กระดานธรรม ๓

คลิกขวาเมนู   

        สังขาร หรือสิ่งปรุงแต่งทั้งปวงไม่เที่ยง  เพราะความที่ล้วนย่อมเกิดขึ้นมาแต่เหตุปัจจัย คือล้วนเกิดมาจากการที่มีเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยแก่กันและกันขึ้น   เหตุปัจจัยเป็นสิ่งเราควรทำความเข้าใจกันโดยละเอียดดูเป็นเบื้องต้นทีเดียว เพราะกล่าวได้ว่าเป็นเหตุเบื้องต้น หรือพื้นฐานคือบาทฐานของธรรมทั้งปวง และแม้กระทั่งการเกิดขึ้นของสังขารทั้งปวงทีเดียว อีกทั้งตรงกับหลักพื้นฐานสำคัญทางวิทยาศาสตร์คือความเป็นเหตุเป็นผลนั่นเอง  จัดว่าเป็นญาณหนึ่งในญาณ ๑๖ หรือโสฬสญาณทีเดียว คือ ปัจจัยปริคคหญาณ กล่าวได้ว่าเป็นพื้นฐานความรู้อันยิ่งในการเจริญวิปัสสนาคือทำความเข้าใจในธรรมต่างๆอย่างโลกุตระ  ดังเช่น

        ปฏิจจสมุปบาท ที่อาศัยเหตุต่างๆเป็นปัจจัยกันจึงเกิดผลคือความทุกข์ชนิดที่ประกอบด้วยอุปาทานอันเร่าร้อนขึ้น ดังเช่น เวทนาเป็นเหตุ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา แล้วตัณหานั้นจึงเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน....ฯ.

        ขันธ์ ๕ ที่อาศัยความเป็นเหตุของขันธ์ต่างๆ เป็นปัจจัยกัน จึงเกิดผลคือชีวิต   และขันธ์ทั้ง ๕ ยังเป็นเหตุปัจจัยจึงเกิดการทำงานจนเกิดผลคือสังขารขันธ์

        สังขารขันธ์ เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการกระทำ(กรรม)ต่างๆขึ้น

        พระไตรลักษณ์ ที่เพราะความเป็นเหตุปัจจัยกันจึงเกิดสังขารทั้งปวงขึ้น และยังผลให้เกิด อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ในสังขารทั้งปวงตามมา

        นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ หรือสัมมาทัสสนะคือ ญาณหรือปัญญากำหนดรู้คือเข้าใจแจ่มแจ้งในทั้งในนามและรูปว่าล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย  ดังนั้นแม้ชีวิตที่เกิดแต่นามและรูป จึงย่อมเกิดแต่เหตุปัจจัยด้วยกันทั้งสิ้น

        อริยสัจ ๔ ที่เพราะตัณหาเป็นเหตุคือสมุทัย จึงเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์คืออุปาทานทุกข์   หรือเพราะมรรคเป็นเหตุ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดนิโรธขึ้น

        อิทัปปัจจยตา ที่เพราะมีเหตุมาเป็นปัจจัยกัน จึงเกิดผลขึ้น  หรือเพราะเหตุนั้นดับ จึงเป็นปัจจัยให้ผลนั้นดับ

        สมาธิ, ฌาน  ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการสงบระงับชั่วคราว(วิขัมภนวิมุตติ)ของกิเลส (สิ่งขุ่นมัว)ที่ทำให้เกิดทุกข์ คือ กิเลสต่างๆในนิวรณ์ ๕ ที่เนื่องมาจากเหตุคือการระงับการปรุงแต่งหรือการผัสสะต่างๆในชั่วขณะสมาธินั้นๆได้

        สัมมาสมาธิ เป็นเหตุปัจจัยเครื่องหนุนการเจริญวิปัสสนา

        การเจริญวิปัสสนา เป็นเหตุปัจจัยเครื่องหนุนปัญญา(สัมมาญาณ)

        ปัญญา(สัมมาญาณ) เป็นเหตุปัจจัยเครื่องหนุนให้เกิดสัมมาวิมุตติ คือ ความสุขจากการหลุดพ้นจากกองทุกข์

กล่าวโดยย่อ สังขารทั้งปวงล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยทั้งสิ้น

        เหตุ หมายถึง สิ่ง, สิ่งต่างๆ, สิ่งที่ก่อเรื่อง

        ปัจจัย หมายถึง เครื่องสนับสนุน หรือเครื่องปรุงแต่งกัน ให้เกิดสิ่งอื่นหรือผลอื่นขึ้น

  เหตุปัจจัย จึงมีความหมายที่ว่า การที่มีเหตุคือสิ่งต่างๆ   มาเป็นเครื่องสนับสนุนหรือเครื่องปรุงแต่งกันหรือประชุมกัน   จนเกิดอีกสิ่งหนึ่งขึ้น

        ดังเช่น น้ำ (H2O) อันย่อมเป็นสังขารเพราะความที่เกิดแต่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นอย่างหนึ่ง ชนิดรูปธรรม  ที่ย่อมประกอบด้วย เหตุต่างๆ อันมี ไฮโดรเจน(H) ๒ อะตอม กับออกซิเจน(O) ๑ อะตอม  และถ้ากล่าวกันโดยละเอียดก็ต้องกล่าวด้วยว่า มีแรงที่มากระทำคือบีบคั้นหรือปรุงแต่งอีกด้วย,  ทั้ง ๓ นี้มาเป็นปัจจัยกันหรือปรุงแต่งกันและกันขึ้น เป็น H2O หรือสิ่งที่เราเรียกกันโดยสมมติทางโลกในภาษาไทยว่า น้ำ   ถ้าเราพิจารณาโดยแยบคายจะพบว่าทั้ง H และ O ที่ก่อนมาประชุมหรือก่อนมาปรุงแต่งกันนั้นต่างก็เป็นของในสภาวะเป็น ก๊าซ  ไม่มีตัวตนรูปร่างให้แลเห็นหรือสัมผัสได้ชัด ส่วนแรงนั้นก็ย่อมแลไม่เห็นเป็นปกติธรรมดา  แต่เมื่อมีเหตุทั้ง ๓ เป็นปัจจัยกันดังกล่าว ย่อมเกิดคือสนับสนุนให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งขึ้นคือน้ำ ซึ่งมีสภาพแปรปรวนเปลี่ยนไปเป็นของเหลว ที่มองเห็น และสัมผัสได้,  เมื่อรวมตัวปรุงแต่งกัน เป็นเหตุปัจจัยกันแล้วย่อมเกิดน้ำขึ้น  ที่เป็นฆนะคือมีความเป็นกลุ่ม เป็นมวลรวมของกันและกันนั่นเอง  คือเมื่อเป็นกลุ่มก้อนเป็นมวลแล้วก็ให้แลเห็นว่าเป็นน้ำ  แลดูไม่เห็นได้เลยว่ามาจาก H และ O  ทั้งๆที่ความจริงอย่างยิ่งหรือปรมัตถ์แล้ว ก็ยังประกอบอยู่ด้วยเหตุเหล่านั้นอยู่ คือ ทั้ง H และ O และย่อมประกอบด้วยแรงปรุงแต่งอีกด้วย จึงเป็น H2O ขึ้นนั่นเอง

        ดังนั้นเมื่อเราเห็นน้ำ ถ้าเรามีสติระลึกรู้เท่าทัน เราก็รู้ กล่าวคือเป็นการหยั่งรู้ได้ด้วยปัญญาว่า เกิดแต่เหตุปัจจัยของ H และ O ที่เมื่อรวมเป็นฆนะกลุ่มก้อนแล้ว เกิดมายาให้เห็นว่าเป็นน้ำ นั่นเอง

        เพราะความเป็นเหตุปัจจัยดังนี้นี่เอง จึงเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารต่างๆทั้งปวงขึ้นไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรูปธรรมหรือนามธรรม   และเพราะสังขารเป็นไปดังนี้นี่เอง แท้จริงจึงมิใช่เป็นสิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง จึงยังให้เกิดอาการของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นผลตามมา,  เหตุปัจจัย จึงกล่าวได้ว่า เป็นต้นกำเนิดแห่งธรรมนิยามหรือพระไตรลักษณ์ กล่าวคือฆนะหรือกลุ่มก้อนหรือมวลรวมที่ปรุงแต่งกันขึ้นมานั้น ยังมีความไม่สมบูรณ์ในตัวเองก็เพราะความที่มันไม่ใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง ดังแสดงข้างต้นเรื่องน้ำว่า ความจริงแล้วยังประกอบอยู่ด้วยทั้ง H และ O ตลอดจนแรงที่มากระทำ   จริงๆแล้วจึงมีสภาพที่เหตุต่างๆถูกปรุงแต่งจากแรงกระทำบางอย่างที่บีบคั้นอย่างแอบแฝงอยู่ ซึ่งไม่อาจเห็นได้ตามปกติธรรมดาๆ   การถูกปรุงแต่งขึ้นเป็นสภาพที่ถูกกระทำหรือบีบคั้นด้วยแรงต่างๆให้เกิดขึ้น และแรงกระทำหรือแรงปรุงแต่งที่บีบคั้นอยู่เหล่านั้นก็ย่อมไม่เที่ยงด้วยเป็นสังขารอย่างหนึ่งเช่นกัน  ดังนั้นเมื่อแปรปรวนอ่่อนแรงหรือหมดแรงกระทำคือหมดแรงของการปรุงแต่งแล้ว สังขารทั้งปวงที่ถูกร้อยรัดอยู่ด้วยแรงปรุงแต่งย่อมคลาย, ย่อมคืนสู่สภาพเดิมๆ โดยธรรมหรือธรรมชาติ  จึงเกิดอาการแปรปรวนต่างๆขึ้นในขณะที่เกิดการคืนสู่สภาพเดิมๆก่อนการปรุงแต่ง  จึงเป็นผลใหเเกิดสภาพธรรมที่เรียกว่า เกิดอาการอนิจจังไม่เที่ยง มีการแปรปรวนขึ้นในสังขารต่างๆทั้งปวงล้วนสิ้นนั่นเอง   และแม้แต่ตัวเหตุที่ทำให้เกิดของน้ำเอง คือทั้ง H และ O เหล่านี้ ก็ยังประกอบมาแต่เหตุปัจจัยต่างๆอีกเช่นกันดังเช่นบรรดา proton, electron, neutron ฯ. วิ่งวนเวียนแปรปรวน จึงแปรสภาพอยู่ตลอดเวลา

        เมื่อเกิดการอนิจจัง ไม่เที่ยง แปรปรวนขึ้นแล้ว หมายถึงย่อมมีการแปรปรวนการเปลี่ยนแปลงในสังขารนั้นๆ เพื่อให้หลุดออกจากการแรงบีบคั้นที่ปรุงแต่งขึ้นนั้นๆ  จนเมื่อเปลี่ยนแปลงจนถึงที่สุด กล่าวคือจนหมดแรงกระทำหรือหมดแรงปรุงแต่งโดยสิ้นเชิงแล้ว หมายความว่า สังขารนั้นๆย่อมคืนสู่สภาพเดิมๆก่อนการปรุงแต่ง แม้ในขั้นแรกอาจจะไม่ใช่สภาพเดิมสุดก็ตามที  สังขารทั้งปวงจึงย่อมหมดสภาพของความเป็นกลุ่ม เป็นก้อน เป็นมวลรวมหรือฆนะ ของการปรุงแต่ง คือเกิดการแตกสลายหรือการดับไปในที่สุดนั่นเอง ดังเช่น น้ำ H2O ก็กลับคืนสู่ H และ O,  แม้รูปหรือรูปขันธ์ของเราท่าน ก็ย่อมคืนสู่ธาตุ ๔ ฯ  กล่าวคือสังขารทั้งปวงจึงล้วนเป็นไปในลักษณาการดั่งนี้ล้วนสิ้น

         ดังนั้นสังขารทั้งปวง จึงล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยทั้งสิ้น ทั้งรูปธรรมและนามธรรม กล่าวคือ ไม่มีเหตุ-มาเป็นปัจจัยกัน-ก็ไม่เกิด   เมื่อมีเหตุ-มาเป็นปัจจัยกัน-ย่อมต้องเกิดขึ้น  เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติหรือที่เรียกว่าอสังขตธรรม จึงมีความเที่ยงและอกาลิโก คือเป็นจริงอยู่อย่างนี้ตลอดมาและตลอดไป

         รูปขันธ์หรือรูป อันเป็นรูปธรรม ก็เกิดแต่เหตุปัจจัยของธาตุ ๔ หรือมหาภูตรูป

         เวทนาขันธ์หรือเวทนา แม้เป็นนามธรรม ก็เกิดแต่เหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยกัน จากการเกิดการผัสสะ จึงเกิดเวทนาขึ้นได้  ไม่ผัสสะไม่เกิด  

         สัญญาขันธ์หรือสัญญา อันเป็นนามธรรม ก็เกิดแต่เหตุปัจจัยของหทัยวัตถุคือสมอง ร่วมด้วยอดีตคือจำได้หมายรู้จากการเคยเกิดเคยเป็นจากขันธ์ ๕ ในอดีต  

         สังขารขันธ์ หรือสภาพหรืออาการของใจ ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ(หรืออารมณ์ในทางโลก) อันเป็นนามธรรม ก็เกิดขึ้นแต่เหตุปัจจัยของขันธ์อื่นๆทั้ง ๔ พร้อมทั้งเหตุอันได้แก่อายตนะภายนอกต่างๆทั้งหลาย มาเป็นเหตุปัจจัยกัน  

         วิญญาณขันธ์หรือวิญญาณ อันเป็นนามธรรม ก็เกิดแต่เหตุปัจจัยของการกระทบกันของอายตนะภายนอกและภายใน ที่ย่อมเกิดขึ้นในผู้มีชีวิต  

         ชีวิตหรือมนุษย์ที่เห็น อันเป็นรูปธรรม ก็เกิดแต่เหตุปัจจัยของขันธ์ทั้ง ๕

 

         ความทุกข์ อันเป็นนามธรรม ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย คือเกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุปัจจัยตามวงจรปฏิจจสมุปบาท

         เงา อันเป็นรูปธรรม ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยของ แสง วัตถุทึบแสง และพื้นที่รับแสง ฯ. (รายละเอียดอยู่ในเรื่อง จิต คืออะไร?)

         จิต อันเป็นนามธรรม ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย ที่ย่อมเกิดขึ้นจากการกระทบกันของอายตนะภายในและภายนอก ในผู้มีชีวิตอยู่

         ฝน อันเป็นรูปธรรม ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆปรุงแต่งกันขึ้น ดังเช่น น้ำ การระเหย ความร้อน ความแตกต่างของอุณภูมิ การควบกลั่น ฝุ่นละออง แรงดึงดูดของโลก ฯลฯ.

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ