กลับสารบัญ     

นิพพิทาสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร ๖๗.

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๒

 คลิกขวาเมนู

             นิพพิทาสูตร แสดงธรรม ๕ ประการ ที่ใช้ประกอบการเจริญวิปัสสนา เพื่อยังให้เกิดนิพพิทาญาณ จึงคลายกำหนัดหรือสิ้นตัณหา ซึ่งย่อมเนื่องให้ถึงสิ้นไปแห่งอาสวะ อันเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม  จึงเป็นธรรม ๕ ประการเดียวกันในอาสวักขยสูตรอีกด้วย

๙. นิพพิทาสูตร

             [๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับสนิท

เพื่อเข้าไปสงบ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ และเพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นว่า ไม่งามในกาย ๑  (เช่นอาศัยการพิจารณาใน กายคตาสติปฏิกูลมนสิการ, นวสีวถิกา, อสุภกรรมฐาน)

มีความสำคัญว่า  เป็นของปฏิกูลในอาหาร ๑  (เช่น ปฏิกูลมนสิการ, อาหาเรปฏิกูลสัญญา)

มีความสำคัญว่า  ไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑  (เช่น โลกธรรม ๘ ที่ไม่น่ายินดี แต่หลงยินดียินร้ายวนเวียนอยู่ในโลกธรรมทั้ง ๘)

พิจารณาเห็นว่า  ไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑  (เช่น พระไตรลักษณ์ ในสังขารทั้งปวง ทั้งในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)

ย่อมเข้าไป ตั้งมรณสัญญาไว้ใน ภายใน ๑  (เช่น มรณัสสติสูตร, พระไตรลักษณ์)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว

ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับสนิท เพื่อเข้าไปสงบ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ฯ

(อ่าน นิพพิทา ว่าด้วยเหตุใดเมื่อหน่ายด้วยนิพพิทาจึงไม่เป็นทุกข์เร่าร้อน เหมือนความหน่ายอื่นๆ)

จบสูตรที่ ๙

๑๐. อาสวักขยสูตร

             [๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำ ให้มากแล้ว

ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมพิจารณาเห็นว่า  ไม่งามในกาย ๑  

มีความสำคัญว่า   เป็นของปฏิกูลในอาหาร ๑  

มีความสำคัญว่า  ไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑  

พิจารณาเห็นว่า  ไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑  

เข้าไปตั้งมรณสัญญาไว้ในภายใน ๑

ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็น ไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ฯ

จบสูตรที่ ๑๐

 

อาสวักขยสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๙

 

เจริญอานาปานสติสมาธิเพื่อสิ้นอาสวะ

             [๑๔๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว  ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิอันสัมปยุต ด้วยอานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้  ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้น อาสวะ.

๓. กายนิพพินทชาดก

พุทธพจน์ และ พระสูตร

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗

 

ว่าด้วยความเบื่อหน่ายร่างกาย

        [๔๗๘] เมื่อเราถูกโรคอย่างหนึ่งถูกต้อง ได้เสวยทุกขเวทนาอย่างสาหัส อันทุกข์เวทนาเบียดเบียนอยู่

ร่างกายนี้ก็ซูบผอมลงอย่างรวดเร็ว ดุจดอกไม้ที่ทิ้งตากแดดไว้ที่ทราย ฉะนั้น.

 

        [๔๗๙] รูปร่างอันไม่น่าพอใจ ถึงการนับว่าน่าพอใจ ที่ไม่สะอาดสมมติว่า เป็นของสะอาด

เต็มด้วยซากศพต่างๆ   ปรากฏแก่คนพาลผู้ไม่พิจารณา เห็นว่าเป็นของน่าพอใจ.

 

        [๔๘๐] น่าติเตียนกายอันเปื่อยเน่า กระสับกระส่าย น่าเกลียด ไม่สะอาด มีความป่วยไข้เป็นธรรมดา

เป็นที่ๆ หมู่สัตว์ผู้ประมาทหมกมุ่นอยู่ ย่อมยังหนทางเพื่อความเข้าถึงสุคติให้เสื่อมไป.

จบ กายนิพพินทชาดกที่ ๓.

 

ความสำคัญของ นิพพิทาญาณ

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

hit counter