|
|
ความสําคัญของปฏิจจสมุปบาท และพระไตรลักษณ์ |
ปฏิจจสมุปบาทเป็นปรมัตถธรรมที่แสดงถึง กระบวนธรรมของจิต หรือกระบวนการธรรมชาติของจิตในการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ และกระบวนธรรมของจิตในการดับไปแห่งทุกข์, ท่านได้จําแนกออกเป็น
แบบอนุโลม หรือ สมุทยวาร - อันเป็นหลักธรรม แสดงถึงกระบวนธรรมของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์
แบบปฏิโลม หรือ นิโรธวาร - อันเป็นหลักธรรม แสดงถึงกระบวนธรรมของการดับไปแห่งทุกข์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบสัจธรรมนี้ด้วยพระองค์เอง จนเป็นเหตุปัจจัยให้ตรัสรู้ และทรงตรัสไว้แต่คราตรัสรู้ไว้ว่า ธรรมอันลึกซึ้งมี ๒ กล่าวคือ ปฏิจจสมุปบาทและนิพพาน จึงบัญญัติเปิดเผย หงายของที่คว่ำอยู่ เปิดของที่ปิดไว้ ตามประทีปในที่มืดด้วยหวังว่าผู้มีจักษุคือปัญญาจักได้เห็น "ปฏิจจสมุปบาท" อันลึกซึ่ง เป็นธรรมที่กล่าวถึง สภาวธรรมของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เพื่อใช้ไปในการดับไปแห่งทุกข์ อันเป็นสุขยิ่ง ก็ล้วนเพื่ออํานวยประโยชน์แก่เหล่าเวไนยสัตว์ จึงเป็นการค้นพบก่อนตรัสรู้ แล้วจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ตรัสรู้ในอริยสัจ ความจริงอันประเสริฐของอริยะ, หลังตรัสรู้ พระองค์ท่านได้ทรงพิจารณาทบทวนเรียบเรียงปฏิจจสมุปบาทตั้งแต่วันแรกในขณะเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลาตลอดทั้งสัปดาห์แรก จนพระองค์ท่านบังเกิดพุทธปีติอิ่มเอิบพระทัย เปล่งพุทธอุทาน ขึ้นถึง ๓ ครั้ง ๓ ครา ณ ขณะนั้น, ซึ่งบังเกิดเป็น "พุทธอุทานคาถา" ในพระศาสนาทั้ง ๓ ครั้ง ๓ ครานั้น ซึ่งพุทธปีติของพระองค์ท่านในครั้งนั้น ทรงแสดงถึงความปีติพระทัยในสัจจธรรมความลึกซึ้งของปรมัตถธรรม"ปฏิจจสมุปบาท" อันคือกระบวนธรรมในการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ และกระบวนธรรมในการการดับไปแห่งทุกข์ จึงเป็นแก่นธรรมที่สมควรศึกษาให้เข้าใจอย่างยิ่งยวด ดังพุทธดำรัสที่ได้ตรัสไว้ตอนตรัสรู้ว่า ธรรมอันที่ลึกซึ้งมีเพียง ๒ คือ ปฏิจจสมุปบาทและนิพพาน ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจ(สัมมาญาณ)อันถูกต้อง เพื่อนําไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง จนจางคลายจากทุกข์ได้ตามควรแห่งฐานะตน หรือถึงที่สุดแห่งการดับสนิทไปของทุกข์อันเป็นสุข ที่สะอาด สงบ บริสุทธิ์ยิ่ง จึงเป็นไปดังพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า
ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นชื่อเห็นธรรม
ที่ทรงเปล่งขึ้นในเวลานั้น
ใน พุทธอุทานคาถาที่๑ แสดงถึงพุทธปีติในสัจจธรรมที่ทรงค้นพบว่า "เพราะมารู้ธรรม พร้อมทั้งเหตุ" อันหมายถึงเกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมหรือธรรมชาติขึ้นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนสิ้น ล้วนเกิดแต่มีเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน กล่าวคือ มีเหตุต่างๆมาประชุมเป็นปัจจัยอันเนื่องสัมพันธ์แก่กันและกัน จึงเกิดขึ้นได้ ไม่มีเหตุก็ไม่เกิด, อันเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ จริงแท้แน่นอนเป็นที่สุดหรือปรมัตถ์ ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็ล้วนเป็นเฉกเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ต่างล้วนประกอบด้วยเหตุต่างๆ มาเป็นปัจจัยแก่กันและกันเช่นกัน จึงจักเกิดเป็นความทุกข์ที่บังเกิดแก่จิตหรือใจจนเร่าร้อนเผาลนดั่งนรกภูมิ ทั้งๆที่ยังมีชีวิตอยู่ขึ้นได้ (อธิบาย เหตุปัจจัย)
ใน พุทธอุทานคาถาที่๒ แสดงถึงพุทธปีติในสัจจธรรมที่ทรงพบว่า "เพราะได้รู้ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย"อันหมายถึงการที่พระองค์ท่านได้ทรงค้นพบต่อไปว่า เมื่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันล้วนต้องเกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆมาประชุมกัน แม้กระทั่งความทุกข์ ดังนั้นถ้าดับหรือทําให้เกิดความสิ้นแห่งปัจจัยบางสิ่งหรือบางประการลงเสียได้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นแม้กระทั่งความทุกข์ก็ย่อมไม่สามารถประชุมรวมตัวกันจนเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันจนเป็นอุปาทานทุกข์หรือความทุกข์ที่เกิดแก่ใจขนิดเร่าร้อนเผาลนได้ อันย่อมต้องดับสลายหรือถูกทําลายไปเพราะความสิ้นไปแห่งเหตุปัจจัยนั้นเอง
ใน พุทธอุทานคาถาที่๓ แสดงถึงพุทธปีติอิ่มเอิบในสัจจธรรมที่ทรงค้นพบนั้นว่า"ย่อมสามารถกําจัดมารและเสนาเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัย ทําอากาศให้สว่างฉนั้น" อันแสดงถึงความปีติพระทัยในการที่ทรงทราบว่า เมื่อรู้ เมื่อเข้าใจในธรรมนี้และนําไปปฏิบัติด้วยความเข้าใจนั้น ย่อมมีคุณอันยิ่งใหญ่ในการกําจัดเสียซึ่งบรรดามารและเสนาอันคือเหล่ากิเลสตัณหาอุปาทาน ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันอันยังให้เกิดอุปาทานทุกข์ออกไปเสียได้ อันจักยังให้จิตหรือชีวิตนั้นสว่างไสว ประดุจดั่งพระอาทิตย์อุทัยอันยิ่งใหญ่ที่ทอแสงให้ความสว่างเจิดจ้าและอบอุ่นแก่โลกและชีวิตทุกๆชีวิตบนโลกนี้
ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมที่กล่าวถึงกระบวนการทางกายและจิตในอันที่ทํางานเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันเป็นลำดับขั้น จนเป็นผลให้เกิดความทุกข์ และดับทุกข์ด้วยเช่นกัน, อันแสดงเหตุปัจจัยใดๆบ้างที่เป็นเหตุเป็นผลหรือเป็นเหตุเป็นปัจจัยกัน อันเมื่อรู้เมื่อเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในเหตุปัจจัยนั้นแล้ว ก็กําจัดเหตุปัจจัยบางปัจจัยนั้นออกไปเสีย ตามกําลังจริต,กําลังสติและปัญญาของผู้ปฏิบัติ อันย่อมทําให้ความทุกข์นั้นต้องดับหรือขาดความสมดุลย์ ไม่สามารถเป็นปัจจัยกันคือไม่สามารถก่อตัวขึ้นเป็นอุปาทานทุกข์อันแสนเร่าร้อนได้ ประดุจดั่งท่านไม่เพิ่มฟืนหรือดึงฟืนออกจากกองไฟ ไฟนั้นย่อมมีอาการค่อยๆมอดลง...มอดลง...จนดับไป ในที่สุด ซึ่งอุปาทานทุกข์นี้แหละที่มนุษย์ทุกผู้นาม"รู้สึกเป็นทุกข์"กันอยู่เป็นมายาจิต เพียงแต่ไม่รู้แยกแยะไม่ออก เพราะยังไม่มีวิชชา จึงถูกมันครอบงํามาตลอดทุกกาลสมัย จนบังเกิดมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในโลกมนุษย์นี้ ที่ได้ทรงเปิดเผยความลับของธรรมชาติหรือสภาวธรรมนี้ให้บันลือไปทั่วทุกโลกธาตุ เพื่อเป็นหลักชัยแก่ชีวิตของผู้ที่รู้ ผู้ที่เข้าใจ และผู้ที่ปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ ในทุกฐานะเพศไม่ว่าบรรพชิตหรือฆราวาส, ตามกําลังสติ, ปัญญา, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา และความเพียรของผู้ปฏิบัตินั้นเอง อันได้ผลตั้งแต่จางคลายจากทุกข์ตามควรแห่งฐานะตน จนถึงการดับสนิทไปแห่งทุกข์, อันเป็นดั่งพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า
ความเพียรพยายามพวกเธอต้องทําเอง ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้บอกเท่านั้น
(ธรรมบท ๒๕/๔๓)
ความทุกข์นั้นเป็น"ปฏิจจสมุปบันธรรม" อันคือธรรมหรือสิ่งที่เกิดมาแต่เหตุปัจจัย มาประชุมกัน เป็นปัจจัยแก่กันและกันเพียงชั่วขณะระยะหนึ่ง เพราะล้วนไม่เที่ยง ทุกขัง อนัตตา ดังนั้นเมื่อเราต้องการดับทุกข์ เราจึงควรศึกษาให้เกิดปัญญาญาณหรือเรียกง่ายๆว่าความเข้าใจถึงใจ อันจักเกิดขึ้นอย่างมั่นคงได้จากการพิจารณาธรรมโดยละเอียดและแยบคายเท่านั้น(โยนิโสมนสิการ), เพื่อจะได้เกิดกําลังของปัญญา หรือสัมมาญาณในการตัดวงจรหรือวัฏฏะแห่งทุกข์ที่หมุนสืบเนื่องกันอยู่ตลอดกาลนานให้ขาดสะบั้น หรือแม้เคลื่อนช้าลง...ช้าลง...เป็นลำดับ.
สามารถกล่าวได้ว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นเหตุปัจจัยให้พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อริยะสัจอันเป็นผลให้เป็นแนวทางคําสอนและแนวทางปฏิบัติ, จริงๆแล้วปฏิจจสมุปาทและอริยสัจ ตลอดจนแก่นธรรมทั้งหลายในพุทธศาสนานั้นต่างล้วนเป็นหลักธรรมเดียวกันทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในปฏิจจสมุปบาท ก็จักเกิดปรากฎการณ์ดังที่ท่านได้ตรัสไว้
ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นชื่อเห็นธรรม
และเป็นแก่นธรรมหรือสภาวธรรม(ธรรมชาติ)อันถูกต้องสมดั่งพุทธประสงค์, จึงจักยังให้มีความเข้าใจใน อริยสัจ ไตรลักษณ์ และแก่นธรรมต่างๆได้อย่างถ่องแท้ เพราะเป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรมแล้วสมดั่งพระพุทธดํารัส.
ปฏิจจสมุปบาท
ปรมัตถธรรมเพื่อความจางคลายจากทุกข์
และดับทุกข์ อันเป็นสุขยิ่ง
เราไม่สามารถรู้ได้ว่า เหตุแห่งทุกข์อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติแท้ๆ)นั้นจะมาเยือนเราเมื่อใด
อันไม่มีสิ่งใด หรือผู้ใดควบคุมบังคับได้อย่างจริงแท้แน่นอน จึงควรใฝ่ใจปฏิบัติ,ศึกษา
เมื่อเหตุแห่งทุกข์นั้นมาเยือนโดยสภาวะธรรม(ชาติ) ก็จักไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น
หรือจางคลายจากทุกข์นั้นๆ
อันยังให้เกิดปรากฎการณ์ที่พระอริยะเจ้ากล่าวอยู่เนืองๆว่า
เหตุแห่งทุกข์นั้นยังมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น
![]()
คติธรรม
|
จิตมีตัณหาปรุงแต่งเวทนาเป็นเหตุ |
เป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์ |
|
|
ผลของจิตมีตัณหาปรุงแต่งเวทนา |
เป็นทุกข์อุปาทาน |
|
|
สติเห็นกาย,เวทนา,จิตสังขารหรือธรรม |
เป็นมรรคปฏิบัติ |
|
|
ผลของสติเห็นกาย,เวทนา,จิต,ธรรม |
เป็นนิโรธอันพ้นทุกข์ |
พนมพร คูภิรมย์
คติธรรมนี้รวบรวมแก่นธรรมอันสําคัญยิ่งทางพุทธศาสนา
อันเมื่อบริกรรม ท่องบ่น เพื่อเป็นเครื่องรู้ เครื่องระลึก เครื่องเตือนสติ เครื่องพิจารณา
อันพึงมีความเข้าใจในความหมายของธรรมเหล่านี้ด้วย จึงจักยังผลอันยิ่งใหญ่ อันมี
|
: แสดงธรรมอิทัปปัจจยตาที่ว่า เพราะเหตุนี้มี ผลเหล่านี้จึงเกิดขึ้น, เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับ |
|
|
: เวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา หมายถึงเมื่อเกิดเวทนาขึ้นแล้ว อาจเกิดตัณหาความทะยานอยากหรือความไม่อยากต่อเวทนาที่เกิดขึ้นเหล่านั้น จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความทุกข์ขึ้น สังขาร อันเกิดจาก อาสวะกิเลส เป็นเหตุปัจจัยร่วมกับ อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด ทุกข์อุปาทาน (รายละเอียดใน ปฏิจจสมุปบาท) |
|
|
: อันมี ทุกขอริยสัจ และทุกข์อุปาทานอันเป็นทุกข์ สมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์, นิโรธคือการพ้นทุกข์ มรรคคือทางปฏิบัติให้พ้นไปจากทุกข์ |
|
|
: ทางสายเอกในการปฏิบัติ อันควรปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวัน สติเห็นธรรมใดก็ปฏิบัติธรรมนั้น
แล้วเป็นกลางวางทีเฉย(อุเบกขา) โดยการไม่เอนเอียงไปคิดนึกปรุงแต่งทั้งทางดีหรือชั่ว อันหมายถึงไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ กล่าวคือไม่ไปยึดทั้งในด้านดี(กุศล)หรือด้านร้าย(อกุศล)ในเรื่องนั้นๆ อันต่างล้วนเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา อันยังให้เกิดทุกข์ในที่สุดโดยไม่รู้ตัว |
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนสิ้น(สังขาร-สิ่งปรุงแต่ง) มีสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ที่ล้วนต้อง "เป็นเช่นนี้เอง", คือ ล้วนเกิดมาแต่เหตุปัจจัยอันมาประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัย(สนับสนุน)แก่กันและกันชั่วขณะหรือระยะหนึ่ง ตัวตนที่เห็นหรือผัสสะได้ด้วยอายตนะใดๆก็ตามที ล้วนเป็นเพียงมวลหรือกลุ่มหรือก้อน(ฆนะ)ของเหตุต่างๆเหล่านั้นที่มาเป็นปัจจัยนั้นๆ ตัวตนเหล่านั้นจึงขึ้นอยู่กับเหตุหรือสิ่งที่มาเป็นปัจจัยกัน จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวตนที่หมายถึงเราหรือของเรา และเพราะความที่เกิดแต่เหตุปัจจัย อันต้องอาศัยเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน หรือมาประชุมเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน
จึงเพียงแลดูดุจประหนึ่งว่าเป็นสิ่งๆเดียว, แต่ก็มิใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง จึงมีความไม่สมบูรณ์ในตัวเองแฝงอยู่โดยธรรมหรือธรรมชาติ จึงมีสามัญญลักษณะหรือลักษณะโดยธรรมชาติ ๓ ประการดังนี้
ล้วน "อนิจจัง" มีอาการความไม่เที่ยง มีอันต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเป็นอาการธรรมดา, จึงไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาได้ตลอดไป
ล้วน "ทุกขัง" มีความคงทนอยู่ไม่ได้ จึงเกิดสภาวะเสื่อมไปเป็นอาการธรรมดา และดับไปเป็นที่สุด
ล้วนเป็น "อนัตตา" ไม่มีตัวไม่มีตน ที่เป็นแก่น เป็นแกน อย่างถาวรแท้จริงได้ตลอดไป กล่าวคือตัวตนของตนนั้นล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยอันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)มาประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัยแก่กันและกัน อันเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันชั่วขณะหนึ่ง ดุจดั่งแสงแดด แว่นขยาย และเชื้อไฟ(ขยายความ), แต่เมื่อเหตุปัจจัยหลากหลายต่างๆอันมาประชุมกันเหล่านั้น มีอันต้องแปรปรวน, เสื่อม และดับด้วยเหตุอันใด อันต้องเป็นเช่นนั้นเอง, สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น จึงต้องแปรปรวน เสื่อม และดับไปตามเหตุปัจจัยเหล่านั้นด้วย ธรรมทั้งปวงเมื่อไม่มีตัวตนแท้จริง จึงล้วนไม่ใช่อะไรๆของใครๆได้อย่างแท้จริงทั้งสิ้น นั่นจึงล้วนเป็นเหตุให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา อย่างแท้จริง ล้วนแล้วเป็นไปตามธรรมหรือธรรมชาตินั่นเอง
ดังนั้น แม้กระทั่งตัวตน,ของตน ที่แอบหลงแอบยึดมั่นถือมั่นตามความพึงพอใจของตัวของตนนั้น จึงล้วนไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา อย่างแท้จริง ล้วนต้องแปรปรวน เสื่อม และดับไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น
เพราะต้องแปรปรวน เสื่อมและดับไปเป็นอาการธรรมดา ทําให้ไม่มีตัวตนที่เป็นแก่นแกนถาวรอย่างแท้จริง(อนัตตา) จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เป็นทุกข์ถ้าไปอยากด้วยตัณหา หรือไปยึดด้วยอุปาทานความพึงพอใจของตัวของตน เพราะความที่ควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้อย่างจริงแท้แน่นอนนั่นเอง เพียงดูประหนึ่งสามารถควบคุมบังคับได้ในบางเหตุปัจจัยจนก่อให้เกิดความสมปรารถนา จึงก่อให้เกิดมายาจิต ไปหลงคิด,หลงยึดว่าอยู่ภายใต้อํานาจ สามารถควบคุมบังคับได้ แต่แท้จริงแล้วไม่สามารถควบคุมได้อย่างจริงแท้แน่นอน, แต่ต้องแปรปรวนไปตามสภาวธรรม(ชาติ)อย่างจริงแท้แน่นอน อันล้วนเป็นไปตามสภาวธรรม(ธรรมชาติ)แท้ๆ
นี้คือแก่นธรรมของพระไตรลักษณ์
ควรหมั่นพิจารณา(ธัมมวิจยะโดยการโยนิโสมนสิการ) เพี่อให้บังเกิดปัญญาญาณหยั่งรู้ว่า
สิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ตลอดจนตัวตนของเรา
ล้วนอยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)อันยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น
แก่นของอนัตตานั้นมิได้อยู่ที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน, แต่หมายถึงขั้นปรมัตถ์
ที่ตัวตนไม่เป็นแก่นแกนถาวรอย่างแท้จริง เหตุเพราะเกิดแต่เหตุปัจจัย
จึงไม่สามารถควบคุมบังคับให้คงอยู่ในสภาพเช่นนั้นๆได้อย่างถาวรและตลอดไปอย่างแท้จริง
เมื่อรู้ด้วยปัญญา และรู้เท่าทันด้วยสติ ตามความเป็นจริงแห่งธรรมเช่นนี้ จนเกิดนิพพิทา
จึงไม่เป็นทุกข์ จากการไปอยากด้วยตัณหา หรือไปยึดด้วยอุปาทาน
(พนมพร คูภิรมย์)
จงเห็นในสังขารทั้งปวงว่าเป็นของไม่เที่ยง มีความสำคัญในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์ มีความสำคัญในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นอนัตตา
ดูภาพวงจรปฏิจจสมุปบาทที่มีเหตุปัจจัยภายนอกเข้ากระทบ
คลิกที่นี่ ![]()
ดูภาพวงจรปฏิจจสมุปบาทแบบขยายความโดยพิศดาร
คลิกที่นี่ ![]()
(ควรมีความเข้าใจปฏิจจสมุปบาทพอสมควร เพราะใช้วงจรปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕ เข้าอธิบายรายละเอียด เป็นครั้งแรกในโลกที่มีการบันทึก)
ประมวลภาพ
วงจรปฏิจจสมุปบาท ทั้งหมด ![]()
|
แก่นธรรม แม้ทุกข์ของขันธ์ ๕ ทั้งใจและกาย อันคือเทุกขวทนา อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ของชีวิต ยังคงมีอยู่เป็นธรรมดา แต่เราปฏิบัติก็เพื่อไม่ให้เกิดทุกข์อุปาทานอันเร่าร้อนเผาลน |
กล่าวคือ
เหตุแห่งทุกข์นั้นมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น
หรือ
เหตุแห่งทุกข์นั้นมีอยู่ แต่ทุกข์นั้นทําอะไรใจไม่ได้
หมายถึง
ทุกข์ธรรมชาติยังคงมีอยู่ แต่ไม่เป้นอุปาทานทุกข์หรือทุกข์อุปาทาน
จริงๆแล้วที่มนุษย์ทั้งหลายเป็นทุกข์กันอยู่ทุกๆขณะจิตก็คือ "ทุกข์อุปาทาน"นี้นั่นเอง
เพราะอวิชชาความไม่รู้ จึงจําแนกไม่ออก
ยินดีให้เผยแพร่ ส่วนหนึ่งส่วนใด ข้อเขียน ข้อความ ทั้งหลายทั้งปวง ในรูปแบบต่างๆได้ โดยไม่สงวนสิทธิใดๆทั้งสิ้น
ปฏิจจสมุปบาท
สนับสนุน โดย เอ็น.เค.จี. เอ็นจิเนียริ่ง
สนับสนุนโดย N.K.G. Engineering Co.Ltd.