ไปสารบัญ

หัวข้อธรรม ๔

   

 

 

         เรื่องหนึ่งที่ควรกล่าวถึงไว้ด้วย  คือ  ปัญหาที่เกี่ยวกับการใช้ถ้อยคำซึ่งมีความหมายคลาดเคลื่อน  เลื่อนลอย  แปลกไปตามกาลสมัย  ตัวอย่างสำคัญคือ  คำว่า  "ปฏิบัติธรรม"  ซึ่งมีความหมายที่แท้ควรได้แก่  การนำเอาธรรมไปใช้ในการดำเนินชีวิต  หรือการดำเนินชีวิตตามธรรม   แต่ปัจจุบันมักเข้าใจคำนี้ในความหมายว่า  เป็นการอบรมทางจิตปัญญาขั้นหนึ่งระดับหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปแบบ และทำไปตามแบบแผนที่กำหนดวางไว้ ...............พุทธธรรม หน้า ๙๓๒

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)

(Webmaster-การปฏิบัติธรรม มักคิดกันไปว่า การปฏิบัติต้องมีแบบมีแผนที่กำหนด หรือปฏิบัติเน้นสมาธิ ที่แม้แลดูเป็นแบบแผนมีความสงบความเรียบร้อย แต่มักขาดเสียซึ่งการเจริญปัญญาหรือวิปัสสนา และที่สำคัญขาดการนำไปปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวัน ก็เรียกกันโดยทั่วไปว่าเป็นการปฏิบัติธรรมนั้น ถือว่ายังเป็นการปฏิบัติธรรมที่คลาดเคลื่อนอยู่)

        "สุขก็ไม่ใช่ของใคร มันเกิดขึ้นมาประเดี๋ยวประด๋าวแล้วมันก็หายไป  เดี๋ยวทุกข์อื่นเกิดขึ้นมาอีกแล้วก็หายไป ไม่ใช่ของใครทั้งหมด มันเป็นของประจำกายอยู่อย่างนั้น  จึ่งว่าเป็นอนัตตา อนัตตาไม่ใช่ของไม่มีอยู่ อนัตตาเป็นของมีอยู่ เห็นอยู่เดี๋ยวนี้แหละ แต่เป็นของไม่มีสาระ"

(webmaster-อนัตตาเป็นของมีอยู่ เหมือนดั่งเงา ที่ท่านกล่าวไว้ดังนั้น เพราะเกิดแต่การประกอบกันขึ้นของเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยประชุมกัน หรือการประกอบกันขึ้นดังนั้นถึงมีอยู่แต่เป็นของชั่วคราวแค่ชั่วขณะๆ  ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนของมันเองจริง จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จึงย่อมไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาได้  จึงเป็นของไม่มีสาระ)

        "เมื่อความโกรธเกิดขึ้น เรากลั้นลมหายใจเสีย ความโกรธนั้นก็หายไป แล้วแต่จะเหลือแต่ใจเดิม คือความรู้สึกเฉยๆ อย่าลืม ทำบ่อยๆ ก็เห็นใจเดิม แล้วความโกรธก็ค่อยๆหายไป"

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

( เป็นวิธีเปลี่ยนจิต คือเปลี่ยนหรือระงับอารมณ์ทางโลกที่รุมเร้าอย่างรุนแรงเร่าร้อนจนเกินกำลังปัญญาพละในขณะนั้นๆ  มีคำอธิบายประกอบใน " ถึงอุเบกขาแล้วก็ตาม แต่ว่า....เป็นกลาง วางทีเฉยไม่ได้ " )

 

        ถ้าท่านยึดติดอยู่กับภาวะจิตที่สงบ แล้วท่านจะเป็นทุกข์เมื่อจิตไม่สงบ ฉะนั้น จงปล่อยวางหมดทุกสิ่ง แม้แต่ความสงบ

 หลวงปู่ชา สุภัทโท

(webmaster-ยึดติดในความสงบ คือติดสงบ ติดสุข อันเป็นวิปัสสนูปกิเลสอันให้โทษนั่นเอง)

 

        หลักการที่สำคัญมากในการดูจิตที่ขอย้ำ  ก็คือ ให้ รู้ อารมณ์เฉยๆ(หมายถึงอารมณ์ทางโลกหรือสังขารขันธ์)  อย่าไปพยายาม ละ อารมณ์นั้นเด็ดขาด  จะเดินทางผิดทันที เพราะอารมณ์ทั้งปวงนั้น เป็นตัวขันธ์(คือสังขารขันธ์) เป็นตัวทุกข์  ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่รู้เท่านั้น  อย่าอยาก (มีตัณหา) ที่จะไปละมันเข้า

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

(webmaster-จะต้อง"ละ"ที่สมุทัยคือ "เหตุ" แห่งทุกข์นั้น เช่น ความคิดหรือธรรมารมณ์นั้นๆต่างหากที่เป็นเหตุ  แต่ตัวอารมณ์ทางโลกเช่นโทสะนั้นเป็นสังขารขันธ์ เป็นอนัตตา จึงไปบังคับบัญชาเขาไม่ได้ เขาทำงานตามกระบวนการตามหน้าที่ของเขาโดยธรรม(ธรรมชาติ) เป็นตัวขันธ์คือสังขารขันธ์  จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา อย่างแท้จริงนั่นเอง เมื่อไม่ใช่ของเราจึงควบคุมบังคับบัญชามันไม่ได้ว่า เจ้าจงอย่าเกิดเลยหรือเจ้าจงดับไป เพราะมันเกิดขึ้นและต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย ตาม"เหตุ"ข้างต้นที่กล่าว  จึงต้องละที่เหตุเท่านั้น ด้วย"เหตุ"ถึงแม้ก็ย่อมเป็นอนัตตา แต่ไม่ใช่ตัวขันธ์ที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยตามหน้าที่ของมัน  จึงสามารถ"ละ"ได้)

 

        ปัญญาวิปัสสนา คือเห็นสิ่งทั้งปวงหมด เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สิ่งเหล่านั้นเป็นของไร้สาระ เป็นโทษ เป็นทุกข์ เป็นภัย อันตรายแก่จิตใจ จึงปล่อยวางทอดธุระในสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น อันนี้เป็นปัญญาอันวิเศษสูงสุด เพราะคนจะพ้นจากโลกได้ก็เพราะ เห็นที่สุดของโลก คือ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

 

        ปฏิบัติสมาธิเพื่อปลุกจิตสำนึกให้มันตื่นขึ้น สมองคนเรามันฝึกได้ แต่พอมานั่งสมาธิ จะมาคอยบังคับให้มันหยุดนิ่งๆ นั่นแหละ คือการทำลายสมองตัวเอง ที่ถูกแล้ว มันคิด ก็ปล่อยให้มันคิด แต่ว่าเรามีสติรู้ตัว เวลาหยุดก็มีสติรู้ว่ามันหยุด เป็นการปลุกให้มันตื่น มันสว่างขึ้นมา

        สอนสมาธิ ต้องสอนสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด  ความรู้เห็นอะไรที่เขาอวดๆกันนี่ อย่าไปสนใจเลย  ให้มันรู้เห็นจิตของเรานี่  รู้กายของเรา

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

        เรื่องดี-ชั่ว สุข-ทุกข์ บุญ-บาป ยังไม่ใช่ความสงบ

ท่านพุทธทาสภิกขุ

        "ทุกข์" นั้นเป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้เท่า ไม่ใช่ละ  ละไม่ได้ ในเมื่อขันธ์ ๕ มีอยู่ตราบใด ทุกข์ก็มีอยู่ตราบนั้น  ที่ทรงสอนให้ละนั้นคือ "สมุทัย" คือเหตุให้เกิดทุกข์ต่างหาก

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

        กายเรานี้เป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เรา เขา  ผู้ปฏิบัติยึดหลักอันนี้ภาวนาบ่อยๆ  พิจารณาให้มากๆ  พิจารณาย้อนกลับไปกลับมา  จิตจะค่อยๆก้าวเข้าสู่ภูมิรู้ ภูมิธรรม เป็นลำดับๆไป

หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล

        การกระทำของตนเอง ก็ยังมิได้ถูกใจตนเองเสมอไป นับประสาอะไร จากการกระทำของผู้อื่น

ท่านพุทธทาสภิกขุ

        การทำกายให้มีกำลังก็คือ การออกกำลังกายบริหาร มีการกระโดด การวิ่ง นี่คือการทำกายให้มีกำลัง......การทำจิตใจให้มีกำลังก็คือ ทำจิตให้สงบ ไม่ใช่ทำจิตให้คิดนั่นคิดนี่ไปต่างๆ ให้อยู่ในขอบเขตของมัน เพราะว่าจิตคนเรานั้นไม่เคยได้สงบ ไม่เคยมีกำลัง มันจึงไม่มีกำลังด้านสมาธิ

หลวงปู่ชา สุภัทโท

        การบริกรรมพุทโธเป็นการกระทำภายในใจ ต้องมีสติในการบริกรรม ไม่ใช่บริกรรมพุทโธๆ แต่ไม่มีสติกำกับ  ถ้าหากว่ามีสติควบคุม ก็จะไม่หลงลืม แล้วการบริกรรมพุทโธนั้นก็จะมีความละเอียด หรือมีความสดใสเพิ่มขึ้นเป็นลำดับๆ พุทโธกับสติ ก็มีโอกาสที่จะรวมเป็นอันเดียวกัน

หลวงปู่แบน ธนากโร

        การภาวนานั้น ไม่ใช่จะนั่งหลับตาอย่างเดียว แต่ต้องทำและทำได้ตลอดเวลาการยืน การเดิน การนั่ง การนอน ให้มีสติประคับประคองอยู่เสมอ สมาธินั้นอาตมาไม่เอามากหรอก....แต่ให้มี "สติ" อยู่เสมอ

หลวงปู่ชา สุภัทโท

        การภาวนานั้น คือ การเจริญจิตให้มีสติสมบูรณ์ สามารถรู้เท่าทันเหตุแห่งทุกข์ จะได้ละเหตุนั้นก่อน จึงจะได้ไม่ต้องรับทุกข์นั้น  หากจิตใจที่ไม่เคยฝึกอบรมภาวนาแล้ว ย่อมไม่มีคุณเครื่องป้องกันทุกข์ที่จะเกิดขึ้นได้เลย

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

        ขันธ์ ๕ ย่อมทำงานของเขาไปตามธรรมชาติ  ไม่มีใครหยุด หรือห้ามการทำงานของเขาได้ เพียงแต่มีสติ ระลึก รู้ แล้ว วาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็สามารถเป็นอิสระเหนือขันธ์ ๕ ได้ โดยวิธีนี้

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล

        ความคิดนั้น มันเกิดอยู่เสมอ เหมือนลมหายใจนั่นเอง ห้ามไม่ได้   การปฏิบัติก็ไม่ได้มุ่งให้ดับความคิด เอาแค่ว่า พอรู้อารมณ์แล้ว จิตมันคิดนึกปรุงแต่งก็ให้รู้ทัน  อย่าให้ฝันทั้งที่ตื่น คือ หลงคิดไปโดยไม่รู้ตัว เท่านี้พอ

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

        จิต คือผู้ปรุงแต่งสัญญาอารมณ์ต่างๆ....กิเลส เครื่องเศร้าหมอง คือ จิตที่ไปยึดอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากจิตมาเป็นของตัว....สติ คือ ผู้ควบคุมจิตไม่ให้หลงไปยึดเอาอารมณ์ต่างๆมาเป็นของตัว

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

        จิตไม่มีตัวมีตน จิตเหมือนวอก(ลิง) นี่แหละ แล้วแต่มันจะไป บังคับบัญชามันไม่ได้ แล้วแต่มันจะปรุงจะแต่ง บอกไม่ได้ ไหว้ไม่ฟัง เพราะฉนั้นพระพุทธเจ้าให้วางมันเสีย อย่าไปยึดถือมัน

หลวงปู่ขาว อนาลโย

webmaster - อย่ายึดถือ ก็คือการปล่อยวาง ที่ปฏิบัติิให้เป็นรูปธรรมได้ด้วยการอุเบกขา คือไม่เข้าไปปรุงแต่งพ้วพันเสียนั่นเอง

        ตัวนึกคิดนี่แหละคือสมุทัย    มรรคคือการเอาสติมาดูความคิด   นี่คือข้อปฏิบัติ

 

        ให้เห็นความคิด  อย่าไปห้ามความคิด    และอย่าไปยึดถือ  ให้ปล่อยมันไป

 

        อันนี้แหละ  ลัดสั้นที่สุด  มันคิดปุ๊บ เห็นปั๊บ ขึ้นมา  อันนี้แหละเป็นการปฏิบัติธรรมแท้ๆ......หากคนมีปัญญาจริงๆ  ดูความคิด มันคิดปุ๊บ เห็นปั๊บ นี่เป็นการปฏิบัติธรรม ดีใจ เสียใจ พอใจ ไม่พอใจ รีบมาแก้ไขตรงนี้(ตรงความคิด)

 

        แต่ถ้าคนใดแม้จะไม่เคยให้ทาน  ไม่เคยรักษาศีล  แต่การอยู่  การกิน  การนั่ง การนอนของเขา  มีจุดมุ่งหวังที่จะมาทำลายโทสะ  ทำลายโมหะ  ทำลายโลภะ  นี้แสดงว่าคนผู้นั้นแหละ  เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า  

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโก

        ประโยชน์ของการดูจิตนั้นมีอยู่มากนัก เบื้องต้นดูจิตเพื่อให้เห็นความคิด  การเห็นความคิดบางทีเผลอบ้าง หลงลืมบ้างไม่เป็นไร  ฝึกบ่อยๆ จนชำนาญก็เอาอยู่ เมื่อฝึกจนชำนาญแล้วแขกจะไม่ค่อยมาเยือน  เมื่อถึงที่สุดเมื่อแขกมา...ยืนหน้าบ้าน เราก็รู้ แต่ไม่ต้อนรับแขกให้เข้ามาแล้ว

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

webmaster - เมื่อถึงที่สุดของหลวงปู่หมายถึง เมื่อปปฏิบัติบ่อยๆก็เป็นมหาสติอย่างหนึ่งได้นั่นเอง คือหมายถึงมันสามารถทำเองโดยอัติโนมัติ เหมือนดังเมื่อมียุงกัด เราก็ยกมือขึ้นปัดโดยอัติโนมัติ  เดินสะดุดก็มีสติทรงตัวได้เองโดยอัติโนมัติ  ดังนั้นเมื่อเห็นจิตอันเป็นโทษแล้วอุเบกขาจนชำนาญ อีกหน่อยจิตก็สามารถทำเองได้โดยอัติโนมัติ คือ เมื่อแขกจรมาเยือนหน้าบ้านแล้ว ดังแค่เวทนา เราก็รู้แล้วปล่อยวาง  ด้วยอุเบกขาคือการไม่เชื้อเชิญต้อนรับแขกให้เข้ามา

        การปฏิบัติธรรม ไม่ต้องเดินทางไปไหน ในเมื่อกายยาว ๑ วา หนา ๑ คืบ นี้แลเป็นตัวธรรม เป็นตัวโลก เป็นที่เกิดแห่งธรรม เป็นที่ดับแห่งธรรม เป็นที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้อาศัยบัญญัติไว้ซึ่งธรรมทั้งปวง แม้ใครใคร่จะปฏิบัติธรรมก็ต้องปฏิบัติที่กายและใจนี้ หาได้ปฏิบัติที่อื่นไม่

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

        ที่จริงพระอรหันต์ทั้งหลายท่านไม่ได้รู้อะไรมากมายเลย เพียงแต่เจริญจิตให้  รู้แจ้งในขันธ์ ๕,  แทงตลอดในปฏิจจสมุปบาท,  หยุดการปรุงแต่ง,  หยุดการแสวงหา,  หยุดกริยาจิต มันก็จบแค่นี้ เหลือแต่ บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง ว่าง มหาสุญตา ว่างมหาศาล

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

(webmaster-กริยาจิต หลวงปู่น่าจะหมายถึง การกระทำทางจิต อาทิเช่น ชอบ-ชัง ถูก-ผิด บุญ-บาป ชั่ว-ดี ยินดี-ยินร้าย ฯ.)

        ทุกข์กับความเพียรเท่านั้นที่มีค่ามากในโลกนี้  หากไม่มีทุกข์กับความเพียรเสียแล้ว ใครๆในโลกนี้ จะไม่ทำความดีเพื่อพ้นทุกข์ในโลกนี้และโลกหน้า ตลอดถึงพระนิพพาน

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

        ทุกข์เพราะอะไร ?...นอกจากไม่ทันอารมณ์ หลงปล่อยใจคิดมากจนดับไม่ได้  คิดอะไรดีหรือไม่ดีก็ปล่อยไปตามอารมณ์จนจบ พอจบก็เป็นทุกข์...คิดดีก็เฉย คิดไม่ดีก็เฉย ไม่ไปตามทั้งคิดดีและไม่ดี

หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ

  

        ผู้นับถือพุทธศาสนา ไม่มีโอกาสไปวัดไปวา เราอยู่บ้าน จงให้พากันมีวัดภายใน คือ ที่ตัวของเรา ที่บ้านของเราทุกๆคน วัดคือ สถานที่ที่เราจะบำเพ็ญคุณงามความดี

        ผู้เจริญวิปัสสนาทั้งหลาย เมื่ออายตนะภายในและภายนอกมากระทบกันเข้า มีความรู้สึกเกิดขึ้น ย่อมพิจารณาเป็นไตรลักษณญาณอย่างนี้ทุกขณะ ไม่ว่าอิริยบถใดๆทั้งหมด ถ้าพิจารณาจนชำนิชำนาญแล้ว มันจะเป็นไปโดยอัติโนมัติของมันเอง มีความรู้เท่าตลอดเวลา จนเห็นว่าอารมณ์ทั้งปวง สักแต่ว่าอารมณ์ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไปตามสภาพของมัน

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

(webmaster - ไตรลักษณญาณ ปัญญาเห็นแจ้งในพระไตรลักษณณ์ ดังเช่น เมื่อมีการกระทบกัน(ผัสสะ)แล้วมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของเวทนาและสังขารขันธ์  และไม่เที่ยง จึงเป็นทุกข์จากการคงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้แล้วดับไป และไม่ใช่ตัวตน จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จึงบังคับบัญชาไม่ได้)

        ภาวนาให้จิตสงบได้รู้ธรรมเห็นธรรมได้ภายในบ้าน จะมีคุณค่าดียิ่งกว่านิมนต์พระไปสวดมนต์ตั้งหมื่นๆ องค์

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

        "สติ" ให้นำมาใช้ในขณะตาเห็นรูป  หูได้ยินเสียง  จมูกได้ดมกลิ่น  ลิ้นได้ลิ้มรส  กายต้องโผฏฐัพพะ  ใจได้สัมผัสธรรมารมณ์  ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกยินดี ยินร้ายครอบงำ  ส่วนความรู้สึกยินดียินร้ายก็คงมีอยู่  แต่ว่าไม่ให้มันครอบงำเราได้

หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม

        สมาธิทำให้เกิดปัญญา  การเจริญวิปัสสนา คือ การนำปัญญามาใช้

        จะห้ามจิตไม่ให้คิดในทุกๆกรณี ย่อมไม่ได้ ก็แต่ว่าเมื่อจิตคิดปรุงไปในเรื่องราวใดๆ ถึงวัตถุ สิ่งของ บุคคลอย่างไร ก็ให้กำหนดรู้ว่าจิตคิดถึงเรื่องเหล่านั้น ก็สักแต่ว่าความคิด ไม่ใช่สัตว์บุคคล เราเขา ไม่ยึดถือวิจารณ์ความคิดเหล่านั้น ทำความเห็นให้เป็นปกติ ไม่ยึดถือความเห็นใดๆทั้งสิ้น  จิตย่อมไม่ไหลไปตามกระแสอารมณ์เหล่านั้น ไม่เป็นทุกข์

 หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

        ทุกข์มันมีอยู่ตลอดเวลา  ทุกข์เพราะหิวกระหาย  ทุกข์เพราะเจ็บป่วย  ทุกข์เพราะความทะเยอทะยานดิ้นรน อยากได้นั่นอยากได้นี่   ทุกข์เพราะความกังวลเกี่ยวข้องพัวพัน กลุ้มอกกลุ้มใจ  ทุกข์ที่เป็นนามธรรม     ทุกข์ที่เป็นรูป ก็ทุกข์เพราะหิวกระหาย  กระทบเย็นร้อนอ่อนแข็ง ทุกอย่างที่มากระทบ    เพราะสัมผัสมันมีอยู่  ประสาทมันยังไม่ทันดับยังไม่ทันตาย  สิ่งทั้งหลายจะต้องมากระทบอยู่ตลอดเวลา  จะหนีทุกข์พ้นที่ไหนได้ ไปไม่พ้นหรอก   จึงว่าใครจะทิ้งทุกข์ก็ทิ้งไม่ได้  มีชีวิตอยู่ตราบใดก็ยังมีทุกข์อยู่ตราบนั้น    พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน  พระอริยสงฆ์สาวกก็เหมือนกัน   ถึงแม้ท่านจะพิจารณาเห็นทุกข์แล้ว  ทุกข์ก็ยังอยู่เหมือนเดิม  ท่านก็ไม่ได้ทิ้งไปไหน  แต่ว่าทุกข์มาแล้วไม่สามารถมารบกวนท่านได้  ด้วยเหตุที่ท่านเห็นชัดตามเป็นจริง.......

 จากเรื่อง "ทุกข์"  โดยหลวงปู่เทสก์ เทสรัง

        อย่าด่วนตัดสิน ในสิ่งที่เพิ่งได้เห็น  อย่าเชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ฟัง  อย่าด่วนสรุปในสิ่งที่เพิ่งได้อ่าน แต่จงใช้วิจารณญาณอย่างถึงที่สุด

ท่าน มหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ท่าน ว.วชิรเมธี)

        เรื่องเวทนานี้  เราจะหนีมันไปไหนไม่ได้  เราต้องรู้มัน  เวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา  สุขก็สักแต่ว่าสุข  ทุกข์ก็สักแต่ว่าทุกข์  มันเป็นของสักว่าเท่านั้นแหละแล้วเราจะไปยึดมั่นถือมั่นมันทำไม

 

        ให้ขันธ์ ๕ เป็นทาน ท่านกล่าวว่า ย่อมสูงกว่า เงินทอง ของทั้งสิ้น พินิจขันธ์ ๕ ให้ว่าง เป็นอาจิณ ทุกข์ดับสิ้น จิตสงบ พบนิพพาน

หลวงปู่ชา สุภัทโท

 

ข้อน่าคิดพิจารณา

 

      "จิต"อุปมาดั่ง"เงา" กล่าวคือ จิตเป็นอนัตตาไม่มีตัวตน ของตนเองจริง เหมือนดั่งเงา  และมีการเกิดดับๆ...จากเหตุปัจจัยเฉกเช่น"เงา"

      "เงา" นั้นก็ไม่มี ในแสง ๑

      "เงา" นั้นก็ไม่มี ในวัตถุทึบแสง ๑

      "เงา" นั้นก็ไม่มี ในพื้นที่รับการตกกระทบของแสง ๑

      แต่เมื่อเหตุทั้ง ๓ ดังกล่าวข้างต้น  มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกัน  ก็ย่อมต้องเกิดสิ่งที่เรียกกันโดยโลกสมมติว่า "เงา" ขึ้น

      และเมื่อเหตุปัจจัยอันใดมีอาการแปรปรวน   "เงา"นั้นก็ย่อมต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยที่ย่อมมีการแปรปรวนนั้นๆ

      และเมื่อเหตุที่เป็นปัจจัยอันใดดับไป  "เงา"นั้นก็ย่อมต้องดับไปตามเหตุที่มาเป็นปัจจัยกันนั่นเอง

      สังขารทั้งปวงล้วนสิ้น  ก็เฉกเช่นกัน

      (ชีวิต ขันธ์ ๕ ความสุข ความทุกข์ โทสะ โมหะ โลภะ ราคะ คือทุกสรรพสิ่งที่เป็นสังขารอันย่อมถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ทั้งรูปธรรม และนามธรรม)

      ดังนั้นการไล่ค้นหาจิต จึงย่อมไม่มีวันประสบผลสำเร็จได้ ดุจดั่งการวิ่งไล่จับเงา ที่ย่อมไม่มีวันสำเร็จได้  ไม่ว่าจะเนิ่นนานไปกี่ร้อยภพ กี่พันชาติ ตลอดกาลนานก็ตามที

 

 หัวข้อธรรม

 

กลับหน้าเดิม