|
อุเบกขา แบบต่างๆ |
|
อุเบกขา ในทางพระพุทธศาสนามีคำว่า อุเบกขา อยู่หลายความหมายหรือหลายนัยด้วยกัน ดังเช่น อุเบกขาในสัมโพชฌงค์ ๗, อุเบกขาในฌาน, อุเบกขาเวทนา, อุเบกขาในพรหมวิหาร ๔ จึงควรมีความเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อกล่าวถึงสาระหรือเรื่องนั้นๆจะได้จำแนกแตกธรรมได้ถูกต้อง ตลอดจนไม่เกิดความสับสนเสียจนเกิดวิจิกิจฉาในธรรม
อุเบกขาทั้ง ๔ องค์นี้ ถึงแม้ล้วนมีความหมายว่า เป็นกลาง อยู่กลางๆ จึงวางเฉย ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดด้วยกันทั้งนั้น แต่มีเหตุเกิดที่ต่างกัน หรือจากการปฏิบัติที่แตกต่างกันไป ผลที่ออกมาจึงมีความแตกต่างกันไปเป็นธรรมดา แต่ก็ดังที่กล่าวแล้ว ล้วนมีนัยว่า เป็นกลางๆทั้งสิ้น
อุเบกขา ในโพชฌงค์
อุเบกขา
ในโพชฌงค์ เป็นอุเบกขาที่มีเหตุเกิดประกอบด้วยทั้งสัมมาสติ,สัมมาสมาธิและสัมมาปัญญาอันยิ่ง
กล่าวคือการมีสติรู้เท่าทัน พร้อมทั้งปัญญาหรือปรีชาที่แจ่มแจ้ง
ดังเช่น เข้าใจในความเป็นเหตุปัจจัย
ที่เมื่อมีการปรุงแต่งย่อมเกิดเวทนา หรือเห็นความไม่เที่ยงเมื่อไปยึดไปอยากย่อมเป็นทุกข์
ฯลฯ. มีสติเห็น จึงอุเบกขาเป็นกลาง
กล่าวคือเมื่อเกิดความรู้สึก(Feeling)คือเกิดเวทนาอย่างไร เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉยๆ ก็เป็นไปอย่างนั้นตามธรรมหรือธรรมชาติ แต่เป็นกลาง ที่เกิดขึ้นด้วยเจตนาตั้งใจ,ตั้งมั่น
โดยการไม่เอนเอียง, ไม่แทรกแซง, ไม่ปรุงแต่งไปในธรรมคือสิ่งนั้นๆที่สติรู้เท่าทัน เนื่องด้วยปัญญาที่เข้าใจยิ่งอย่างแจ่มแจ้งดีว่า
จะเป็นเหตุก่อขึ้นมาอีก กล่าวคือย่อมยังให้เกิดเวทนาที่เป็นไปในลักษณะเกิดดับ
เกิดดับ อย่างต่อเนื่อง อันย่อมอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาอุปาทาน อันเป็นการดำเนินไปตามวงจรของการเกิดขึ้นของทุกข์ปฎิจจสมุปบาท, จึงเป็นอุเบกขาที่เป็นไปเพื่อให้ถึงวิมุตติความสุขจากการพ้นไปจากทุกข์อย่างถาวร
อุเบกขาเยี่ยงนี้จัดเป็นอุเบกขาในโพชฌงค์ ๗ อันจัดเป็นองค์สุดท้ายในโพชฌงค์ ๗ ที่ยังให้ตรัสรู้หรือให้ถึงซึ่งวิชชาและวิมุตติโดยบริบูรณ์ได้ ดังความนี้
กุณฑลิยะ : ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์?
พระพุทธเจ้า : ดูกรกุณฑลิยะ โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์.
อ่านรายละเอียดของอุเบกขาในโพชฌงค์ ๗ ในเรื่อง อุเบกขา
![]()
อุเบกขา ในฌาน
ส่วนอุเบกขาในฌาน อันเป็นองค์ฌานหรือองค์ประกอบหนึ่งใน ๖ ของฌาน อันมีองค์ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา และอุเบกขา (รายละเอียดอยู่ในเรื่อง ฌาน,สมาธิ) เป็นอาการของจิตอย่างหนึ่งของฌาน ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติสมถสมาธิ ที่หมายถึง เมื่อจิตไปยึดเหนี่ยวหรือกำหนดในอารมณ์สิ่งใดอย่างแน่วแน่ จนเป็นหนึ่ง จึงเป็นเหตุให้ในที่สุดปล่อยวางในอารมณ์คือสิ่งอื่นๆล้วนสิ้น จึงเข้าสู่ระดับประณีตในจตุถฌานหรือฌาน ๔ ซึ่งแน่วแน่เป็นเอกัคคตารมณ์ กล่าวคือ เมื่อแน่วแน่เป็นเอกอย่างสมบูรณ์หรือเป็นหนึ่งเดียว ขณะนั้นเององค์ฌานอุเบกขาก็จะเกิดเป็นผลขึ้นมาร่วมด้วยเนื่องจากสภาวะเอกัคคตาโดยธรรมหรือธรรมชาตินั้นเอง กล่าวคือ เพราะแน่วแน่ เป็นหนึ่งเดียว จึงย่อมปล่อยวางในสังขารการปรุงแต่งต่างๆทั้งปวง(ความคิดหรือธรรมารมณ์) จึงย่อมเป็นเหตุให้เกิดความเป็นกลางหรือความสงบต่อสังขารอื่นๆนั้นขึ้น โดยธรรมหรือธรรมชาติที่เป็นเหตุปัจจัยกันนั่นเอง เหตุเพราะเมื่อแน่วแน่เป็นหนึ่ง จิตย่อมไม่ส่งส่ายไปเกิดการผัสสะ(กระทบ)ต่ออารมณ์หรือสังขารใดๆ จึงย่อมเกิดความสงบหรืออุเบกขาเป็นกลางขึ้นเองอีกองค์หนึ่ง อันเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรมหรืออิทัปปัจจยตานั่นเอง
อุเบกขา ในฌานมีความหมายว่า ความสงบ, ความมีใจเป็นกลาง, ความวางเฉยต่อสังขารสิ่งปรุงแต่งต่างๆ, ความเป็นกลางนั้น ย่อมเกิดมาจากจิตตั้งมั่น ไม่ส่งออกไปซัดส่ายปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านนั่นเอง
อุเบกขาในฌาน จึงมีเหตุเกิดที่แตกต่างจากอุเบกขาในโพชฌงค์ ๗ ตรงที่มิได้เกิดแต่ปัญญาระดับสัมมาญาณที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์โดยถาวร แต่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติฌานสมาธิที่จิตแน่วแน่เป็นเหตุ จึงเกิดผลขึ้น ซึ่งเมื่อนำไปเป็นเครื่องเกื้อหนุนหรือสนับสนุนในการเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญาต่อไปเพื่อการดับทุกข์อีกทีหนึ่งย่อมมีคุณอันยิ่ง กล่าวคือ ภาวะอุเบกขาในฌานที่เกิดขึ้น ย่อมทำให้นักปฏิบัติ มีความสงบไม่ซัดส่ายสอดแส่ บางครั้งจิตเข้าภวังคจิตที่จิตพักผ่อนอย่างสมบูรณ์ เมื่อออกจากอุเบกขาแล้วจึงก่อเป็นกำลังอันสำคัญให้จิต ซึ่งย่อมยังประโยชน์ยิ่งเมื่อนำไปเจริญวิปัสสนา แต่ถ้าปฏิบัติฌานสมาธิบ่อยๆแล้วไม่นำพาการเจริญวิปัสสนาอย่างจริงจังก็จะเกิดปัญหาการติดเพลินและวิปัสสนูปกิเลสขึ้นในที่สุด อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพราะได้ทำเหตุก่อไปแล้ว ผลจึงย่อมเกิดขึ้น อันเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม และไม่มีผู้ใดไปฝืนสภาวธรรมหรือธรรมชาติได้, การปฏิบัติฌานสมาธิจึงควรเป็นไปเพื่อการสนับสนุนปัญญาหรือการวิปัสสนา ดังธรรมที่กล่าวไว้ดังนี้
"สมาธิปริภาวิตา ปญฺญามหปฺผลา โหติ มหานิสํสา"
สมาธิเป็นเครื่องหนุนปัญญา
อุเบกขาในฌาน มีสติแต่ขาดสัมปชัญญะ ที่หมายถึงอยู่ในภวังค์คือหยุดการรับรู้ในทวารทั้ง ๖ ในขณะนั้น มีสติที่เกิดขึ้นจากการสั่งสมในการปฏิบัติที่เพียงรู้อยู่แต่ในความสงบเท่านั้น ส่วนอุเบกขาในโพชฌงค์นั้นต้องประกอบด้วยสติ,สัมปชัญญะและปัญญาอย่างบริบูรณ์ กล่าวคือ เป็นกลางด้วยได้สติและปัญญา มิได้เป็นกลางเนื่องจากการควบคุมจิตไว้ไม่ฟุ้งซ่านออกไปแต่อย่างเดียวดังเช่นฌาน (อ่านรายละเอียดของภวังค์ได้ในบท นิมิตและภวังค์)
อ่านรายละเอียดของอุเบกขาในฌานและการเกิดขึ้น ในเรื่อง ฌาน,สมาธิ
![]()
อุเบกขา ในเวทนาขันธ์
ส่วนอุเบกขาเวทนา ของเวทนาขันธ์นั้น เป็นอีกชื่อหนึ่งของอทุกขมสุขเวทนานั่นเอง เป็นความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์หรือเฉยๆหรือเปล่าๆ หรือเป็นกลางๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการผัสสะกับอารมณ์ต่างๆ เป็นสภาวธรรมของผู้มีชีวิต ที่เมื่อเกิดการผัสสะกับอารมณ์ใดแล้ว ย่อมเกิดเวทนาต่างๆขึ้น เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นอทุกขมสุขเวทนาหรืออุเบกขาเวทนาบ้าง อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นอย่างแน่นอน สิ่งนี้เกิดขึ้นเป็นประจำเสมอๆ กล่าวคือเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิตอย่างหนึ่ง ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเกิดเวทนาใดเวทนาหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา เพียงแต่อาจไม่รู้ไม่เข้าใจเท่านั้นเอง ที่ว่าไม่เกิด,ไม่รู้สึก นั่นแหละอุเบกขาเวทนา ในวันหนึ่งๆจึงเกิดอุเบกขาเวทนาเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา จนนับไม่ถ้วน มากกว่าเวทนาใดๆทั้งสิ้น ที่พระองค์ท่านตรัสเตือนไว้เสมอๆเป็นอเนกว่า ให้เห็นอุเบกขาเวทนา โดยความไม่เที่ยง ก็เพราะความละเอียดอ่อน,ความแผ่วเบา,ความเคยชิน จึงสังเกตุไม่เห็น จึงมักไม่รู้เท่าทัน จึงประมาท จึงมักแปรปรวนไปปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านจนเกิดเป็นทุกข์ขึ้นในที่สุด อุเบกขาเวทนา จึงเป็นการเกิดขึ้นโดยธรรมหรือธรรมชาตินั่นเอง ไม่จำเป็นต้องประกอบด้วยสติ สมาธิ ปัญญาแต่อย่างใด.
อ่านรายละเอียดของอุเบกขาเวทนา ในเรื่อง อทุกขมสุขหรืออุเบกขาเวทนา
![]()
อุเบกขา ในพรหมวิหาร ๔
ส่วนอุเบกขาในพรหมวิหาร ๔ ก็แสดงความเป็นกลางวางทีเฉยเหมือนกับในโพชฌงค์ แต่เป็นข้อปฏิบัติหรือหลักประพฤติ ที่ผู้ปฏิบัติตามด้วยศรัทธาแล้วย่อมเกิดความร่มเย็นเป็นสุขในการดำรงชีวิต เป็นการปฏิบัติแบบตรงๆด้วยศรัทธาตามคำสั่งสอน กล่าวคือ เป็นอุเบกขาที่ประกอบด้วยศรัทธาและสติเป็นสำคัญ ทั้งปัญญาแต่ยังไม่เป็นปัญญาระดับปัญญาญาณ(สัมมาญาณ)หรือปรีชาหยั่งรู้ที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์หรือหลุดพ้นจากกิเลสแต่โดยตรง ดังเช่น ยังไม่เห็นความเป็นเหตุปัจจัย หรือความเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม
อ่านรายละเอียดของอุเบกขาในพรหมวิหาร ๔ ในเรื่อง พรหมวิหาร ๔
|