กระดานธรรม ๒

 อุเบกขา แบบต่างๆ

 คลิกขวาเมนู

        อุเบกขา ในทางพระพุทธศาสนามีคำว่า อุเบกขา อยู่หลายความหมายหรือหลายนัยด้วยกัน ดังเช่น อุเบกขาในสัมโพชฌงค์ ๗,  อุเบกขาในฌาน,  อุเบกขาเวทนา,  อุเบกขาในพรหมวิหาร ๔  จึงควรมีความเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อกล่าวถึงสาระหรือเรื่องนั้นๆจะได้จำแนกแตกธรรมได้ถูกต้อง ตลอดจนไม่เกิดความสับสนเสียจนเกิดวิจิกิจฉาในธรรม อันจักยังให้ปฏิบัติไปผิดลู่ผิดทางอีกด้วย  ดังเช่นไม่เข้าใจผิดไปยึดอุเบกขาในฌานที่แม้ให้ความสุขความสงบในช่วงระยะหนึ่งนั้นๆว่า เป็นหนทางดับทุกข์อย่างถาวรแท้จริง

        อุเบกขาทั้ง ๔ องค์นี้  ถึงแม้ล้วนมีความหมายว่า เป็นกลาง อยู่กลางๆ จึงวางเฉย ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดด้วยกันทั้งนั้น  แต่มีเหตุเกิดที่ต่างกัน หรือจากการปฏิบัติที่แตกต่างกันไป ผลที่ออกมาจึงมีความแตกต่างกันไปเป็นธรรมดา  แต่ก็ดังที่กล่าวแล้ว ล้วนมีนัยว่า เป็นกลางๆทั้งสิ้น

 อุเบกขา ในโพชฌงค์

        อุเบกขา ในโพชฌงค์ เป็นอุเบกขาที่มีเหตุเกิดประกอบด้วยทั้งสัมมาสติ, สัมมาสมาธิ และสัมมาปัญญาอันยิ่ง กล่าวคือการมีสติรู้เท่าทันที่แน่วแน่ อีกทั้งยังต้องพร้อมด้วยปัญญาหรือปรีชาที่แจ่มแจ้ง ดังเช่น เข้าใจในความเป็นเหตุปัจจัย ที่เมื่อมีการปรุงแต่งย่อมเกิดเวทนา  หรือเห็นความไม่เที่ยงเมื่อไปยึดไปอยากย่อมเป็นทุกข์ ฯลฯ.  มีสติเห็นตามความเป็นจริงดังนี้แล้วจึงอุเบกขาเป็นกลาง  กล่าวคือเมื่อเกิดความรู้สึก(Feeling)คือเกิดเวทนาอย่างไรก็ตาม เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉยๆ ก็เป็นไปอย่างนั้นตามธรรมหรือธรรมชาติ  แต่เป็นกลาง ที่เกิดขึ้นด้วยเจตนาตั้งใจ,ตั้งมั่น โดยการสำรวมคือการระวัง ไม่เอนเอียง, ไม่แทรกแซง, ไม่ไปปรุงแต่งคือฟุ้งซ่านไปในธรรมคือสิ่งนั้นๆที่สติรู้เท่าทันตามความเป็นจริง  เนื่องด้วยปัญญาที่เข้าใจยิ่งอย่างแจ่มแจ้งดีว่า จะเป็นเหตุก่อ ให้เกิดการปรุงแต่งต่างๆขึ้นมาต่อเนื่องไป กล่าวคือย่อมยังให้เกิดการผัสสะต่างๆ ซึ่งย่อมยังให้เกิดเวทนาต่างๆที่เป็นไปในลักษณะเกิดดับ เกิดดับ อย่างต่อเนื่องสืบต่อไป จนราวกับว่าเป็นชิ้นเป็นเรื่องๆเดียว ทั้งๆที่ความจริงยิ่งแล้ว เกิดแต่การปรุงแต่งอย่างเกิดดับ เกิดดับ...อยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว  อันเวทนาที่เกิดขึ้นเหล่านั้นย่อมอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาอุปาทาน  อันเป็นการดำเนินไปตามวงจรของการเกิดขึ้นของทุกข์คือปฎิจจสมุปบาทธรรม,  จึงเป็นอุเบกขาที่เป็นไปเพื่อให้ถึงวิมุตติความสุขจากการพ้นไปจากทุกข์อย่างไม่กลับกลาย   อุเบกขาเยี่ยงนี้จัดเป็นอุเบกขาในโพชฌงค์ ๗ อันจัดเป็นองค์สุดท้ายในโพชฌงค์ ๗ ที่ยังให้ตรัสรู้หรือให้ถึงซึ่งวิชชาและวิมุตติโดยบริบูรณ์ได้ ดังความนี้

กุณฑลิยสูตร

        กุณฑลิยะ     :    ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ  ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว  กระทำให้มากแล้ว  ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์?

        พระพุทธเจ้า :    ดูกรกุณฑลิยะ โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์.

 อ่านรายละเอียดของอุเบกขาในโพชฌงค์ ๗  ในเรื่อง อุเบกขา

 อุเบกขา ในฌาน

        ส่วนอุเบกขาในฌาน อันเป็นองค์ฌานหรือองค์ประกอบหนึ่งใน ๖ ของฌาน อันมีองค์ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา และอุเบกขา (รายละเอียดอยู่ในเรื่อง ฌาน,สมาธิ)  เป็นอาการของจิตอย่างหนึ่งของฌาน ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติสมถสมาธิ ที่หมายถึง เมื่อจิตไปยึดเหนี่ยวหรือกำหนดในอารมณ์สิ่งใดอย่างแน่วแน่ จนเป็นหนึ่ง จึงเป็นเหตุให้ในที่สุดปล่อยวางในสิ่งอื่นๆล้วนสิ้น จึงเข้าสู่ระดับประณีตในจตุถฌานหรือฌาน ๔ ซึ่งแน่วแน่เป็นเอกัคคตารมณ์ กล่าวคือ เมื่อแน่วแน่เป็นเอกอย่างสมบูรณ์หรือเป็นหนึ่งเดียว ขณะนั้นเององค์ฌานอุเบกขาก็จะเกิดเป็นผลขึ้นมาร่วมด้วยเนื่องจากสภาวะเอกัคคตาโดยธรรมหรือธรรมชาตินั้นเอง  กล่าวคือ เพราะแน่วแน่ เป็นหนึ่งเดียวนั่นเอง จึงเป็นการปล่อยวางในสังขารการปรุงแต่งต่างๆทั้งปวง(ความคิดหรือธรรมารมณ์) จึงย่อมเป็นเหตุให้เกิดความเป็นกลางหรือความสงบต่อสังขารอื่นๆนั้นขึ้น โดยธรรมหรือธรรมชาติที่เป็นเหตุปัจจัยกันนั่นเอง   เหตุเพราะเมื่อแน่วแน่เป็นหนึ่ง จิตย่อมไม่ส่งส่ายไปเกิดการผัสสะ(กระทบ)ต่ออารมณ์หรือสังขารทั้งปวงใดๆ  จึงย่อมเกิดความสงบหรืออุเบกขาเป็นกลางขึ้นเองอีกองค์หนึ่ง  อันเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรมหรืออิทัปปัจจยตานั่นเอง

        อุเบกขา ในฌานมีความหมายว่า  ความสงบ, ความมีใจเป็นกลาง, ความวางเฉยต่อสังขารคือสิ่งปรุงแต่งต่างๆ,  เพียงแต่ว่าความเป็นกลางนั้น เกิดมาจากจิตตั้งมั่น ไม่ส่งออกไปซัดส่ายปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านนั่นเอง  ยังมิได้เกิดแต่ญาณ

        อุเบกขาในฌาน  จึงมีเหตุเกิดที่แตกต่างจากอุเบกขาในโพชฌงค์ ๗ ตรงที่มิได้เกิดแต่ปัญญาระดับสัมมาญาณที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์โดยถาวร   แต่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติฌานสมาธิที่จิตแน่วแน่เป็นเหตุ จึงเกิดเป็นผลขึ้น กล่าวคือเมื่อจิตไม่ได้ปรุงแต่งในสิ่งใดๆเนื่องจากแน่วแน่อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนั้น จิตย่อมไม่เกิดการผัสสะกับสิ่งฟุ้งซ่านปรุงแต่งหรือกิเลสใดๆจึงย่อมยังให้เกิดทุกขเวทนาใดๆขึ้นไม่ได้ จึงเป็นสุขในขณะที่เป็นสมาธิหรือฌานนั้นๆเนื่องจากทุกข์ดับไปชั่วขณะนั้นๆ   และซึ่งเมื่อนำจิตอันสงบดีแล้วไปเป็นเครื่องเกื้อหนุนหรือสนับสนุนในการเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญาต่อไปเพื่อการดับทุกข์อีกทีหนึ่งย่อมมีคุณอันยิ่ง อันเป็นหลักการปฏิบัติที่ถูกต้อง  กล่าวคือ ภาวะอุเบกขาในฌานที่เกิดขึ้น ย่อมทำให้นักปฏิบัติ มีความสงบไม่ซัดส่ายสอดแส่  บางครั้งจิตเข้าภวังคจิตที่จิตพักผ่อนอย่างสมบูรณ์ เมื่อออกจากอุเบกขาแล้วจึงก่อเป็นกำลังอันสำคัญให้จิต ซึ่งย่อมยังประโยชน์ยิ่งเมื่อนำไปเจริญวิปัสสนา  แต่ถ้าปฏิบัติฌานสมาธิบ่อยๆแล้วไม่นำพาการเจริญวิปัสสนาอย่างจริงจังก็จะเกิดปัญหาการติดเพลินและวิปัสสนูปกิเลสขึ้นในที่สุด อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพราะได้ทำเหตุก่อไปแล้ว ผลจึงย่อมเกิดขึ้น อันเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม และไม่มีผู้ใดไปฝืนสภาวธรรมหรือธรรมชาติได้,  การปฏิบัติฌานสมาธิจึงควรเป็นไปเพื่อการสนับสนุนปัญญาหรือการวิปัสสนา ดังธรรมที่กล่าวไว้ดังนี้

 "สมาธิปริภาวิตา  ปญฺญามหปฺผลา  โหติ มหานิสํสา"

สมาธิเป็นเครื่องหนุนปัญญา

        อุเบกขาในฌาน  มีสติแต่ขาดสัมปชัญญะ ที่หมายถึงอยู่ในภวังค์คือหยุดการรับรู้ในทวารทั้ง ๖ ในขณะนั้น  มีสติที่เกิดขึ้นจากการสั่งสมในการปฏิบัติที่เพียงรู้อยู่แต่ในความสงบเท่านั้น   ส่วนอุเบกขาในโพชฌงค์นั้นต้องประกอบด้วยสติ,สัมปชัญญะและปัญญาอย่างบริบูรณ์ กล่าวคือ เป็นกลางด้วยได้สติและปัญญาในกิจนั้นๆ,   มิได้เป็นกลางที่เกิดสืบเนื่องขึ้นจากการควบคุมจิตไว้กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านออกไปในสังขารทั้งปวงดังเช่นฌาน  (อ่านรายละเอียดของภวังค์ได้ในบท  นิมิตและภวังค์)

 อ่านรายละเอียดของอุเบกขาในฌานและการเกิดขึ้น ในเรื่อง ฌาน,สมาธิ

 อุเบกขา ในเวทนาขันธ์

        ส่วนอุเบกขาเวทนา ของเวทนาขันธ์นั้น เป็นอีกชื่อหนึ่งของอทุกขมสุขเวทนานั่นเอง เป็นความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์หรือเฉยๆหรือเปล่าๆ หรือเป็นกลางๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการผัสสะกับอารมณ์ต่างๆ  เป็นสภาวธรรมของผู้มีชีวิต  ที่เมื่อเกิดการผัสสะกับอารมณ์ใดแล้ว  ย่อมเกิดเวทนาต่างๆขึ้น  เป็นสุขบ้าง  เป็นทุกข์บ้าง  เป็นอทุกขมสุขเวทนาหรืออุเบกขาเวทนาบ้าง อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นอย่างแน่นอน   สิ่งนี้เกิดขึ้นเป็นประจำเสมอๆ  กล่าวคือเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิตอย่างหนึ่ง  ที่ไม่ว่าอย่างไรเมื่อเกิดการผัสสะก็ย่อมต้องเกิดเวทนาใดเวทนาหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา  เพียงแต่อาจไม่รู้ไม่เข้าใจเท่านั้นเอง ที่ว่าไม่เกิด,ไม่รู้สึก นั่นแหละอุเบกขาเวทนา  ในวันหนึ่งๆจึงเกิดอุเบกขาเวทนาเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา จนนับไม่ถ้วน มากกว่าเวทนาใดๆทั้งสิ้น  ที่พระองค์ท่านตรัสเตือนไว้เสมอๆเป็นอเนกว่า ให้เห็นอุเบกขาเวทนา โดยความไม่เที่ยง ทั้งโดยความไม่ประมาท  ก็เพราะความละเอียดอ่อน,ความแผ่วเบา,ความเคยชิน จึงสังเกตุไม่เห็น จึงมักไม่รู้เท่าทัน จึงประมาท จึงมักแปรปรวนไปปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านจนเกิดเป็นทุกข์ขึ้นในที่สุด   อุเบกขาเวทนา จึงเป็นการเกิดขึ้นโดยธรรมหรือธรรมชาตินั่นเอง ไม่จำเป็นต้องประกอบด้วยสติ สมาธิ ปัญญาแต่อย่างใด.

อ่านรายละเอียดของอุเบกขาเวทนา ในเรื่อง อทุกขมสุขหรืออุเบกขาเวทนา

 อุเบกขา ในพรหมวิหาร ๔

         ส่วนอุเบกขาในพรหมวิหาร ๔ ก็แสดงความเป็นกลางวางทีเฉยเหมือนกับในโพชฌงค์  แต่เป็นข้อปฏิบัติหรือหลักประพฤติ ที่ผู้ปฏิบัติตามด้วยศรัทธา แล้วย่อมยังให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขในการดำรงชีวิต จึงเป็นธรรมประจำใจของผู้ที่เสมอด้วยพรหม   จากการอุเบกขาที่เป็นกลางไม่เอนเอียงไปปรุงแต่งในสังขารนั้นๆที่เห็นคุณโทษแล้ว และเหมาะควรแก่เหตุแล้ว  แต่เป็นการปฏิบัติแบบตรงๆด้วยกำลังศรัทธาตามคำเชื่อหรือคำสั่งสอน กล่าวคือ เป็นอุเบกขาที่ประกอบด้วยศรัทธาและสติเป็นสำคัญ ทั้งปัญญา แต่ยังไม่เป็นปัญญาระดับปัญญาญาณ(สัมมาญาณ)หรือปรีชาหยั่งรู้ที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์หรือหลุดพ้นจากกิเลสแต่โดยตรง ดังเช่น ยังไม่เห็นความเป็นเหตุปัจจัย หรือความเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม

อ่านรายละเอียดของอุเบกขาในพรหมวิหาร ๔  ในเรื่อง พรหมวิหาร ๔

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย