารมณ์เกิดขึ้นในกายก็ดี   (หรือเกิด)ความหดหู่แห่งจิตเกิดขึ้นก็ดี   

(หรือเกิดจาก)จิตฟุ้งซ่านไปในภายนอกก็ดี   ภิกษุนั้นพึงตั้งจิตไว้ให้มั่นในนิมิต

อันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสอย่างใดอย่างหนึ่ง  เมื่อเธอตั้งจิตไว้มั่นในนิมิต

อันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่  ปราโมทย์ย่อมเกิด

เมื่อเธอปราโมทย์  ปีติย่อมเกิด  เมื่อเธอมีใจประกอบด้วยปีติ  กายย่อมระงับ  เธอมีกายระงับแล้ว

ย่อมเสวยสุข  เมื่อเธอมีสุข  จิตย่อมตั้งมั่น  เธอย่อมพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า

เราตั้งจิตไว้เพื่อประโยชน์ใด  ประโยชน์นั้น สำเร็จแก่เราแล้ว  

บัดนี้เราจะคุมจิตไว้  เมื่อเธอคุมจิตไว้  และไม่ตรึก  ไม่ตรอง  

(ดังนั้น)ย่อมรู้ชัดว่า เราไม่มวิตก  เราไม่มีวิจาร  มีสติในภายใน เป็นผู้มีความสุข

ดังนี้ ดูกรอานนท์ ภาวนา(การทำให้เจริญ)ย่อมมี เพราะตั้งจิตไว้ ด้วยประการฉะนี้แล.

(สติในภายใน - มีสติอยู่ภายใน กาย เวทนา จิต ธรรม   หรือรูป-นามนั่นเอง)

 

    [๗๑๙] ดูกรอานนท์  ก็ภาวนา(การทำให้เจริญ) ย่อมมีเพราะไม่ตั้งจิตไว้ในภายนอกอย่างไร?

ดูกร อานนท์  ภิกษุมิได้ตั้งจิตไว้ในภายนอก  ย่อมรู้ชัดว่า จิตอันเรามิตั้งไว้ในภายนอก

ในลำดับนั้น  เธอย่อมรู้ชัดว่า  จิตของเราไม่ได้ฟุ้งซ่านไปข้างหลังและข้างหน้า พ้นแล้วมิได้ตั้งอยู่

ก็แลในกาลนั้น เธอย่อมรู้ชัดว่า  เราย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ

เป็นผู้มีความสุข ดังนี้.

(จิตไว้ในภายนอก = จิตส่งออกไปปรุงแต่งต่อสิ่งต่างๆภายนอกกาย เวทนา จิต ธรรม = ส่งจิตออกไปปรุงแต่งต่อสิ่งต่างๆหรืออายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ที่จรมาหรือจรไปกระทบผัสสะ = จิตปรุงแต่ง, คิดปรุงแต่ง, จิตฟุ้งซ่าน)

    [๗๒๐] ดูกรอานนท์  ภิกษุมิได้ตั้งจิตไว้ในภายนอก  ย่อมรู้ชัดว่า  จิตอันเรามิได้ตั้งไว้

ในภายนอก ในลำดับนั้น เธอย่อมรู้ชัดว่า จิตของเราไม่ฟุ้งซ่านไป ข้างหลังและข้างหน้า พ้นแล้ว

มิได้ตั้งอยู่  ก็แลในกาลนั้น  เธอย่อมรู้ชัดว่า เราย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความ

เพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  เป็นผู้มีความสุข ดังนี้.

    [๗๒๑] ดูกรอานนท์  ภิกษุมิได้ตั้งจิตไว้ในภายนอก  ย่อมรู้ชัดว่า  จิตอันเรามิได้ตั้งไว้

ในภายนอก ในลำดับนั้น เธอย่อมรู้ชัดว่า  จิตของเราไม่ฟุ้งซ่านไป ข้างหลังและข้างหน้า พ้นแล้ว

มิได้ตั้งอยู่  ก็แลในกาลนั้น เธอย่อมรู้ชัดว่า  เราย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร

มีสัมปชัญญะ  มีสติ  เป็นผู้มีความสุข  ดังนี้.

    [๗๒๒] ดูกรอานนท์  ภิกษุมิได้ตั้งจิตไว้ในภายนอก  ย่อมรู้ชัดว่า  จิตของเรามิได้

ฟุ้งซ่านไปข้างหลังและข้างหลัง  พ้นแล้ว มิได้ตั้งอยู่ ก็แลในกาลนั้น  เธอย่อมรู้ชัดว่า เราย่อม

พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่  มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  เป็นผู้มีความสุข ดังนี้.

 

    [๗๒๓] ดูกรอานนท์ ภาวนา(การทำให้เจริญ)ย่อมมี  เพราะไม่ได้ตั้งจิตไว้(ภายนอก)อย่างนี้แล ดูกรอานนท์

ภาวนา(การทำให้เจริญ)ย่อมมีเพราะตั้งจิตไว้(ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม) เราแสดงแล้ว

ภาวนา(การทำให้เจริญ)ย่อมมีเพราะมิได้ตั้งจิตไว้(ภายนอก,ไปปรุงแต่ง) เราก็แสดงแล้ว

ด้วยประการฉะนี้แล ดูกรอานนท์  กิจอันใดอันศาสดา  ผู้แสวงหาประโยชน์ ผู้อนุเคราะห์ มุ่ง

ความอนุเคราะห์จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจอันนั้น  เรากระทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย  

อานนท์ นั่นโคนไม้  นั่นเรือนว่าง  เธอทั้งหลายจงเพ่งพินิจ  อย่าประมาท  

อย่าได้มีความร้อนใจในภายหลัง นี้เป็นอนุศาสนีของเรา  สำหรับเธอทั้งหลาย.

    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพุทธพจน์นี้แล้ว  ท่านพระอานนท์ปลื้มใจชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล.

จบ สูตรที่ ๑๐

จบ อัมพปาลิวรรค

เนื้อความตามพระสูตร  เพียงแต่ตัดต่อข้อความระหว่างบันทัด และวงเล็บขยายความเท่านั้น

         ถ้าโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย จักพบพระพุทธประสงค์ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน๔ อย่างแจ่มแจ้ง และถูกต้องแนวทาง  ไม่ใช่ดังที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันเป็นจำนวนมากโข ที่คิดว่าเป็นการปฏิบัติแนวทาง สติปัฏฐาน๔  ทั้งๆที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจจึงมักดำเนินไปในฝ่ายสมถสมาธิหรือฌานสมาธิแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่รู้ตัว  เพียงแต่คิดว่าถูกต้องดีงามแล้วเท่านั้น   เพราะเมื่อปฏิบัติเหตุผิดด้วยอวิชชา แม้ด้วยเจตนาที่ดีสักปานใดก็ตามที  ก็ย่อมยังผลให้ออกมาผิดพลาดแนวทางไปเป็นธรรมดา

         เมื่อโยนิโสมนสิการจากพระสูตรนี้  จักทำให้เห็นพระพุทธประสงค์ได้อย่างแจ่มแจ้งขึ้น  ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔  กล่าวคือ  สติปัฏฐาน ๔ นั้นเป็นการปฏิบัติที่เน้นตามชื่ออยู่แล้ว คือ สติเป็นประธาน  หรือสติเป็นฐาน เป็นบาทฐานหรือเครื่องมือในการปฏิบัติ  แต่ก็เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสมาธิร่วมขึ้นด้วยเพียงในระดับหนึ่งที่ยังกอบด้วยสติพร้อมบริบูรณ์  ไม่ใช่แน่วแน่เสียจนเป็นสมาธิในระดับสูงที่สติไม่บริบูรณ์พอเพราะภวังคจิต   และตลอดจนใช้สติยังให้เกิดปัญญาขึ้นด้วยเช่นกัน  เนื่องด้วยเพราะธรรมานุปัสสนานั้น  เป็นการใช้สติเป็นแก่น ที่มีสมาธิเป็นองค์ประกอบร่วมด้วยนั้น ไปในการพิจารณาธรรมต่างๆ ดังที่ท่านหยิบยกมาเป็นแบบอย่างในบทธรรมานุปัสสนา  มีผู้ถามว่าแล้วพิจารณาปฏิจจสมุปบาทได้ไหม ไม่เห็นกล่าวไว้ในบทธัมมานุปัสสนา   ทำไมจะไม่ได้ในเมื่อเป็นธรรมและเป็นมงกุฎแห่งธรรมเสียด้วย  ดังพุทธพจ์ที่ตรัสยืนยันไว้ว่า  ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท  ผู้นั้นเห็นธรรม   เมื่อเห็นธรรมจึงเห็นธรรมหรือธรรมชาติต่างๆได้หลากหลาย โดยเฉพาะเรื่องการเกิดขึ้นของทุกข์ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการดับไปแห่งทุกข์  คือนำไปดับที่เหตุได้อย่างถูกต้องดีงามนั่นเอง

        จึงพึงทราบจุดประสงค์ของการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ อย่างถูกต้อง  เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องแนวทางด้วยเช่นกัน   จุดประสงค์ในปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔  จึงมีโดยสังเขปดังนี้

        สติ  ฝึกสติให้ระลึกรู้  เป็นลำดับขั้นแรก  โดยอาศัยลมหายใจ  อันเป็นกายสังขาร(การกระทำทางกาย)อย่างหนึ่ง  อันเป็นสิ่งที่เหมาะแก่การเริ่มต้น  คือ ยังไม่ใช้ปัญญาเต็มที่  อาศัยกายให้เกิดสติ สมาธิ ปัญญาเสียก่อน   สติเกิดแต่ความตั้งใจ  เมื่อตั้งใจมั่นก็ยังให้เกิดสมาธิเป็นผลร่วมด้วย  ปัญญาก็เกิดในการพิจารณาต่างๆ ดังเช่น ในกายสังขารหรือลมหายใจ เช่น การเห็นความไม่เที่ยง ความแปรปรวนของลมเหล่าใดเหล่านั้น  แล้วก็ดำเนินไปในการปฏิบัติแบบต่างๆตามสติและปัญญาที่พัฒนาขึ้น

        เป็นเครื่องอยู่ของจิต  กล่าวคือ เมื่อมีสติตั้งมั่นอยู่ในกาย เวทนา จิต หรือการพิจารณาหรือโยนิโสมนสิการในธรรมแล้ว เรียกว่า "จิตมีที่อยู่และหน้าที่อันควรยิ่ง"  จิตจึงย่อมไม่ส่งส่ายไปปรุงแต่งภายนอก ที่ในพระสูตรท่านใช้คำว่า"ไม่จิตฟุ้งซ่านไปภายนอก"  หรือที่ท่านหลวงปู่ดูลย์ อตุโลใช้คำว่า "อย่าส่งจิตออกนอก" หรือกล่าวว่า "จิตส่งออกนอก เป็นสมุทัย"   หรือผู้เขียนเองที่มักใช้ "ไม่จิตปรุงแต่งบ้าง ไม่คิดนึกปรุงแต่งบ้าง ไม่ส่งจิตออกไปปรุงแต่งบ้าง" ล้วนมีความหมายเป็นสำคัญเดียวกัน   ดังนั้นเมื่อจิตไม่ฟุ้งซ่านไปภายนอก คือไม่คิดนึกปรุงแต่งไปภายนอกกาย เวทนา จิต หรือธรรม  กล่าวคือ จิตไม่ฟุ้งซ่านออกไปปรุงแต่งใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ตลอดจนธรรมารมณ์จากภายนอก จึงย่อมไม่เกิดการกระทบผัสสะให้เกิดทุกข์,   จิตหรือสติอยู่แต่ภายในกาย เวทนา จิต หรือธรรมที่พิจารณาหรือเกิดขึ้นแก่จิต อันยังให้เกิดปัญญาญาณเป็นสำคัญอีกด้วย,   จิตหรือจิตภายในจึงย่อมเกิดความสงบระงับ  จึงย่อมเป็นสุขระดับหนึ่ง  สติปัญญาก็ย่อมแจ่มใส  จิตก็ย่อมตั้งมั่นขึ้นเป็นสัมมาสมาธิได้ง่าย

        การเป็นเครื่องอยู่ของจิตที่เกิดขึ้นนี้  เกิดขึ้นและเป็นไป ๒ ลักษณะ คือ จิตหรือสติอยู่กับกาย เวทนา จิตธรรม ดังกล่าวข้างต้น๑.    ลักษณะที่๒ คือ การเห็น การเกิดขึ้นบ้าง การแปรปรวนบ้าง การดับไปบ้าง ฯลฯ. เหล่านั้นนอกจากยังให้เกิดปัญญาญาณหยั่งรู้เข้าใจในธรรมอย่างแจ่มแจ้งด้วยตนเองขึ้นแล้ว  ก็เป็นลักษณะหนึ่งของการเป็นเครื่องอยู่ของจิต  คือจิตหรือสติไปพิจารณาในธรรมที่เห็น  จิตหรือสติจึงไม่ไปยึดมั่นหมายมั่นใดๆพัวพันในสิ่งที่เกิดขึ้นแก่จิตในขณะนั้น  อันจะก่อให้เกิดทุกข์ขึ้นอีก ถ้าไปยึดเกาะเกี่ยวพัวพัน ไม่ปล่อยวาง  อันเป็นการเบี่ยงเบนจิตอย่างหนึ่งเช่นกัน แต่กอบด้วยสติและปัญญา จึงเป็นการปฏิบัติที่ยังให้เกิดบุญกุศลสูงสุด

        สมาธิ  ดังที่กล่าวข้างต้น  ต้องการสติเป็นประธานก็จริงอยู่  แต่ก็เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสมาธิขึ้นด้วย หรือเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง แต่เป็นสมาธิที่มีสติเป็นหลักหรือบาทฐาน  จึงไม่ใช่ในลักษณาการของการปฏิบัติสมถสมาธิที่ต้องการให้เป็นไปในระดับสงบประณีตแต่ฝ่ายเดียว ที่สติจางคลายเคลิบเคลิ้มเพราะภวังค์ไม่สามารถมีสติพิจารณาในสิ่งใดได้อย่างเต็มกำลัง   อันอาจพึงเกิดได้เป็นบางครั้งบางคราเป็นธรรมดา เพียงเมื่อต้องการพักหรือเมื่อสติขาดอันอาจเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา  แต่ต้องไม่ใช่ด้วยการตั้งจุดประสงค์หรือปล่อยให้เลื่อนไหลอย่างขาดสติไม่รู้ตัวอยู่เสมอๆไปในสมถสมาธิระดับสูงเพื่อความสุขสงบสบายเป็นจุดประสงค์ อันมักไม่รู้ตั

        ปัญญา  สตินี้กลายเป็นเหตุปัจจัยร่วมให้เกิดปัญญาระดับสัมมาปัญญา(มรรคองค์ที่๙)  กล่าวคือ เมื่อมีสติตั้งมั่นอยู่ในการพิจารณาธรรม(ธรรมานุปัสสนา) แม้กระทั่งสติที่พิจารณาในกาย เวทนา จิต ก็ตาม  ต่างก็ล้วนก่อให้เกิดปัญญา ภูมิรู้ภูมิญาณเข้าใจกาย เข้าใจเวทนา เข้าใจจิต และเข้าใจเรื่องทุกข์ขึ้นไปเป็นลำดับ

        ขอกล่าวเรื่องนิมิตที่ตั้งจิตให้มั่นน้อมนึกในพระสูตรนี้ สักเล็กน้อย   เพื่อเป็นเกร็ดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติ   นิมิตที่น้อมนึกนี้  ไม่ต้องกระทำในสภาพนั่งสมาธิในรูปแบบแผนแต่อย่างใด   ลองลืมตาแลัวน้อมนึกภาพหน้าคุณพ่อ หน้าคุณแม่ หรือหน้าลูกในจิตโดยไม่ต้องหลับตา   จะนึกสภาพหน้าตาของท่านเหล่านั้นในจิตขึ้นมา  ไม่ต้องหลับตาแล้วพยายามให้เห็นรูปนิมิต(โดยตาในอย่างที่คิดๆกัน)แต่อย่างใด อย่างชนิดที่ให้เห็นเป็นภาพอย่างแจ่มชัดเหมือนตาเห็น   เป็นการเห็นด้วยจิตเท่านั้น อันเกิดแต่สัญญาความจำนั่นเอง  แล้วนึกตั้งมั่นในนิมิตที่ยังให้เกิดความปลาบปลื้มยินดีปราโมทย์ได้ง่ายๆเหล่าใดเหล่านั้น เช่น พระพุทธรูป ที่ถูกจริต ต้องใจ ฯลฯ.  นอกจากรูปนิมิตดังกล่าวแล้ว  อาจเป็นเสียง หรือธรรมหรือข้อคติธรรม(นามนิมิต)อันถูกจริต มีความเข้าใจ ต้องใจ ยังให้เกิดปราโมทย์ ของท่านเป็นสำคัญ ก็สามารถน้อมนึกขึ้นมาใช้ได้เช่นกัน,  ส่วนผู้ที่สามารถทำอุคคหนิมิตหรือปฏิภาคนิมิตได้อยู่แล้ว ก็ควรน้อมนำด้วยจิตที่ผ่อนคลาย น้อมนำไปในทางให้เกิดปราโมทย์,   ดังนั้นเมื่อน้อมนึกนิมิตดังกล่าวด้วยจิตตั้งมั่นพอสมควรแล้ว ย่อมยังให้จิตเกิดสมาธิขึ้นในระดับหนึ่ง ปีติจึงเกิดขึ้น จึงระงับนิวรณ์๕เหล่าใดเหล่านั้นลงไปในขั้นแรกก่อนเสียนั่นเอง  แล้วจึงไปดับที่เหตุอย่างมีกำลัง   ดังนั้นจึงสามารถนำคุณอันวิเศษนี้ไปใช้ได้จริงในการดำเนินชีวิต เมื่อมีทุกข์ดังกล่าวเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

ข้อคิด

          กล่าวคือ การปฏิบัติดังกล่าวข้างต้นในการดับทุกข์ที่เผาลนเกิดขึ้นนั้น  เป็นไปในแนวทางโพชฌงค์ ๗ เช่นกันนั่นเอง กล่าวคือ ดำเนินพัฒนาก้าวไปในโพชฌงค์ ๗ กล่าวคือ  มีสติ๑.   ธรรมวิจยะเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติด้วยการพิจารณานิมิตที่เลื่อมใส๑.   ด้วยความวิริยะ๑.   ยังให้เกิดปีติ๑.   ยังให้เกิดปัสสัทธิ๑.   ยังให้จิตตั้งมั่นหรือสมาธิ๑.  และดำเนินต่อไปในขั้นสุดท้ายด้วยอุเบกขาสัมโพชฌงค์๑. ด้วยการไม่วิตก ไม่วิจาร ในเรื่องนั้น

กุณฑลิยะ     :  ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ  ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว  กระทำให้มากแล้ว  ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์?

พระพุทธเจ้า :  ดูกรกุณฑลิยะ โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์.

กุณฑลิยะ     :  ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว  ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์?

พระพุทธเจ้า :  ดูกรกุณฑลิยะ สติปัฏฐาน ๔ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์.

(กุณฑลิยสูตร)

เมื่อทุกข์กำลังเผาลน ควรทำอย่างไร

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย